Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3617/2547

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ถ้อยคำที่ผู้ตายที่ 1 ด่าจำเลยว่า "โคตรพ่อโคตรแม่" แม้จะเป็นถ้อยคำก้าวร้าวหยาบคายเป็นที่ระคายเคืองแก่จำเลยอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงขนาดที่จะถือว่าเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมตาม ป.อ. มาตรา 72 ในชั้นสอบคำให้การจำเลย จำเลยให้การต่อสู้โดยอ้างเหตุบันดาลโทสะสำหรับความผิดฐานฆ่าผู้ตายที่ 2 เท่านั้น มิได้ต่อสู้ว่าเป็นการกระทำโดยป้องกันโดยสำคัญผิด ส่วนในชั้นสืบพยาน จำเลยนำสืบต่อสู้ไม่ชัดแจ้งว่าจำเลยประสงค์จะต่อสู้ว่าจำเลยยิงผู้ตายที่ 2 เพื่อป้องกันตัวโดยสำคัญผิดว่าผู้ตายที่ 2 จะเข้ามาทำรายจำเลย และในชั้นอุทธรณ์จำเลยอุทธรณ์โดยมิได้อ้างเหตุสำคัญผิดในข้อเท็จจริง ดังนั้น ฎีกาของจำเลยที่อ้างว่าการที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายที่ 2 เป็นการกระทำโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุโดยสำคัญผิดว่าผู้ตายที่ 2 ได้นำเครื่องมือทำงานที่เป็นเหล็กแหลมและค้อนติดตัวมาด้วย จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงสกัดมิให้ผู้ตายกับพวกเข้ามาทำร้ายจำเลยซึ่งมีขาพิการนั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง หลังจากจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายที่ 1 แล้ว จำเลยเห็นผู้ตายที่ 2 และหลานชายผู้ตายที่ 2 กรูเข้ามาหาจำเลยโดยวิ่งลงบันไดมา จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงสกัดขึ้นไป รวมทั้งใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายที่ 2 ด้วย แสดงว่าจำเลยมีเจตนายิงผู้ตายที่ 1 ก่อน ต่อมาเมื่อจำเลยเห็นผู้ตายที่ 2 วิ่งลงบันไดมา จำเลยจึงเกิดมีเจตนายิงผู้ตายที่ 2 เสียด้วย ซึ่งเป็นเจตนาที่เกิดขึ้นใหม่ในภายหลัง แม้จะเป็นการกระทำความผิดในเวลาต่อเนื่องกัน แต่ก็เป็นการกระทำความผิดที่อาศัยเจตนาที่แยกต่างหากจากกันได้ จึงเป็นความผิดสองกรรม

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้กระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ (ก) จำเลยพาอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ ขนาด .38 เครื่องหมายทะเบียน นว.8/7854 จำนวน 1 กระบอก ซึ่งเป็นอาวุธปืนของจำเลยที่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานให้มีและใช้โดยชอบด้วยกฎหมาย พร้อมกระสุนปืนรีวอลเวอร์ ขนาด .38 จำนวนหลายนัด ติดตัวไปในบริเวณถนนตรีเพชร แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานตามกฎหมายให้พาอาวุธปืนติดตัวไปได้ และไม่เป็นกรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ (ข) จำเลยโดยมีเจตนาฆ่าและโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ได้ใช้อาวุธปืนพร้อมเครื่องกระสุนปืนดังกล่าว ในข้อ (ก)

ยิงประทุษร้ายนางปรียา พลกลาง ผู้ตายที่ 1 จำนวนหลายนัด กระสุนปืนถูกผู้ตายที่ 1 ที่บริเวณราวนม ปอด ตับ และกระเพาะอาหารอันเป็นอวัยวะส่วนสำคัญของร่างกาย เป็นเหตุให้ผู้ตายที่ 1 ถึงแก่ความตาย (ค) หลังจากใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายที่ 1 แล้ว จำเลยโดยมีเจตนาฆ่าและโดยมีเจตนาฆ่าและโดยไตร่ตรองไว้ก่อนได้ใช้อาวุธปืนพร้อมเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวในข้อ (ก) เป็นอาวุธยิงประทุษร้ายนายบุญส่ง พลกลางหรือพรกลาง ผู้ตายที่ 2 ซึ่งเป็นสามีของผู้ตายที่ 1 จำนวน 2 นัด กระสุนปืนถูกผู้ตายที่ 2 ที่บริเวณชายโครงทะลุกระเพาะอาหาร ตับและปอด อันเป็นอวัยวะส่วนสำคัญของร่างกาย เป็นเหตุให้ผู้ตายที่ 2 ถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ และริบของกลางทั้งหมด

จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุบันดาลโทสะในข้อหาฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและให้การปฏิเสธในข้อหาฐานพาอาวุธปืน

ระหว่างพิจารณา นายอุ่น พลกลาง บิดาของนายบุญส่ง พลกลาง ผู้ตายที่ 2 และนายบุญส่ง พันธ์วิเศษศักดิ์ บิดาของนางปรียา พลกลาง ผู้ตายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตโดยให้เรียกนายอุ่นว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และเรียกนายบุญส่งว่า โจทก์ร่วมที่ 2 (ที่ถูกต้องระบุว่า อนุญาตให้โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 เข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เฉพาะข้อหาฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้องข้อ (ค) และข้อ (ข) ตามลำดับเท่านั้น)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนรวม 2 กระทง ลงโทษประหารชีวิตทั้งสองกระทง ฐานพาอาวุธปืน ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมตลอดจนทางนำสืบ (ของจำเลย) เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกตลอดชีวิตทั้งสองกระทง ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 4 เดือน เมื่อรวมโทษทั้งสามกระทงแล้วให้จำคุกตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ริบอาวุธปืน ปลอกกระสุนปืน และลูกกระสุนปืนของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติได้ในเบื้องต้นว่า นางปรียา พลกลาง ผู้ตายที่ 1 เป็นภริยาของนายบุญส่ง พลกลาง ผู้ตายที่ 2 ผู้ตายทั้งสองและจำเลยต่างก็มีอาชีพเป็นช่างทำทองรูปพรรณ ผู้ตายทั้งสองได้เช่าตึกแถวเลขที่ 14/4 ตรอกหลังตรีเพชรเทรดดิ้ง ถนนตรีเพชร แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เป็นสถานที่ประกอบกิจการและพักอาศัยโดยผู้ตายทั้งสองได้แบ่งตึกแถวชั้นที่ 4 ให้จำเลยเช่า และยินยอมให้จำเลยตั้งโต๊ะทำงานอยู่ที่ชั้นล่างของตึกแถวดังกล่าวด้วย ตามวันเวลาเกิดเหตุที่โจทก์ฟ้องขณะที่ผู้ตายทั้งสองอยู่ที่ตึกแถวดังกล่าวข้างต้น จำเลยได้ใช้อาวุธปืนตามฟ้องยิงผู้ตายที่ 1 และที่ 2 ถึงแก่ความตาย และคดีฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยที่คู่ความมิได้ฎีกาคัดค้านว่า จำเลยมีความผิดฐานพาอาวุธปืนตามฟ้องข้อ (ก) แต่จำเลยไม่มีความผิดฐานฆ่าผู้ตายทั้งสองโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามที่โจทก์ฟ้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิง ฆ่าผู้ตายที่ 1 นั้น เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้คดีคงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยที่โจทก์และโจทก์ร่วมมิได้ฎีกาคัดค้านว่าขณะเกิดเหตุผู้ตายที่ 1 ได้ด่าว่าบุพการีของจำเลย โดยจำเลยนำสืบว่า ถ้อยคำที่ผู้ตายที่ 1 ด่าจำเลยคือคำว่า "โคตรพ่อโคตรแม่" เห็นว่า คำด่าดังกล่าวแม้จะเป็นถ้อยคำก้าวร้าวหยาบคายเป็นที่ระคายเคืองแก่จำเลยอยู่บ้างแต่ก็ไม่ถึงขนาดที่จะถือว่าเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย แม้จำเลยจะนำสืบและฎีกาว่า ก่อนด่าว่าบุพการีของจำเลย ผู้ตายที่ 1 ยังได้ผลักอกและพูดจาท้าทายยั่วยุชวนทะเลาะวิวาทและดูหมิ่นเหยียดหยามจำเลยซึ่งหน้าด้วย แต่ฎีกาของจำเลยข้อนี้ก็ไม่อาจรับฟังได้

คดีนี้จึงฟังไม่ได้ว่าที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงฆ่าผู้ตายที่ 1 เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะเนื่องจากผู้ตายที่ 1 ข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 ดังที่จำเลยอ้างมาในฎีกา ที่จำเลยฎีกาข้อต่อมาว่า การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายที่ 2 เป็นการกระทำโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ โดยสำคัญผิดว่า ผู้ตายที่ 2 ได้นำเครื่องมือทำงานที่เป็นเหล็กแหลมและค้อนติดตัวมาด้วย จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงสกัดมิให้ผู้ตายกับพวกเข้ามาทำร้ายจำเลยซึ่งมีขาพิการ จำเลยย่อมได้รับประโยชน์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 และมาตรา 69 นั้น เห็นว่า ในชั้นสอบคำให้การจำเลย จำเลยคงให้การต่อสู้โดยอ้างเหตุบันดาลโทสะสำหรับความผิดฐานฆ่าผู้ตายที่ 2 เท่านั้น

มิได้ต่อสู้ว่าเป็นการกระทำโดยป้องกันโดยสำคัญผิด ในชั้นสืบพยานจำเลย จำเลยนำสืบต่อสู้แต่เพียงว่าขณะเกิดเหตุจำเลยเห็นผู้ตายที่ 2 กับหลานผู้ตายที่ 2 วิ่งกรูลงบันไดมา จำเลยจึงยิงสกัดขึ้นไปและนำสืบว่าเท่าที่จำเลยทราบนั้น เครื่องมือการทำงานของผู้ตายที่ 2 จะมีเหล็กแหลมและค้อนไว้ทุบแหวน ตามทางนำสืบของจำเลยดังกล่าวก็ไม่ชัดแจ้งว่าจำเลยประสงค์จะนำสืบต่อสู้ว่าจำเลยยิงผู้ตายที่ 2 เพื่อป้องกันตัวโดยสำคัญผิดว่าผู้ตายที่ 2 ถือเหล็กแหลมและค้อนจะเข้ามาทำร้ายจำเลย และในชั้นอุทธรณ์จำเลยก็อุทธรณ์ว่าขณะเกิดเหตุผู้ตายที่ 2 วิ่งลงมาจากชั้นบนพร้อมกับนายสุชิน โดยในมือของผู้ตายที่ 2 ถือไม้ซึ่งเป็นอาวุธโดยสภาพลงมาด้วยโดยมีพฤติการณ์จะทำร้ายจำเลย

เนื่องด้วยความแค้นที่เห็นจำเลยยิงผู้ตายที่ 1 เมื่อเข้าประชิดตัวจำเลย ผู้ตายที่ 2 ก็เงื้อไม้จะตีจำเลย จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายที่ 2 จำนวน 2 นัด โดยจำเลยมิได้อ้างเหตุสำคัญผิดในข้อเท็จจริง จึงเห็นได้ชัดว่าฎีกาของจำเลยในข้อนี้ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฎีกาของจำเลยข้อนี้มาด้วย ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยให้ได้ ที่จำเลยฎีกาข้อต่อมาว่า การกระทำของจำเลยฐานฆ่าผู้ตายที่ 1 และฐานฆ่าผู้ตายที่ 2 ตามฟ้องข้อ (ข) และ (ค) จำเลยได้กระทำในวาระกระชั้นชิดเกี่ยวเนื่องให้เหตุการณ์เดียวกันจึงเป็นความผิดกรรมเดียวกันนั้น เห็นว่า ความในข้อนี้จำเลยได้เบิกความยอมรับว่า

หลังจากจำเลยใช้อาวุธปืนของกลางยิงผู้ตายที่ 1 แล้ว จำเลยเห็นผู้ตายที่ 2 และหลานชายผู้ตายที่ 2 กรูเข้ามาหาจำเลยโดยวิ่งลงบันไดมา จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงสกัดขึ้นไป รวมทั้งจำเลยได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายที่ 2 ด้วย ตามคำเบิกความของจำเลยดังกล่าวแสดงว่า จำเลยมีเจตนายิงผู้ตายที่ 1 ก่อน ต่อมาเมื่อจำเลยเห็นผู้ตายที่ 2 วิ่งลงบันไดมา จำเลยจึงเกิดมีเจตนายิงผู้ตายที่ 2 เสียด้วย ซึ่งเป็นเจตนาที่เกิดขึ้นใหม่ในภายหลัง แม้จะเป็นการกระทำความผิดในเวลาต่อเนื่องกัน แต่ก็เป็นการกระทำความผิดที่อาศัยเจตนาที่แยกต่างหากจากกันได้ จึงเป็นความผิดสองกรรมดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย ที่จำเลยฎีกาข้อสุดท้ายขอให้ลงโทษสถานเบานั้น ศาลฎีกาได้พิเคราะห์พฤติการณ์ต่างๆ

แห่งคดีตามที่คู่ความนำสืบประกอบฎีกาของจำเลยแล้ว เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดโทษจำเลยสำหรับความผิดฐานฆ่าผู้ตายที่ 1 และฐานฆ่าผู้ตายที่ 2 ตามฟ้องข้อ (ข) และ (ค) แต่ละกระทงให้ประหารชีวิตนั้น เป็นการลงโทษที่หนักเกินไป เห็นสมควรแก้ไขกำหนดโทษจำเลยสำหรับความผิดทั้งสองกระทงนี้เสียใหม่ให้เหมาะสมแก่สภาพความผิดของจำเลย ส่วนที่จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณานั้น ก็ปรากฏว่าศาลล่างทั้งสองได้นำมาเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ซึ่งนับว่าเป็นคุณแก่จำเลยอย่างมากแล้ว ศาลฎีกาไม่เห็นสมควรที่จะนำเหตุดังกล่าวมาลดโทษให้จำเลยมากกว่านี้อีก และที่จำเลยฎีกาอ้างว่า

ศาลจังหวัดนนทบุรีมีคำพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุตรผู้ตายทั้งสองเพราะต้องขาดไร้อุปการะและชดใช้ค่าปลงศพผู้ตายทั้งสองรวมเป็นเงิน 880,000 บาท อันสืบเนื่องมาจากจำเลยทำละเมิดใช้อาวุธปืนยิงฆ่าผู้ตายทั้งสองตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2029/2544 ของศาลจังหวัดนนทบุรี และจำเลยได้ถูกบังคับคดียึดทรัพย์แล้วนั้น เห็นว่า เป็นกรณีที่จำเลยจะต้องรับผิดในทางแพ่งต่อทายาทของผู้ตายทั้งสองตามกฎหมายอยู่แล้วจำเลยจึงไม่อาจนำเหตุดังกล่าวมาอ้างเป็นประโยชน์แก่จำเลยในคดีนี้ได้ สรุปแล้วที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาคงเห็นพ้องด้วยบางส่วน และไม่เห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นบางส่วนและฟังขึ้นบางส่วน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามฟ้องข้อ (ข) และ (ค) ให้ลงโทษจำเลยแต่ละกระทงจำคุกตลอดชีวิต เมื่อลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 33 ปี 4 เดือน รวมโทษ 2 กระทง เป็นจำคุก 66 ปี 8 เดือน รวมกับโทษจำคุกอีก 4 เดือน ในความผิดฐานพาอาวุธปืนตามฟ้องข้อ (ก) แล้ว เป็นจำคุก 66 ปี 12 เดือน เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้วเกิน 50 ปี จึงต้องลงโทษจำคุกจำเลยเหลือเพียง 50 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุรชาติ บุญศิริพันธ์ · กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์ · กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้