Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3587/2530

พ.ศ. 2530 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดในข้อหา เข้าไปยึดถือครอบครองที่ดิน ก่นสร้าง แผ้วถาง ตัดฟันต้นไม้ ทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติอันเป็นการทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติและก่อให้เกิดความเสียหายแก่ไม้สัก ซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกไม่ถึง 5 ปี เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครอง ก่นสร้าง แผ้วถาง ตัดต้นไม้ทำลายป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติและทำไม้สัก 2 ท่อน ปริมาตร 0.063ลูกบาศก์เมตร และไม้อื่นอันเป็นไม้หวงห้าม ประเภท ก.โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในคราวเดียวกัน ย่อมเป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 11,73 วรรคสอง และ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14,31 วรรคสอง เป็นการกระทำกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษบทหนักตาม พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 73 วรรคสองปัญหาที่ศาลล่างปรับบทกฎหมายดังกล่าวผิด แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.อ. มาตรา 90 ป.วิ.อ. มาตรา 176 ป.วิ.อ. มาตรา 195 ป.วิ.อ. มาตรา 225 พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 73 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 15 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 31

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับพวกร่วมกันเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินและก่นสร้าง แผ้วถาง ตัดฟันต้นไม้ ทำลายป่า ในเขตป่าสงวนแห่งชาติอันเป็นการทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ และทำให้เกิดความเสียหายแก่ไม้สัก ร่วมกันทำไม้สัก กับไม้ชนิดอื่นอันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. และร่วมกันมีไม้ดังกล่าวอันมิได้แปรรูปจำนวน 13 ท่อนไว้ในความครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติพ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 ที่แก้ไขใหม่พระราชบัญญัติป่าไม้พุทธศักราช 2484 มาตรา 11, 54, 55, 69, 72 ตรี, 73 ที่แก้ไขใหม่ข้อหายึดถือครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติจำคุก 6 เดือนปรับ 5,000 บาทข้อหามีไม้หวงห้ามอันมิได้แปรรูปในครอบครองจำคุก 1 ปีปรับ 5,000 บาทข้อหาทำไม้ลงโทษบทหนักตามพระราชบัญญัติป่าไม้ ฯ จำคุก 1 ปีปรับ 5,000 บาทรวมจำคุก 2 ปี 6 เดือนปรับ15,000 บาทจำเลยรับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่งคงจำคุก 1 ปี 3 เดือนปรับ 7,500 บาทไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา29, 30 โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี

โจทก์อุทธรณ์ว่าศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยในข้อหาทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติต่ำกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ลงโทษจำเลยในข้อหาทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติพ.ศ.2507 มาตรา 14, 31วรรคสองจำคุก 2 ปีจำเลยรับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่งคงจำคุก 1 ปีรวมกับโทษที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้วเป็นจำคุก 1 ปี 9 เดือนไม่ปรับและไม่รอการลงโทษ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่ได้นำสืบว่าจำเลยเป็นผู้ตัดฟัน โค่นไม้สักตามฟ้องแต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยฐานนี้จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 176 นั้นปรากฏว่าข้อหาดังกล่าวกฎหมายกำหนดโทษขั้นต่ำไว้ให้จำคุกไม่ถึง 5 ปีเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยโดยไม่ต้องสืบพยานโจทก์ได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว ทั้งได้ความว่าจำเลยมีอาชีพค้าขายวิทยุ นาฬิกา แว่นตา ปากกาและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่จังหวัดนครสวรรค์แต่ไปยึดถือครอบครองทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติในท้องที่จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งมีไม้สักไม้มีค่าชนิดอื่น ของป่าและทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ จำนวนมาก พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่สมควรรอการลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติพ.ศ.2507 มาตรา 14, 31วรรคสองที่แก้ไขแล้วนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่าการกระทำผิดของจำเลยในข้อหาดังกล่าวเป็นความผิดทั้งตามพระราชบัญญติป่าไม้พุทธศักราช 2484 มาตรา 11, 73 วรรคสองที่แก้ไขแล้วและพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติพ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคสองที่แก้ไขแล้วอันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษบทหนักตามพระราชบัญญัติป่าไม้ ฯ มาตรา 73 วรรคสองที่แก้ไขแล้วและปัญหาปรับบทดังกล่าว แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่าเฉพาะข้อหาทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตให้ปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้พุทธศักราช 2484 มาตรา11, 73 วรรคสองซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ถวิล ทองสว่างรัตน์ · จุนท์ จันทรวงศ์ · ปชา วรธรรมพินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 997/2544

ไม้สักแปรรูปที่เจ้าพนักงานยึดเป็นของกลางในคดีนี้มีจำนวนเพียง 1 แผ่น ปริมาตร 0.268 ลูกบาศก์เมตร เท่านั้น ซึ่งเป็นจำนวนเพียงเล็กน้อย พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่ร้ายแรงนักประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยต้อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4643/2540

แม้ตามคำฟ้องโจทก์ได้แยกกระทงเรียงเป็นลำดับว่าเป็นการกระทำความผิดหลายกรรม กล่าวคือ ข้อแรก จำเลยทั้งห้าร่วมกันทำไม้มะค่าโมง ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก.ในเขตป่าขุนซ่องโดยใช้เลื่อยโซ่ยนต์ตัดฟันเป็นท่อน ๆ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7775/2540

ความผิดฐานทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานก่นสร้างแผ้วถางป่า ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11,73 วรรคสอง และมาตรา 54,72 ตรี เมื่อเป็นการกระทำความผิดในคราวเดียวกัน จึงเป็นความผิดกรรมเดียว ผิดต่อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 746/2567

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองทำให้เกิดความเสียหายแก่ป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุซึ่งเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธาร อยู่ในชั้นคุณภาพพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ และร่วมกันยึดถือครอบครองที่ดินภายในเขตป่าสงวนแห่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14743/2558

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้พิพากษาหรือสั่งเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง" ซึ่งมีความสัมพันธ์กับหลักเกณฑ์การบรรยายฟ้องของโจทก์ ตามกฎหมายดังกล่าวมาตรา 158 (5) ว่า "การกระทำทั้…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้