Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3594/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์มีใบเสร็จรับเงินซึ่งเขียนด้วยลายมือบุคคลคนเดียวกันรวม 43 ฉบับมาแสดงอ้างว่าซื้อสินค้าจากร้าน ช.และร้านท.แต่โจทก์ไม่อาจหาผู้รับเงินได้ทั้งสองรายอ้างว่าร้านค้าทั้งสองรายเลิกกิจการไปแล้ว และไม่อาจตามหาเจ้าของร้านมาแสดงตัวได้ดังนี้ โจทก์น่าจะนำสืบพยานหลักฐานอื่นประกอบให้น่าเชื่อว่าโจทก์ได้สั่งซื้อสินค้าไปจากร้านค้าทั้งสองจริง และได้ชำระเงินไปจริงด้วยวิธีการใด แต่โจทก์หาได้นำสืบอย่างหนึ่งอย่างใดไม่จึงไม่น่าเชื่อว่าจะมีการจ่ายเงินค่าสินค้าไปจริง ตามพฤติการณ์ถือได้ว่ารายจ่ายดังกล่าวเป็นรายจ่ายซึ่งผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (18) คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์เท่ากับยืนตามความเห็นของเจ้าพนักงานประเมิน เมื่อได้ทำคำวินิจฉัยเป็นหนังสือและส่งไปยังโจทก์ผู้อุทธรณ์ ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 34 จึงชอบแล้ว เพราะตามประมวลรัษฎากร มาตรา 34 ไม่ได้บัญญ

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.รัษฎากร มาตรา 30 ป.รัษฎากร มาตรา 34 ป.รัษฎากร มาตรา 65

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์มีใบเสร็จรับเงินซึ่งเขียนด้วยลายมือบุคคลคนเดียวกันรวม 43 ฉบับมาแสดงอ้างว่าซื้อสินค้าจากร้าน ช.และร้านท.แต่โจทก์ไม่อาจหาผู้รับเงินได้ทั้งสองรายอ้างว่าร้านค้าทั้งสองรายเลิกกิจการไปแล้ว และไม่อาจตามหาเจ้าของร้านมาแสดงตัวได้ดังนี้ โจทก์น่าจะนำสืบพยานหลักฐานอื่นประกอบให้น่าเชื่อว่าโจทก์ได้สั่งซื้อสินค้าไปจากร้านค้าทั้งสองจริง และได้ชำระเงินไปจริงด้วยวิธีการใด แต่โจทก์หาได้นำสืบอย่างหนึ่งอย่างใดไม่จึงไม่น่าเชื่อว่าจะมีการจ่ายเงินค่าสินค้าไปจริง ตามพฤติการณ์ถือได้ว่ารายจ่ายดังกล่าวเป็นรายจ่ายซึ่งผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (18) คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์เท่ากับยืนตามความเห็นของเจ้าพนักงานประเมิน

เมื่อได้ทำคำวินิจฉัยเป็นหนังสือและส่งไปยังโจทก์ผู้อุทธรณ์ ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 34 จึงชอบแล้ว เพราะตามประมวลรัษฎากร มาตรา 34 ไม่ได้บัญญัติให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต้องให้เหตุผลในคำวินิจฉัยแจ้งไปยังผู้อุทธรณ์ด้วยแต่อย่างใด รายจ่ายใดที่โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งไว้ในชั้นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ แสดงว่าโจทก์พอใจการประเมินในรายการเกี่ยวกับรายจ่ายเหล่านั้นแล้ว โจทก์จะยกมากล่าวอ้างในชั้นศาลว่าการประเมินรายการนั้นไม่ถูกต้องหาได้ไม่.

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4จำเลยทั้งสี่ให้การว่า การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบแล้วขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีขึ้นสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาประเด็นแรกว่า เงินค่าซื้อวัสดุในการก่อสร้างของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.3จำนวน 43 ฉบับ ถือเป็นรายจ่ายนำไปหักออกจากรายได้เพื่อคำนวณหากำไรสุทธิที่โจทก์จะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2520 ได้หรือไม่ นั้น โจทก์มีใบเสร็จรับเงินตามเอกสารหมาย

จ.3 รวม 43 ฉบับ มาแสดง นายกำธร ธรรมวโร ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทโจทก์เบิกความว่า โจทก์ซื้อวัสดุก่อสร้างมาจากร้าน ชัยเจริญและร้านไทยวาณิช การชำระเงินค่าวัสดุก่อสร้างแก่ร้านค้าทั้งสองโจทก์ชำระเป็นเงินสด บางครั้งชำระเป็นเช็คของนายกำธร เองเป็นเช็คส่วนตัวเนื่องจากหนี้ของโจทก์และของนายกำธร แยก กันไม่ได้การซื้อวัสดุก่อสร้างดังกล่าวโจทก์ติดต่อกับพนักงานขายของร้านค้าผู้ขาย ซึ่งพนักงานขายคนเดียวอาจไปติดต่อซื้อจากร้านค้าหลายร้านรวมกัน ใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.3 ทั้งหมดเขียนขึ้นด้วยลายมือของบุคคลคนเดียวกัน อาจเป็นเพราะพนักงานขายคนเดียวเป็นผู้เขียนขึ้นทั้งหมดก็ได้ ร้านค้าทั้งสองร้านที่โจทก์ซื้อวัสดุก่อสร้างแม้จะเป็นร้านขนาดเล็ก แต่ก็อาจจะมีสถานที่เก็บวัสดุก่อสร้างที่จะขายไว้ในสถานที่อื่นก็ได้ ในการที่โจทก์ไปทำการก่อสร้างต่างจังหวัดโจทก์ยังคงสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างจากร้านค้าทั้งสองซึ่งอยู่ในกรุงเทพมหานครก็เพราะเหตุว่าทั้งสองร้านขายราคาถูกกว่าต่างจังหวัดเหตุที่โจทก์ตามหาเจ้าของร้านค้าทั้งสองมาเป็นพยานรับรองใบเสร็จรับเงินไม่ได้ก็เพราะร้านค้าทั้งสองเลิกกิจการไปแล้วและเป็นเวลานานประมาณ 5 ปีมาแล้วด้วย

นายมนันต์ ปิลันธดิลก ซึ่งเคยเป็นลูกจ้างของโจทก์มีหน้าที่ควบคุมงานก่อสร้างเบิกความว่าโจทก์ซื้อวัสดุก่อสร้างผ่านนายหน้า เพราะซื้อได้ราคาถูกกว่าการซื้อโดยตรง ร้านค้าทั้งสองที่โจทก์ซื้อวัสดุแม้จะเป็นร้านเล็ก แต่ก็มีวัสดุจำนวนมากขายให้โจทก์ ถ้าหากจำเป็นก็อาจสั่งซื้อต่อไปยังบริษัทใหญ่ให้โจทก์อีกทอดหนึ่ง จำเลยทั้งสี่มีนางนฤมล พงศ์สุวรรณซึ่งรับราชการในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีอากรของจำเลยที่ 1เบิกความว่า ได้ตรวจสอบรายรับและรายจ่ายของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2520 มียอดรายจ่ายสูงจำนวน 2,958,400 บาทที่พิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับเงิน โจทก์อ้างว่าได้จ่ายให้แก่บุคคลภายนอกโดยมีใบเสร็จรับเงิน ใน นามของร้านชัยเจริญและร้านไทยวาณิช จึงจำต้องพิสูจน์ว่ามีผู้รับตามที่โจทก์จ่ายไปจริงหรือไม่

ได้มีหนังสือติดต่อไปยังร้านค้าทั้งสอง ปรากฏว่าส่งให้ไม่ได้เมื่อไปหาหลักฐานที่กระทรวงพาณิชย์ ทราบว่าร้านค้าทั้งสองได้จดทะเบียนพาณิชย์ไว้โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ ให้เจ้าพนักงานนำหนังสือสอบถามไปส่งแก่ร้านค้าทั้งสอง ปรากฏว่าร้านชัยเจริญมีเลขที่ร้านจริงแต่เป็นร้านค้าของผู้อื่น ส่วนร้านไทยวาณิช ไม่มีร้านค้า เมื่อตรวจสอบหลักฐานการชำระภาษีของร้านค้าทั้งสองปรากฏว่าไม่เคยมีการเสียภาษีเลย จึงแจ้งให้โจทก์ไปพิสูจน์ว่าใครเป็นผู้รับเงินตามที่โจทก์อ้างว่าได้จ่ายไปนั้น โจทก์มอบอำนาจให้นายเบญจ์ ธีระโกเมน ไปพิสูจน์แทนนายเบญจ์ แจ้งว่าไม่สามารถนำเจ้าของร้านค้าทั้งสองไปให้เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ตรวจสอบได้ จึงถือว่ารายจ่ายจำนวน 2,958,400 บาท ของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีปีพ.ศ. 2520 ไม่ใช่รายจ่ายจริงเพราะโจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับเห็นว่า

ใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ. 3 ซึ่ง โจทก์อ้างว่าได้จ่ายเงินไปจริงในการซื้อวัสดุก่อสร้างไปใช้ในงานรับเหมาก่อสร้างของโจทก์แม้ว่าโจทก์จะให้เหตุผลกล่าวแก้ข้อพิสูจน์ของเอกสารหมาย จ.3 ซึ่งมีจำนวน 43 ฉบับ ว่าที่เขียนด้วยลายมือของบุคคลคนเดียวกัน อาจเป็นเพราะโจทก์สั่งซื้อวัสดุก่อสร้างผ่านนายหน้าคนเดียวกัน นายหน้าอาจเป็นคนเขียนใบเสร็จรับเงินทั้งหมดก็ได้ การชำระเงินตามใบเสร็จรับเงินทั้งหมดชำระกันในระยะเวลาปลายปี พ.ศ. 2520 เป็นเพราะโจทก์ไม่ได้ชำระด้วยเงินสดจึงคิดบัญชีกันในปลายปี ข้อกล่าวแก้ของโจทก์ดังกล่าวเป็นเพียงข้ออ้างของพยานบุคคลของโจทก์ซึ่งน่าระแวงว่าจะเบิกความช่วยเหลือโจทก์โดยไม่มีหลักฐานอื่นใดสนับสนุน ข้อกล่าวแก้ของโจทก์จึงมีน้ำหนักน้อยไม่น่าเชื่อ

ส่วนในเรื่องการพิสูจน์หาผู้รับเงินจำนวนที่โจทก์ได้จ่ายไปนั้น โจทก์หาไม่ได้ทั้งสองรายอ้างว่าร้านค้าทั้งสองรายเลิกกิจการไปแล้วทั้งเป็นเวลานานประมาณ5 ปี ไม่อาจตามหาเจ้าของร้านมาแสดงตัวได้ เห็นว่า โจทก์น่าจะพิสูจน์ได้ด้วยการนำสืบพยานหลักฐานอื่นประกอบให้น่าเชื่อว่าโจทก์ได้สั่งซื้อวัสดุก่อสร้างไปจากร้านค้าทั้งสองจริง และได้ชำระเงินค่าวัสดุก่อสร้างนั้นไปจริงด้วยวิธีการใดแต่โจทก์หาได้นำสืบอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ ดังนี้ จึงไม่น่าเชื่อว่าจะมีการจ่ายเงินค่าซื้อวัสดุก่อสร้างไปจริง ตามพฤติการณ์จึงถือได้ว่ารายจ่ายค่าซื้อวัสดุก่อสร้างจำนวน 2,958,400 บาท โจทก์ซึ่งเป็นผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ ซึ่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (18)

ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิประเด็นต่อไปเรื่องคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ทำคำวินิจฉัยอุทธรณ์ส่งไปยังโจทก์ชอบด้วยประมวลรัษฎากรหรือไม่ ได้ความว่าโจทก์อุทธรณ์การประเมินภาษีอากรไปยังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์ให้ข้อเท็จจริงและรายละเอียดในการอุทธรณ์โดยกล่าวอ้างว่ารายจ่ายค่าซื้อวัสดุก่อสร้างตามเอกสารหมาย จ.3 โจทก์ได้จ่ายให้แก่ร้านชัยเจริญ และร้านไทยวาณิช เป็นการกล่าวอ้างว่าเป็นรายจ่ายที่นำไปหักจากรายได้เพื่อคำนวณหากำไรสุทธิตามประมวลรัษฎากรมาตรา 65 เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ เท่ากับยืนตามความเห็นของเจ้าพนักงานประเมินว่าค่าวัสดุก่อสร้างที่โจทก์จ่ายไปเป็นรายจ่ายที่โจทก์ผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ

คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ได้ทำคำวินิจฉัยเป็นหนังสือและส่งไปยังโจทก์ผู้อุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 34จึงชอบแล้ว เพราะตามประมวลรัษฎากร มาตรา 34 ไม่ได้บัญญัติให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต้องให้เหตุผลในคำวินิจฉัยแจ้งไปยังโจทก์ด้วยแต่อย่างใดประเด็นสุดท้ายเรื่องรายจ่ายตามเอกสารหมาย ล.16 ล.17 และ ล.18จะนำมาหักออกจากรายได้เพื่อคำนวณกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีปีพ.ศ. 2520 ของโจทก์ได้หรือไม่ นั้น เห็นว่า รายจ่ายตามเอกสารหมายล.16 ล. 17 และ ล.18 โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งไว้ในขั้นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ แสดงว่าโจทก์พอใจการประเมินในรายการเกี่ยวกับรายจ่ายเหล่านั้นแล้ว โจทก์จะยกมากล่าวอ้างในชั้นศาลว่าการประเมินรายการนั้นไม่ถูกต้องหาได้ไม่ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยพิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ไพฑูรย์ เนติโพธิ์ · ก้าน อันนานนท์ · ตัน เวทไว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3618/2561

การอุทธรณ์หนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรเป็นกรณีโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งทางปกครองของจำเลยเกี่ยวกับการขอคืนภาษีของโจทก์ กรณีคืนภาษีให้แก่ผู้เสียภาษีถูกต้องหรือไม่ ผู้มีอำนาจออกคำสั่งคือ เจ้าหน้าที่ผู้ท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10773/2557

หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ.73.1) ในเดือนภาษีสิงหาคม 2540 กันยายน 2540 ตุลาคม 2540 พฤศจิกายน 2540 มกราคม 2541 และมีนาคม 2541 ตามลำดับ มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกินเดือนภาษีละ 50,000 บาท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3700/2552

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 25 ซึ่งบัญญัติว่า "ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินห้าหมื่นบาท ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง..." จำนวนทุนท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1412/2549

ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 19 และ 20 การออกหมายเรียกเป็นขั้นตอนหนึ่งของการประเมิน หากโจทก์เห็นว่าการออกหมายเรียกไม่ชอบด้วยกฎหมายโจทก์ก็ชอบที่จะโต้แย้งคัดค้านโดยอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 443/2549

มาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 บัญญัติว่า วิธีปฏิบัติราชการปกครองตามกฎหมายต่าง ๆ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายใดกำหนดวิธีปฏิบัติราชการปกครองเรื่…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้