Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3596/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

++ เรื่อง ฝากทรัพย์ ตัวแทน ++ ++ ทดสอบทำงานในระบบ CW เพื่อค้นหาข้อมูลทาง online ++ ++ ++ พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ 4สาขาบางนา มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ช่วยสมุห์บัญชี จำเลยที่ 2 เป็นสมุห์บัญชีจำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดการ โจทก์เป็นลูกค้าจำเลยที่ 4 สาขาบางนาโดยเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์บัญชีเลขที่ 058-2-04775-9 ต่อมาวันที่ 20เมษายน 2538 มีการถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ดังกล่าว 2 ครั้งรวมเป็นเงิน 350,000 บาท มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 4 ข้อแรกว่าลายมือชื่อในใบถอนเงินเอกสารหมาย จ.20 และ จ.21 เป็นลายมือชื่อปลอมหรือไม่ และจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์หรือไม่เมื่อพิเคราะห์ใบถอนเงินเอกสารหมาย จ.20 และ จ.21 แล้ว ปรากฏว่าลงวันที่ 20 เมษายน 2538 แต่ตามเอกสารหมาย จ.20 ตีตราประทับของจำเลยที่ 4 สาขาบางนาว่า วันที่ 20 มีนาคม 2538 ซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริง และเลขที่บัญชีออมทรัพย์ของโจทก์ก็ไม่ถูกต้องโดยระบุบัญชีเลขที่058-2-0477-9 ที่ถูกต้องบัญชีเลขที่ 058-2-04775-9 ในช่องผู้จ่ายและอนุมัติไม่มีลายมือชื่อผู้จ่ายเงินและผู้อนุมัติ ในช่องลายมือชื่อเจ้าของบัญชีและช่องลายมือชื่อผู้รับเงินแต่ละช่องมีการลงลายมือชื่อถึงสองลายมือ เมื่อนำลายมือชื่อดังกล่าวเปรียบเทียบกับตัวอย่างลายมือชื่อโจทก์ที่ให้ไว้แก่จำเลยที่ 4 ตามเอกสารหมาย จ.1 เห็นได้ว่า ลายมือแรกไม่มีลักษณะรูปแบบใกล้เคียงหรือคล้ายคลึงกันแต่ประการใด ส่วนลายมือชื่อที่สองดูผิวเผินเห็นว่ามีคำว่า "สุ" ซึ่งเป็นชื่อคำแรกของโจทก์ แต่เมื่อตรวจพิเคราะห์แล้วจะเห็นได้ชัดว่าลีลาในการเขียนและคุณสมบัติรูปร่างตัวอักษรแตกต่างกันอย่างชัดเจน ส่วนใบถอนเงินตามเอกสารหมาย จ.21 ในช่องลายมือชื่อเจ้าของบัญชีมีถึง 4 ลายมือชื่อ เป็นหมึกสีดำกับสีน้ำเงิน ลายมือชื่อในช่องลายมือชื่อผู้รับเงินมีลายมือชื่อเดียวเป็นสีน้ำเงิน ซึ่งลายมือชื่อทั้งห้าลายมือชื่อในช่องเจ้าของบัญชีและผู้รับเงินแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดและไม่คล้ายคลึงกันแต่ประการใดเลย ซึ่งศาลสามารถตรวจพิเคราะห์และมีความเห็นได้เองโดยไม่จำต้องอาศัยความเห็นของผู้เชี่ยวชาญแต่ประการใดและไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องฟังความเห็นของผู้เชี่ยวชาญประกอบการพิจารณาตามที่จำเลยที่ 1และที่ 4 ฎีกาแต่อย่างใด เมื่อปรากฏว่าลายมือชื่อเจ้าของบัญชีและผู้รับเงินแตกต่างกับตัวอย่างลายมือชื่อโจทก์ที่ให้ไว้แก่จำเลยที่ 4 เช่นนี้แล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ขอตรวจดูบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มาถอนเงินตามใบถอนเงินทั้งสองฉบับ ซึ่งมีข้อพิรุธ ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของลายมือชื่อผู้ถอนเงินและผู้รับเงิน จำเลยที่ 1 จะต้องใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่โดยความละเอียดรอบคอบเพิ่มขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย หากจำเลยที่ 1 ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอแล้วย่อมจะทราบว่าไม่คล้ายคลึงกับตัวอย่างลายมือชื่อของโจทก์ที่ให้ไว้แก่จำเลยที่ 4 แต่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 4 ในธุรกิจธนาคารหาได้ใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเท่าที่เป็นธรรมดาจะต้องใช้และสมควรจะต้องใช้ในธุรกิจธนาคารไม่ เป็นการกระทำผิดหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 659 วรรคสาม ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ดังนั้นจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นคู่สัญญาฝากทรัพย์กับโจทก์จึงต้องรับผิดชดใช้ความเสียหายให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยที่ 4 ตัวการต้องรับผิดต่อโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเพียงตัวแทนและกระทำการแทนจำเลยที่ 4 ในกิจการนี้ จึงไม่ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ จึงไม่ต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป คงเหลือปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ข้อสุดท้ายที่ฎีกาว่า โจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่อร่วมด้วย เพราะโจทก์ต้องเก็บรักษาสมุดคู่ฝากไว้เป็นอย่างดีมิใช่นำไปเก็บไว้ในช่องเก็บของหน้ารถยนต์ของโจทก์และโจทก์ทราบว่าสมุดคู่ฝากหายหลังจากเกิดเหตุหลายเดือน อันจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 4 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เห็นว่า การที่โจทก์นำสมุดคู่ฝากไว้ในกระเป๋าหนังใส่ไว้ในช่องเก็บของหน้ารถยนต์ของโจทก์และเพิ่งทราบว่าสมุดคู่ฝากหายไปแล้วหลายเดือน ไม่ใช่กรณีผิดปกติวิสัย แต่เป็นกรณีที่อาจเกิดขึ้นได้ และพยานหลักฐานที่จำเลยที่ 4 นำสืบยังฟังไม่ได้ว่า ที่สมุดคู่ฝากหายไปนั้นเกิดจากความจงใจของโจทก์ เหตุที่เกิดขึ้นในคดีนี้เพราะมีผู้ปลอมลายมือชื่อของโจทก์ในใบถอนเงินและนำไปถอนเงินจากจำเลยที่ 4ซึ่งจำเลยที่ 4 โดยจำเลยที่ 1 ตัวแทนของจำเลยที่ 4 ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเท่าที่เป็นธรรมดาจะต้องใช้และสมควรจะต้องใช้ในธุรกิจ ธนาคารได้จ่ายเงินให้แก่ผู้ปลอมไปดังที่วินิจฉัยข้างต้น โดยโจทก์ไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย เหตุที่สมุดคู่ฝากของโจทก์หายไปไม่ใช่ผลโดยตรงที่ทำให้เกิดเหตุคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 4 รับผิดต่อโจทก์นั้นชอบแล้ว สรุปแล้วฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วยค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยที่ 4 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 2,000 บาท แทนโจทก์.(ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์ - มงคล คุปต์กาญจนากุล - สุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกค้าจำเลยที่ ๔ สาขาบางนาบัญชีเงินฝากออมทรัพย์บัญชีเลขที่ ๐๕๘-๒-๐๔๗๗๕-๙ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๐เมษายน ๒๕๓๘ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ซึ่งเป็นลูกจ้างและทำการแทนจำเลยที่ ๔ ได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ไม่ใช้ความระมัดระวังตามวิสัยพฤติการณ์และตามวิชาชีพ ร่วมกันจ่ายเงินในบัญชีของโจทก์ให้แก่บุคคลอื่นที่โจทก์ไม่ได้มอบหมายจำนวน ๒ ครั้ง รวมเป็นเงิน๓๕๐,๐๐๐ บาท ซึ่งลายมือชื่อในใบเบิกถอนเงินนั้นเป็นลายมือชื่อปลอมและแตกต่างจากลายมือชื่อของโจทก์อย่างเห็นได้ชัด โจทก์ได้ติดต่อทวงถามให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงินคืน แต่ถูกเพิกเฉย จำเลยทั้งสี่ต้องร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน ๓๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๓๘ เป็นต้นไป เมื่อคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ย ๒๔,๐๖๕ บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๓๗๔,๐๖๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีจากต้นเงิน ๓๕๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์ได้นำสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์มาเบิกเงิน พนักงานผู้มีหน้าที่ได้ตรวจสอบสมุดบัญชีเงินฝากและตัวอย่างลายมือชื่อของโจทก์แล้วได้จ่ายเงินให้แก่โจทก์โดยสุจริตอย่างผู้ประกอบวิชาชีพ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ไม่มีหน้าที่จ่ายเงินโดยตรงโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริต เนื่องจากจำเลยที่ ๔ ได้มอบสมุดคู่ฝากให้โจทก์เพื่อใช้เบิกถอนเงินจากบัญชี ตามข้อตกลงโจทก์จะต้องเก็บรักษาสมุดคู่ฝากไว้เป็นอย่างดีและจะต้องนำสมุดคู่ฝากมาเบิกเงินด้วยทุกครั้ง โจทก์อ้างว่าบุคคลอื่นซึ่งโจทก์ไม่ได้มอบอำนาจมาเบิกเงินเมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๓๘แต่โจทก์ทราบปลายปี ๒๕๓๘ หลังเกิดเหตุนานแล้ว โจทก์ย่อมรู้เห็นเป็นใจจำเลยทั้งสี่จึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ร่วมกันชำระเงิน ๓๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีนับแต่วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๓๘ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๓๙) ต้องไม่เกิน ๒๔,๐๖๕ บาท กับให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้เป็นพับ จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ ๓,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ฎีกา ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า โจทก์เปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์กับจำเลยที่ ๔ สาขาบางนาบัญชีเลขที่ ๐๕๘-๒-๐๔๗๗๕-๙ ตามคำขอเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์เอกสารหมาย จ.๑ และได้ให้ตัวอย่างลายมือชื่อไว้ ตามเอกสารหมายจ.๒ เพื่อหักชำระค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้า มีการเบิกเงินจากบัญชี ๖ ครั้งตามรายการบัญชีตั้งแต่ปี ๒๕๓๖ ถึงเกิดคดี ตามเอกสารหมาย จ.๑๒โจทก์เปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาลุมพินี ตามคำขอเปิดบัญชีเงินฝากประจำและตัวอย่างลายมือชื่อเอกสารหมาย

จ.๘ และ จ.๑๐ ลายมือชื่อที่ให้ไว้แก่ธนาคารดังกล่าวเป็นอย่างเดียวกัน และลายมือชื่อที่ให้ไว้แก่ธนาคารเป็นลายมื่อในการปฏิบัติราชการด้วย โจทก์เก็บสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารต่าง ๆ ไว้ในกระเป๋าหนังใบเล็กใส่ไว้ในช่องเก็บของหน้ารถยนต์ของโจทก์ตามภาพถ่ายรายการจดทะเบียนเอกสารหมาย จ.๑๓ และ จ.๑๔โจทก์เบิกเงินกับจำเลยที่ ๔ สาขาบางนา ครั้งสุดท้ายวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน๒๕๓๗ ต่อมาประมาณกลางเดือนตุลาคม ๒๕๓๘ โจทก์ต้องการเบิกเงินปรากฏว่าสมุดคู่ฝากหายไป โจทก์ติดต่อจำเลยที่ ๔ ขอทราบยอดคงเหลือปรากฏว่าเหลือประมาณ ๒๐,๐๐๐ บาท จึงติดต่อขอดูรายการทางบัญชีพนักงานจำเลยที่ ๔ สาขาบางนาแจ้งว่าอยู่ที่สำนักงานใหญ่ใช้เวลา๒ สัปดาห์ ระหว่างนี้โจทก์เดินทางไปต่างประเทศ

กลับจากต่างประเทศวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ โจทก์ติดต่อจำเลยที่ ๔ สาขาบางนาอีก แต่ยังไม่ทราบผล จึงแจ้งความที่สถานีตำรวจนครบาลท่าเรือ ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.๑๗ หลังจากนั้น ๓ วัน ติดต่อจำเลยที่ ๔ อีกครั้งจึงได้รับรายการทางบัญชีที่สาขาบางนาของจำเลยที่ ๔ ทำขึ้นตามใบแจ้งรายการที่ไม่ได้พิมพ์ในสมุดคู่ฝากเอกสารหมาย จ.๑๘ ปรากฏว่าวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๓๘ ยอดคงเหลือ ๓๘๑,๓๘๑.๕๕ บาท วันที่ ๒๕เมษายน ๒๕๓๘ ยอดคงเหลือ ๓๑,๓๘๑.๙๕ บาท แต่เอกสารหมายจ.๑๘ ไม่ระบุการเบิกถอนเงินในวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๓๘ จึงต้องขอรายการทางบัญชีจากสำนักงานใหญ่ของจำเลยที่ ๔ ต่อมาวันที่ ๒๗พฤศจิกายน ๒๕๓๘ พนักงานจำเลยที่ ๔ สาขาบางนา

มอบรายการทางบัญชีที่สำนักงานใหญ่ส่งมาให้โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.๑๙ พบว่าวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๓๘ มีการเบิกเงินจากบัญชีของโจทก์ ๒ ยอดยอดแรกจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ยอดที่ ๒ จำนวน ๒๕๐,๐๐๐ บาทโจทก์จึงขอดูใบเบิกถอนเงินทั้ง ๒ ยอด ตามใบถอนเงินเอกสารหมายจ.๒๐ หรือสำเนาเอกสารหมาย จ.๓ และ จ.๒๑ หรือสำเนาเอกสารหมาย จ.๔ ปรากฏว่าลายมือชื่อที่เบิกถอนไม่ใช่ลายมือชื่อของโจทก์จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ตรวจลายมือชื่อเจ้าของบัญชีตามเอกสารหมาย จ.๓วงกลมสีแดงเลข ๕ เอกสารหมาย จ.๔ วงกลมสีแดงหมายเลข ๖จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา และจำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นนายจ้างจะต้องร่วมรับผิด โจทก์ขอคิดค่าเสียหายจากต้นเงิน ๓๕๐,๐๐๐ บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี

นับจากวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๓๘ซึ่งเป็นวันที่ให้ถอนเงินจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ นำสืบว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ ๑เป็นผู้รับมอบอำนาจลงนามแทนสาขาของจำเลยที่ ๔ ตำแหน่งผู้ช่วยสมุห์บัญชีและคุมการฝากถอนเงินหน้าเคาน์เตอร์ วงเงินถอนเกิน ๕๐,๐๐๐ บาทแต่ไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๒ เป็นสมุห์บัญชี จำเลยที่ ๓ เป็นผู้จัดการสาขาบางนาของจำเลยที่ ๔ การเบิกถอนจะแบ่งหน้าที่รับผิดชอบเป็นพนักงานหน้าเคาน์เตอร์ พนักงานระดับอำนวยการ สำหรับคดีนี้เป็นหน้าที่ของพนักงานระดับอำนวยการคือจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๓ มีหน้าที่ควบคุมดูแลให้บริการด้านสินเชื่อ การฝากถอนเงิน มีผู้ช่วยคือผู้ช่วยผู้จัดการขั้นตอนการเบิกเงินจะมาสิ้นสุดที่ผู้ช่วยผู้จัดการ

พนักงานหน้าเคาน์เตอร์จะให้ผู้ถอนเงินลงลายมือชื่อกี่ครั้งก็ได้ แล้วแต่ดุลพินิจ แต่ถ้าลายมือชื่อแตกต่างกับตัวอย่างลายมือชื่อที่ให้ไว้อย่างชัดเจนก็จะขอตรวจบัตรประจำตัวประชาชน เมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๓๘ มีผู้มาขอเบิกถอนเงินจำนวน๒ ครั้ง ตามเอกสารหมาย จ.๒๐ และจ.๒๑ พนักงานหน้าเคาน์เตอร์ตรวจสอบใบเบิกถอนเอกสารหมาย จ.๒๐ และ จ.๒๑ แล้วได้ส่งใบเบิกถอนเงินพร้อมสมุดคู่ฝากซึ่งมีลายมือชื่อโจทก์อยู่ด้านหลังให้จำเลยที่ ๑ อนุมัติจำเลยที่ ๑ ตรวจดูลายมือชื่อในช่องเจ้าของบัญชีและในช่องผู้รับเงินแล้วตรงกับลายมือชื่อที่ให้ตัวอย่างไว้ จึงอนุมัติและลงชื่อในช่องผู้ตรวจและส่งคืนให้พนักงานหน้าเคาน์เตอร์ทำการจ่ายเงินให้แก่ผู้เบิกถอน

ประมาณเดือนกันยายน ๒๕๓๘ โจทก์มาติดต่อพนักงานจำเลยที่ ๔ สาขาบางนา และแจ้งว่าเงินในบัญชีของโจทก์หายไป ต่อมาเดือนพฤศจิกายน ๒๕๓๘ โจทก์และสามีมาร้องเรียนต่อจำเลยที่ ๓ ว่าเงินในบัญชีของโจทก์หายไป จำนวน๓๕๐,๐๐๐ บาท ทั้งแจ้งว่าสมุดบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่เก็บไว้ในกระเป๋าหนังวางไว้ในช่องเก็บของด้านหน้าของรถยนต์หายไปและสงสัยว่ามีคนปลอมลายมือชื่อโจทก์เบิกเงินไป

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ ๔สาขาบางนา มีจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ช่วยสมุห์บัญชี จำเลยที่ ๒ เป็นสมุห์บัญชีจำเลยที่ ๓ เป็นผู้จัดการ โจทก์เป็นลูกค้าจำเลยที่ ๔ สาขาบางนาโดยเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์บัญชีเลขที่ ๐๕๘-๒-๐๔๗๗๕-๙ ต่อมาวันที่ ๒๐เมษายน ๒๕๓๘ มีการถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ดังกล่าว ๒ ครั้งรวมเป็นเงิน ๓๕๐,๐๐๐ บาท

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ข้อแรกว่าลายมือชื่อในใบถอนเงินเอกสารหมาย จ.๒๐ และ จ.๒๑ เป็นลายมือชื่อปลอมหรือไม่ และจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๔ ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์หรือไม่เมื่อพิเคราะห์ใบถอนเงินเอกสารหมาย จ.๒๐ และ จ.๒๑ แล้ว ปรากฏว่าลงวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๓๘ แต่ตามเอกสารหมาย จ.๒๐ ตีตราประทับของจำเลยที่ ๔ สาขาบางนาว่า วันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๓๘ ซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริง และเลขที่บัญชีออมทรัพย์ของโจทก์ก็ไม่ถูกต้องโดยระบุบัญชีเลขที่๐๕๘-๒-๐๔๗๗-๙ ที่ถูกต้องบัญชีเลขที่ ๐๕๘-๒-๐๔๗๗๕-๙ ในช่องผู้จ่ายและอนุมัติไม่มีลายมือชื่อผู้จ่ายเงินและผู้อนุมัติ ในช่องลายมือชื่อเจ้าของบัญชีและช่องลายมือชื่อผู้รับเงินแต่ละช่องมีการลงลายมือชื่อถึงสองลายมือ

เมื่อนำลายมือชื่อดังกล่าวเปรียบเทียบกับตัวอย่างลายมือชื่อโจทก์ที่ให้ไว้แก่จำเลยที่ ๔ ตามเอกสารหมาย จ.๑ เห็นได้ว่า ลายมือแรกไม่มีลักษณะรูปแบบใกล้เคียงหรือคล้ายคลึงกันแต่ประการใด ส่วนลายมือชื่อที่สองดูผิวเผินเห็นว่ามีคำว่า "สุ" ซึ่งเป็นชื่อคำแรกของโจทก์ แต่เมื่อตรวจพิเคราะห์แล้วจะเห็นได้ชัดว่าลีลาในการเขียนและคุณสมบัติรูปร่างตัวอักษรแตกต่างกันอย่างชัดเจน ส่วนใบถอนเงินตามเอกสารหมาย จ.๒๑ ในช่องลายมือชื่อเจ้าของบัญชีมีถึง ๔ ลายมือชื่อ เป็นหมึกสีดำกับสีน้ำเงิน ลายมือชื่อในช่องลายมือชื่อผู้รับเงินมีลายมือชื่อเดียวเป็นสีน้ำเงิน ซึ่งลายมือชื่อทั้งห้าลายมือชื่อในช่องเจ้าของบัญชีและผู้รับเงินแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดและไม่คล้ายคลึงกันแต่ประการใดเลย ซึ่งศาลสามารถตรวจพิเคราะห์และมีความเห็นได้เองโดยไม่จำต้องอาศัยความเห็นของผู้เชี่ยวชาญแต่ประการใดและไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องฟังความเห็นของผู้เชี่ยวชาญประกอบการพิจารณาตามที่จำเลยที่ ๑และที่ ๔ ฎีกาแต่อย่างใด

เมื่อปรากฏว่าลายมือชื่อเจ้าของบัญชีและผู้รับเงินแตกต่างกับตัวอย่างลายมือชื่อโจทก์ที่ให้ไว้แก่จำเลยที่ ๔ เช่นนี้แล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ได้ขอตรวจดูบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มาถอนเงินตามใบถอนเงินทั้งสองฉบับ ซึ่งมีข้อพิรุธ ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ ๑ มีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของลายมือชื่อผู้ถอนเงินและผู้รับเงิน จำเลยที่ ๑ จะต้องใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่โดยความละเอียดรอบคอบเพิ่มขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย หากจำเลยที่ ๑ ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอแล้วย่อมจะทราบว่าไม่คล้ายคลึงกับตัวอย่างลายมือชื่อของโจทก์ที่ให้ไว้แก่จำเลยที่ ๔ แต่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๔ ในธุรกิจธนาคารหาได้ใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเท่าที่เป็นธรรมดาจะต้องใช้และสมควรจะต้องใช้ในธุรกิจธนาคารไม่ เป็นการกระทำผิดหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๙ วรรคสาม

ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ดังนั้นจำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นคู่สัญญาฝากทรัพย์กับโจทก์จึงต้องรับผิดชดใช้ความเสียหายให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยที่ ๔ ตัวการต้องรับผิดต่อโจทก์แล้ว จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเพียงตัวแทนและกระทำการแทนจำเลยที่ ๔ ในกิจการนี้ จึงไม่ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ จึงไม่ต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ ๑ อีกต่อไป คงเหลือปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ ๔ ข้อสุดท้ายที่ฎีกาว่า โจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่อร่วมด้วย เพราะโจทก์ต้องเก็บรักษาสมุดคู่ฝากไว้เป็นอย่างดีมิใช่นำไปเก็บไว้ในช่องเก็บของหน้ารถยนต์ของโจทก์และโจทก์ทราบว่าสมุดคู่ฝากหายหลังจากเกิดเหตุหลายเดือน อันจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ ๔ ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เห็นว่า

การที่โจทก์นำสมุดคู่ฝากไว้ในกระเป๋าหนังใส่ไว้ในช่องเก็บของหน้ารถยนต์ของโจทก์และเพิ่งทราบว่าสมุดคู่ฝากหายไปแล้วหลายเดือน ไม่ใช่กรณีผิดปกติวิสัย แต่เป็นกรณีที่อาจเกิดขึ้นได้ และพยานหลักฐานที่จำเลยที่ ๔ นำสืบยังฟังไม่ได้ว่า ที่สมุดคู่ฝากหายไปนั้นเกิดจากความจงใจของโจทก์ เหตุที่เกิดขึ้นในคดีนี้เพราะมีผู้ปลอมลายมือชื่อของโจทก์ในใบถอนเงินและนำไปถอนเงินจากจำเลยที่ ๔ซึ่งจำเลยที่ ๔ โดยจำเลยที่ ๑ ตัวแทนของจำเลยที่ ๔ ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเท่าที่เป็นธรรมดาจะต้องใช้และสมควรจะต้องใช้ในธุรกิจ ธนาคารได้จ่ายเงินให้แก่ผู้ปลอมไปดังที่วินิจฉัยข้างต้น โดยโจทก์ไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย เหตุที่สมุดคู่ฝากของโจทก์หายไปไม่ใช่ผลโดยตรงที่ทำให้เกิดเหตุคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ ๔ รับผิดต่อโจทก์นั้นชอบแล้ว สรุปแล้วฎีกาของจำเลยที่ ๑ ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ ๔ ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๑ ด้วยค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ให้เป็นพับนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยที่ ๔ ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๒,๐๐๐ บาท แทนโจทก์.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์ · มงคล คุปต์กาญจนากุล · สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายวิกร อังคณาวิศัลย์
ศาลอุทธรณ์ - นายประสิทธิ์ ศรไชย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้