Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3614/2547

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ช. และ ป. ยกที่ดินพิพาทให้ ภ. มารดาโจทก์ แม้การให้จะไม่สมบูรณ์เพราะมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 525 แต่ไม่ปรากฏว่ามีการโต้แย้งการครอบครองที่ดินพิพาทของ ภ. จากบุคคลอื่น ภ. ครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของตั้งแต่ได้รับการยกให้ตลอดมาจนถึงแก่ความตาย โจทก์ซึ่งเป็นบุตรได้ครอบครองต่อมาโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อมาเป็นเวลากว่า 10 ปี โจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ดังนั้น การที่ ป. ทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทซึ่งไม่ใช่ทรัพย์ของตนเองให้แก่จำเลยจึงไม่ชอบ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า นายชุบ ขำเปรมศรี กับนางประพัฒน์ ขำเปรมศรี เป็นสามีภริยากัน มีบุตรด้วยกันรวม ๔ คน คือ จำเลยที่ ๒ นางภารุณี ขำเปรมศรีหรือเหลืองพยุง ซึ่งเป็นมารดาโจทก์ นายพนม ขำเปรมศรี และนายชัยยันต์ ขำเปรมศรี เมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๐๖ นางประพัฒน์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๒๑๐๖ ตำบลบางอ้อ อำเภอบางกอกน้อย (บางซื่อ) จังหวัดธนบุรี (กรุงเทพมหานคร) เนื้อที่ ๑๐๕ ตารางวา และต่อมาปี ๒๕๒๐ นายชุบกับนางประพัฒน์ได้ยกที่ดินส่วนหนึ่งของโฉนดดังกล่าวเนื้อที่ ๕๒.๕ ตารางวา ให้แก่มารดาโจทก์แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดิน มารดาโจทก์ได้ปลูกบ้านในที่ดินที่ยกให้ดังกล่าวจากนั้นมารดาโจทก์และโจทก์ได้เข้าอยู่อาศัยในบ้านดังกล่าวปัจจุบันคือบ้านเลขที่ ๒๘๖/๑๑ แขวงบางอ้อ

เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร โจทก์และมารดาโจทก์ได้ครอบครองที่ดินที่ได้รับการยกให้ โดยสงบเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเรื่อยมาตั้งแต่ปี ๒๕๒๐ จนถึงวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๒๕ มารดาโจทก์ถึงแก่ความตาย แต่โจทก์ก็ยังอยู่ในบ้านดังกล่าวและครอบครองที่ดินจำนวนเนื้อที่ ๕๒.๕ ตารางวา ดังกล่าวมาจนถึงวันฟ้องเป็นเวลาประมาณ ๒๐ ปี นางประพัฒน์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๔๐ ภายหลังจากนางประพัฒน์ถึงแก่ความตาย นายชัยยันต์ได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่านางประพัฒน์ได้ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองยกบ้านที่มารดาโจทก์ปลูกและที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๒๑๐๖ ให้แก่จำเลยที่ ๒ แต่เพียงผู้เดียวและตั้งจำเลยที่ ๒ เป็นผู้จัดการมรดกด้วย ซึ่งความจริงแล้วบ้าน ที่นางประพัฒน์ยกให้จำเลยที่ ๒ นั้นไม่ใช่เป็นกรรมสิทธิ์ของนางประพัฒน์ แต่เป็นทรัพย์มรดกของมารดาโจทก์ ที่ตกแก่โจทก์

ส่วนที่ดินที่ปลูกบ้านเนื้อที่ ๕๒.๕ ตารางวา ตกเป็นของโจทก์โดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองเพิกถอนพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองดังกล่าว และให้รังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดินและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเนื้อที่ ๕๒.๕ ตารางวา ที่โจทก์ครอบครองออกจากโฉนดที่ดิน ๓๒๑๐๖ ให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสอง ไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาตาม คำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การว่า นายชุบและนางประพัฒน์บิดามารดาจำเลยที่ ๒ ไม่เคยยกที่ดินเนื้อที่ ๕๒.๕ ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่มารดาโจทก์ เพียงแต่อนุญาตให้มารดาโจทก์เข้าไปปลูกบ้านเลขที่ ๒๘๖/๑๑ อยู่อาศัยกับครอบครัวในที่ดินดังกล่าวเท่านั้น บ้านตามที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้อง นายชัยยันต์เป็นผู้ปลูกสร้างขึ้นและปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทจึงตกเป็นส่วนควบของที่ดิน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนพินัยกรรมเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการยกบ้านเลขที่ ๒๘๖/๑๑ ให้แก่จำเลยที่ ๒ เสีย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าระหว่างนายชุบและนางประพัฒน์มีชีวิตอยู่ได้ร่วมกันซื้อที่ดิน โฉนดเลขที่ ๓๒๑๐๖ ตำบลบางอ้อ อำเภอบางกอกน้อย (บางซื่อ) จังหวัดธนบุรี (กรุงเทพมหานคร) เนื้อที่ ๑๐๕ ตารางวา ใส่ชื่อนางประพัฒน์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และปลูกบ้านเลขที่ ๒๘๖/๑๒ โดยอยู่อาศัยร่วมกับบุตรทุกคน ต่อมาปี ๒๕๒๐ นายชุบและนางประพัฒน์ได้ให้นางภารุณีซึ่งเป็นบุตรคนแรกที่แต่งงาน ปลูกบ้านเลขที่ ๒๘๖/๑๑ ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๒๑๐๖ เป็นเนื้อที่ ๕๒.๕ ตารางวา เพื่ออยู่อาศัยซึ่งเป็นที่ดินพิพาท นางภารุณีกับโจทก์และน้องโจทก์ได้เข้าอยู่อาศัยในบ้าน ดังกล่าวจนกระทั่งนางภารุณีถึงแก่ความตาย นางประพัฒน์จึงเข้ามาเป็นหัวหน้าครอบครัวในบ้านดังกล่าวแทนนางภารุณี โดยที่โจทก์และน้องโจทก์ยังคงอาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ ๒๘๖/๑๑ ตลอดมาจนถึงวันฟ้อง

เมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๓๕ นางประพัฒน์ได้ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๒๑๐๖ พร้อมบ้านเลขที่ ๒๘๖/๑๑ และ ๒๘๖/๑๒ ให้จำเลยที่ ๒ แต่ผู้เดียว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ได้ครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของจนได้กรรมสิทธิ์แล้วหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อปี ๒๕๒๐ นายชุบและ นางประพัฒน์ยกที่ดินพิพาทให้นางภารุณี จากนั้นนางภารุณีได้ปลูกบ้านเลขที่ ๒๘๖/๑๑ เสร็จเมื่อปี ๒๕๒๑ แล้วโจทก์กับน้องและบิดามารดาได้เข้าอยู่อาศัยในบ้านหลังดังกล่าวโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมาเป็นเวลากว่า ๑๐ ปีแล้ว ความข้อนี้โจทก์มีนายพนม

ขำเปรมศรี เป็นพยานเบิกความสนับสนุน ส่วนจำเลยคงมีตัว จำเลยที่ ๒ เป็นพยานเบิกความว่า นายชุบและนางประพัฒน์ไม่ได้ยกที่ดินพิพาทให้นางภารุณี เพียงแต่อนุญาตให้ นางภารุณีปลูกบ้านในที่ดินพิพาทเพราะนางภารุณีไม่มีที่พักอาศัย เห็นว่า นายพนมเป็นน้าโจทก์และเป็นน้องจำเลยที่ ๒ ทั้งยังพักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ ๒๘๖/๑๒ ซึ่งนายชุบและนางประพัฒน์ปลูกเป็นที่อยู่อาศัยและจำเลยที่ ๒ ก็อยู่บ้านหลังเดียวกันนี้ด้วย จึงเป็นญาติใกล้ชิดกับคู่กรณี โดยที่พยานนี้ไม่มีเรื่องโกรธเคืองกับฝ่ายใด คำเบิกความจึงมีน้ำหนัก ในปี ๒๕๒๐ นางภารุณีเป็นบุตรคนแรกของนายชุบและนางประพัฒน์ที่แต่งงานและยังคงอาศัยอยู่ร่วมบ้านกับทุกคนในครอบครัว จึงน่าเชื่อว่า

นายชุบและนางประพัฒน์ยกที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ว่างของที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๒๑๐๖ ให้นางภารุณีกับ ครอบครัวแยกไปปลูกบ้านต่างหาก แม้การยกให้จะไม่สมบูรณ์เพราะมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๕๒๕ แต่โดยที่ไม่ปรากฏว่ามีการโต้แย้งการครอบครองที่ดินพิพาทของนางภารุณีจากบุคคลอื่น นางภารุณีจึงครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของตั้งแต่ได้รับการยกให้ตลอดมาจนถึงแก่ความตาย โจทก์ซึ่งเป็นบุตรนางภารุณีได้ครอบครองที่ดินพิพาทต่อจากนางภารุณีโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็น เจ้าของติดต่อมาเป็นเวลากว่า ๑๐ ปี จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๘๒ ดังนั้น การที่นางประพัฒน์ทำพินัยกรรมยกที่ดินซึ่งไม่ใช่ทรัพย์ของตนเองให้แก่จำเลยที่ ๒ จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรให้เพิกถอนพินัยกรรมดังกล่าวเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ เสียให้ถูกต้อง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนพินัยกรรมเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ เสียด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จรูญวิทย์ ทองสอน · สุเทพ เจตนาการณ์กุล · จรัส พวงมณี
ศาลล่าง
ศาลแพ่งธนบุรี - นายคัมภีร์ กิตติปริญญาพงศ์
ศาลอุทธรณ์ - นายประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้