คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบิดานายอำนวยผู้ตาย ซึ่งเป็นผู้เยาว์จำเลยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ บังอาจขับรถยนต์โดยสารด้วยความประมาทแล่นเข้าเบียดและเฉี่ยวด้านหลังของรถจักรยานที่นายอำนวยกำลังถีบอยู่เป็นเหตุให้นายอำนวยกระเด็นตกจากรถจักรยาน ศีรษะกระแทกกับพื้นดินอย่างแรง หลังจากนั้นนายอำนวยได้ล้มป่วยปวดศีรษะอย่างแรงและถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291จำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ตายตกจากรถจักรยานเพราะถูกรถยนต์จำเลยชนข้างหลังแต่หลักฐานพยานโจทก์ยังเป็นที่สงสัยไม่พอฟังว่าผู้ตายถึงแก่กรรมเพราะถูกจำเลยชน พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 4 ปีจำเลยฎีกาศาลฎีกาตรวจสำนวน
ปรากฏว่าโจทก์บรรยายฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยประมาทขับรถยนต์ด้วยความเร็วสูงตามทางโค้งซึ่งเป็นทางลาดชันและไม่ให้สัญญาณแตรเมื่อจะแซงขึ้นหน้ารถจักรยานผู้ตาย ทั้งผู้ตายยังไม่ให้สัญญาณให้แซงได้ กับจำเลยไม่ขับรถยนต์หลบทางข้างซ้ายซึ่งยังมีทางกว้างเหลืออยู่ถึง 7 เมตร เป็นเหตุให้รถยนต์จำเลยชนรถจักรยานผู้ตาย เห็นว่าฟ้องของโจทก์ได้บรรยายเหตุแห่งการประมาทของจำเลยไว้พอที่จำเลยจะเข้าใจข้อหาได้ดีและเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 แล้วการที่ผู้ตายถูกรถยนต์ชนกระเด็นไปศีรษะกระทบพื้นดินจริงดังโจทก์สืบและเพราะรถยนต์จำเลยวิ่งมาด้วยความเร็วสูง ชนแล้วผู้ตายกระเด็นไปไกลถึง 4 เมตร ฉะนั้น ศีรษะผู้ตายจะต้องกระทบกับพื้นดินอย่างแรงมาก ตามคำนายแก้วบิดาผู้ตาย และร้อยตำรวจเอกประธานพนักงานสอบสวนว่า
รุ่งขึ้นผู้ตายก็มีอาการมึนซึมและปวดศีรษะมากและอาการได้เพิ่มมากขึ้นทุกวัน ถึงกับไม่กินไม่นอนและมีอาการไอและอาเจียรเป็นโลหิตแทรก ต่อมาภายหลังถูกรถยนต์จำเลยชนเพียง3 วันเศษ ผู้ตายก็ถึงแก่ความตาย ฉะนั้นจึงมีเหตุผลเชื่อได้ว่าผู้ตายตายเพราะการกระทำโดยประมาทของจำเลยโดยตรงพิพากษายืน ให้ยกฎีกาจำเลย