Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3583/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้กู้ได้ชำระหนี้เงินกู้ยืมแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้กู้โดยมอบฉันทะให้โจทก์ไปถอนเงินจากธนาคารที่จำเลยทั้งสองมีบัญชีเงินฝากเอง ดังนี้ เมื่อจำเลยทั้งสองมีหลักฐานที่โจทก์เป็นตัวแทนจำเลยดังกล่าวและโจทก์ลงลายมือชื่อเป็นผู้รับเงินตามใบถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยมาแสดง จึงถือได้ว่าเป็นการนำสืบการใช้เงินโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดง ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา653 วรรคสอง แล้ว

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยาได้ร่วมกันทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ไป 214,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปี เมื่อถึงกำหนดชำระจำเลยทั้งสองไม่ยอมชำระให้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 286,225 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปี ของต้นเงิน 214,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างบริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด มีรายได้เดือนละ 6,020 บาท จำเลยที่ 2เป็นแม่บ้านไม่มีรายได้ จำเลยทั้งสองเคยกู้ยืมเงินโจทก์เพียง14,000 บาท แต่โจทก์ให้ลงชื่อไว้ในสัญญากู้ยืมโดยมิได้กรอกข้อความสัญญากู้ยืมปลอม ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้จำนวน14,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2530 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยทั้งสองได้ลงชื่อในสัญญากู้ยืมเงินตามเอกสารหมาย จ.1 ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดตามสัญญากู้จำนวนเพียงใด โจทก์เบิกความว่าก่อนที่จำเลยทั้งสองจะทำสัญญากู้เงินโจทก์ จำเลยทั้งสองได้กู้เงินจากธนาคารนครหลวงไทย จำกัด สาขาท่าเรือ-อยุธยา จำนวนเงิน190,000 บาท โดยมีโจทก์เป็นผู้ค้ำประกัน วันที่ 10 มิถุนายน 2530จำเลยทั้งสองตกลงทำสัญญากู้เงินจากโจทก์ โดยให้โจทก์ไปชำระหนี้เงินกู้ต่อธนาคารแทนจำเลยทั้งสอง โจทก์จึงให้จำเลยทั้งสองทำสัญญากู้ยืมไว้ แล้วชำระหนี้ต่อธนาคารแทนจำเลยทั้งสอง เห็นว่าโจทก์มีใบเสร็จรับเงินของธนาคารนครหลวงไทย

จำกัด สาขาท่าเรือ-อยุธยา เอกสารหมาย จ.2 แสดงว่าโจทก์ได้ชำระหนี้เงินกู้ของจำเลยทั้งสองต่อธนาคาร เพราะจำเลยทั้งสองตกลงทำสัญญากู้ต่อโจทก์จึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองได้กู้ยืมเงินโจทก์ 214,000 บาทตามสัญญากู้ยืมเอกสารหมาย จ.1 โจทก์เบิกความต่อไปว่าเมื่อครบกำหนดชำระคืน จำเลยทั้งสองผิดนัดเพิกเฉย โจทก์ให้ทนายความมีหนังสือทวงถามแล้วก็ไม่ยอมชำระ ได้ความจากนางจำรัส ชวนชม ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารนครหลวงไทย จำกัด สาขาท่าเรือ-อยุธยา ว่าโจทก์ค้ำประกันการกู้ยืมเงินลักษณะเดียวกันนี้หลายราย ลูกหนี้ที่โจทก์ค้ำประกันเป็นพนักงานโรงงานเดียวกับจำเลยที่ 1 ซึ่งรับเงินเดือนผ่านบัญชีธนาคาร หลังจากนั้นโจทก์จะนำเงินไปชำระหนี้ให้แก่ธนาคารแทนลูกหนี้แล้วนำใบมอบฉันทะที่ลูกหนี้ให้ไว้ไปถอนเงินจากบัญชีเงินเดือนของลูกหนี้

สำหรับรายจำเลยทั้งสองใบถอนเงินตามเอกสารหมาย ล.1รวม 55 ฉบับ บางฉบับเป็นใบถอนเงินที่จำเลยที่ 1 ลงชื่อรับเงินไว้ล่วงหน้าแล้วให้โจทก์ไปถอนเงินจากธนาคาร บางฉบับจำเลยที่ 1ลงชื่อมอบฉันทะให้โจทก์ไปถอนเงินเอง แสดงว่าจำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้เงินกู้ยืมโดยมอบฉันทะให้โจทก์ไปถอนเงินจากธนาคารเอง เมื่อจำเลยทั้งสองมีหลักฐานที่โจทก์เป็นตัวแทนจำเลยและโจทก์ลงลายมือชื่อเป็นผู้รับเงินตามใบถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 มาแสดงจึงถือได้ว่าเป็นการนำสืบการใช้เงินโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดง ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 653 วรรคสองแล้ว และเห็นว่าเมื่อรวมยอดเงินที่โจทก์ใช้ใบถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ตามใบถอนเงินเอกสารหมาย

ล.1รวม 55 ฉบับ เป็นเงิน 204,600 บาท เมื่อนำไปชำระหนี้ตามสัญญากู้เงิน214,000 บาท แล้วจำเลยทั้งสองคงค้างโจทก์เพียง 9,400 บาท แต่การนำเงิน 204,600 บาท ไปชำระหนี้โจทก์นี้เป็นเพียงชำระเงินต้นโดยยังมิได้ชำระดอกเบี้ย ซึ่งถ้าจะต้องชำระดอกเบี้ยด้วยแล้วต้นเงินที่จำเลยทั้งสองเป็นหนี้อยู่จะมากกว่า 9,400 บาท โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่า เมื่อหักดอกเบี้ยแล้วจำเลยทั้งสองยังเป็นหนี้โจทก์เงินต้นจำนวนเพียงใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากำหนดต้นเงินตามที่จำเลยทั้งสองให้การยอมรับเป็นเงิน 14,000 บาท นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วุฒิ คราวุฒิ · มงคล สระฏัน · อธิราช มณีภาค
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้