Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 361/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับช่วงสิทธิฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์คันที่ ว.และ ค. ขับตามลำดับชนรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ส่วนจำเลยที่ 2 มิได้ยกเรื่องดังกล่าวขึ้นให้การ การที่ศาลล่างวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 เคลือบคลุมด้วยจึงไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรกแต่เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับ ค. รับผิดในฐานะเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนโดยมิได้บรรยายฟ้องว่าใครเป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุที่จำเลยที่ 2เป็นผู้รับประกันภัย และ ค. ผู้ขับมีนิติสัมพันธ์อย่างไรกับผู้เอาประกันภัยซึ่งผู้เอาประกันภัยต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดด้วย จึงขาดสาระสำคัญที่ทำให้จำเลยที่ 2ต้องรับผิด และเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามมาตรา 142(5)ประกอบมาตรา 246 และ 247 ส่วนจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ฟ้องให้รับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนเช่นกัน แต่โจทก์ มิได้บรรยายฟ้องว่า ว. ขับรถยนต์ในฐานะใดหรือมีนิติสัมพันธ์อย่างไรกับผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันนั้นอันจะเป็นเหตุให้ผู้เอาประกันภัยต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดด้วยย่อมทำให้จำเลยที่ 1 ไม่อาจต่อสู้คดีได้จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุมศาลจึงยกฟ้องจำเลยทั้งสอง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2532 เวลาประมาณ 19 นาฬิกานายร่มเย็น ทองสาย ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 81-8111กรุงเทพมหานคร ที่โจทก์รับประกันภัยไว้แล่นไปตามถนนสุขสวัสดิ์จากด้านบางปลากดมุ่งหน้าไปทางแยกพระประแดง นายวิเชียร อ่วมสุขขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 80-5504 นครสวรรค์ ที่จำเลยที่ 1เป็นผู้รับประกันภัยไว้แล่นนำหน้า เมื่อมาถึงปากทางเข้าโรงแรมขวัญใจนายวิเชียรได้ห้ามล้อรถที่ขับมาพร้อมกับเปลี่ยนช่องเดินรถมาทางช่องเดินรถขวาด้วยความประมาทไม่ระมัดระวังและดูให้ดีเสียก่อนว่ามีรถคันอื่นแล่นตามหลังมาหรือไม่เป็นเหตุให้นายร่มเย็นต้องชะลอความเร็วของรถลง และเตรียมที่จะหักหลบหรือหยุดรถตามแต่ยังไม่ทันพ้น นายคำหาญ

สุภโกศล ซึ่งขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 80-6118 อุบลราชธานี ที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยแล่นตามหลังมาด้วยความเร็วสูงด้วยความประมาทชนท้ายรถคันที่โจทก์รับประกันภัยอย่างแรง และรถคันที่โจทก์รับประกันภัยไว้เสียหลักพุ่งชนถูกท้ายรถยนต์คันหน้าแล้วพุ่งตกลงไปข้างทางได้รับความเสียหาย โจทก์นำรถคันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไปซ่อมและจ่ายเงินค่าซ่อมรถ ค่าอะไหล่ เป็นเงิน32,000 บาท ค่ายกลากรถเป็นเงิน 2,500 บาท รวมเป็นเงิน34,500 บาท และดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับจากวันที่โจทก์ชำระค่าซ่อมรถยนต์ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 2,587.50บาท จึงรับช่วงสิทธิในอันที่จะเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชดใช้เงินจำนวนดังกล่าว ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 37,087.50 บาท

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงินจำนวน 34,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์จำเลยที่ 1 ให้การว่า เหตุรถชนกันเกิดขึ้นเนื่องจากความประมาทของนายคำหาญ สุภโกศล และนายร่มเย็น ทองสายผู้ขับรถยนต์แล่นตามมาข้างหลัง ส่วนนายวิเชียร อ่วมสุขผู้ขับรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 รับประกันภัยไว้ขับรถอยู่ข้างหน้าจึงไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อเมื่อผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดเท่านั้น ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า นายคำหาญ สุภโกศล มิได้เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของนางพีระพรรณ จิตเรืองไพโรจน์ เจ้าของรถยนต์คันที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัย นายคำหาญนำรถคันดังกล่าวไปใช้ในกิจการส่วนตัว นางพีระพรรณจึงไม่ต้องรับผิดเป็นผลให้จำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยไม่ต้องรับผิด เหตุรถชนเกิดจากความประมาทของนายร่มเย็น ทองสาย ผู้ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 81-8111 กรุงเทพมหานคร ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาข้อกฎหมายว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมนั้น สำหรับปัญหาว่าคำฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 2เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เฉพาะจำเลยที่ 1 เท่านั้นที่ให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยที่ 2 หาได้หยิบยกประเด็นเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุมขึ้นให้การต่อสู้โจทก์ไม่ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 เคลือบคลุมด้วยจึงเป็นการไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรกศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย อย่างไรก็ตาม คดีนี้โจทก์กล่าวในฟ้องว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน80-6118 อุบลราชธานี

ขอให้ร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่นายคำหาญสุภโกศลขับรถคันที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัยโดยประมาทชนรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้เสียหาย เช่นนี้ ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาก็คือโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887นั่นเอง แต่ตามมาตรา 887 นั้นผู้รับประกันภัยจะต้องรับผิดต่อเมื่อเป็นวินาศภัยซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบตามคำฟ้องของโจทก์คดีนี้ โจทก์หาได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏไม่ว่าใครเป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 80-6118อุบลราชธานี ที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัย และมิได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏด้วยว่านายคำหาญผู้ขับรถยนต์คันนี้มีนิติสัมพันธ์อย่างไรกับผู้เอาประกันภัยซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดของนายคำหาญด้วย

คำฟ้องของโจทก์จึงขาดสาระสำคัญอันเป็นประเด็นแห่งคดีที่พึงกระทำให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดและศาลจะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีจำเลยที่ 2 โดยไม่อาศัยคำฟ้องไม่ได้ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 และปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246 และ 247ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มาด้วยนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลส่วนปัญหาว่าฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 เคลือบคลุมหรือไม่นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 80-5504 นครสวรรค์แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า

นายวิเชียร อ่วมสุข ผู้ขับรถยนต์คันดังกล่าวขับรถยนต์คันนั้นในฐานะใดหรือมีนิติสัมพันธ์อย่างไรกับผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันนั้น อันจะเป็นเหตุให้ผู้เอาประกันภัยจะต้องร่วมรับผิดในผลแห่งการทำละเมิดของนายวิเชียรเมื่อฟ้องโจทก์มิได้บรรยายถึงเหตุที่จะทำให้ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดแล้วจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนซึ่งจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนก็ต่อเมื่อเป็นวินาศภัยซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ จึงไม่ต้องรับผิดด้วย คำฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 เช่นนี้ ย่อมทำให้จำเลยที่ 1 ผู้รับประกันภัยค้ำจุนไม่อาจต้องต่อสู้คดีโจทก์ได้ จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สถิตย์ ไพเราะ · ปรีชา เฉลิมวณิชย์ · สมคิด ไตรโสรัส
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้