Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3583/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินที่จะนำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ ตามมาตรา 65 ทวิ(2) แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติให้หักได้ตามหลักเกณฑ์วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาดังนั้น ค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี2518 จึงต้องคิดหักตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2509 อันเป็นกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ในรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว แต่รายการหักค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินของโจทก์นั้น โจทก์หาได้ใช้หลักเกณฑ์ตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวไม่ แต่โจทก์คิดหักตามวิธีการทางบัญชีของโจทก์ซึ่งเป็นการคิดหักโดยไม่มีหลักเกณฑ์ เป็นเหตุให้เมื่อรวมทุกรายการแล้วมีค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินมากกว่าการคิดตามหลักเกณฑ์ในพระราชกฤษฎีกา ค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินที่โจทก์คิดหักเกินไปเช่นนี้จึงเป็นการไม่ชอบ ต้องห้ามมิให้นำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2509 มาตรา 5 ยอมให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามวิธีการทางบัญชีซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใช้อยู่ก็ต่อเมื่อการหักตามวิธีการทางบัญชีที่ใช้อยู่นั้น หักต่ำกว่าอัตราตามพระราชกฤษฎีกาเท่านั้น เมื่อปรากฏว่าค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินที่คิดหักตามวิธีการทางบัญชีของโจทก์เกินกว่าการคิดหักตามหลักเกณฑ์ในพระราชกฤษฎีกา ก็จะต้องคิดหักตามพระราชกฤษฎีกาจะคิดหักตามวิธีการทางบัญชีของโจทก์ไม่ได้ โจทก์เป็นนิติบุคคล กฎหมายกำหนดให้ทำบัญชีและเก็บรักษาเอกสารต่าง ๆ ที่ลงบัญชีไว้เพื่อเป็นหลักฐานในการตรวจสอบ แต่โจทก์ใช้จ่ายเงินไปโดยไม่มีหลักฐานประกอบหรืออ้างอิง ถือได้ว่าเป็นรายจ่ายซึ่งโจทก์ผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ ต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65ตรี (18) การคิดคำนวณการสูญเสียน้ำหนักมันสำปะหลังก่อนนำมาผลิตจนถึงขั้นผลิตเป็นมันอัดเม็ดแล้วส่งถึงมือผู้ซื้อในต่างประเทศจะมีการสูญเสียน้ำหนักไปตามธรรมชาติ เช่น สภาวะอากาศขณะทำการผลิตและขนส่ง ระยะเวลาการเก็บรักษาก่อนผลิตหรือหลังผลิตตลอดจนฝุ่นและมันอัดเม็ดที่ปลิวฟุ้งหรือตกหล่นในทะเลระหว่างการขนส่งด้วยจึงไม่อาจกำหนดกฎเกณฑ์ความสูญเสียของน้ำหนักให้แน่นอนหรือตายตัวได้ จะต้องพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป คดีนี้จำเลยยอมให้โจทก์หักความสูญเสียของน้ำหนักตั้งแต่ก่อนผลิตจนถึงขั้นผลิตเป็นมันอัดเม็ดแล้ว แต่ไม่ยอมหักความสูญเสียของน้ำหนักมันอัดเม็ดระหว่างการขนส่งจากประเทศไทยไปจนถึงมือผู้ซื้อในต่างประเทศซึ่งเป็นความสูญเสียของน้ำหนักมันอัดเม็ดตามธรรมดาและโดยธรรมชาติย่อมจะเกิดขึ้นให้แก่โจทก์ด้วยนั้น ย่อมเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลรัษฎากร มาตรา 39ประกอบด้วยมาตรา 65 เพราะโจทก์มิได้รับเงินจากผู้ซื้อตามน้ำหนักของมันอัดเม็ดที่สูญเสียไปดังกล่าว แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ศาลใช้ดุลพินิจงดหรือลดเงินเพิ่มด้วยก็ตาม แต่ประเด็นข้อนี้ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดไว้ในชั้นชี้สองสถานโจทก์ก็มิได้โต้แย้งคัดค้าน ถือได้ว่าโจทก์สละประเด็นดังกล่าวแล้วฎีกาของโจทก์ข้อนี้จึงมิได้ว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ คดีก่อนเป็นคดีระหว่างโจทก์และจำเลยในคดีนี้ ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า ในรอบระยะเวลาบัญชี ปี 2515 ถึง 2516โจทก์ไม่มีกำไรสุทธิอันจะต้องเสียภาษีเงินได้ คำพิพากษาคดีดังกล่าวจึงเกี่ยวกับคดีนี้และย่อมมีผลผูกพันจำเลยด้วย ดังนั้น การที่จำเลยคำนวณกำไรสุทธิของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2518 โดยตั้งฐานคำนวณว่า ในรอบระยะเวลาบัญชี ปี 2515 และ 2516 โจทก์มีกำไรสุทธิอันจะต้องเสียภาษีเงินได้ จึงเป็นการไม่ชอบ โจทก์และจำเลยต่างฎีกา โดยโจทก์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วย เป็นจำนวนเงิน1,296,949.36 บาท โจทก์ต้องเสียค่าธรรมเนียมชั้นฎีกาในจำนวนทุนทรัพย์โจทก์ฎีกา มิใช่ต้องถือทุนทรัพย์ตามที่จำเลยฎีกา

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.รัษฎากร มาตรา 39 ป.รัษฎากร มาตรา 65 ป.วิ.พ. มาตรา 150 ป.วิ.พ. มาตรา 183 ป.วิ.พ. มาตรา 249

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบ ให้เพิกถอนคำสั่งให้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเลขที่ 1048/2/01619 ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2522 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ 83/2525 และให้จำเลยคืนเงิน 2,538,891.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 14 มกราคม 2526 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับขอให้ศาลใช้ดุลพินิจงดหรือลดเงินเพิ่มแก่โจทก์ด้วยจำเลยให้การว่า การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยปรับปรุงยอดกำไรขาดทุนสุทธิของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชี ปี 2518 โดยให้คำนวณกำไรขาดทุนสุทธิของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชี ปี 2515 และ 2516 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีหมายเลขแดงที่ 14229/2521 ของศาลแพ่ง และเอาจำนวนมันอัดเม็ดที่จำเลยจดขาดไปในเดือนตุลาคม 2518 จำนวน598,640 กิโลกรัม

รวมเข้าคำนวณในการหาผลต่างระหว่างมันเส้นกับมันอัดเม็ดด้วย เมื่อปรับปรุงยอดกำไรขาดทุนสุทธิของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชี ปี 2518 ตามวิธีการดังกล่าวแล้ว ให้คำนวณภาษีเงินได้ของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชี ปี 2518 ใหม่ หากโจทก์ต้องเสียภาษีเงินได้พร้อมเงินเพิ่มในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2518 น้อยกว่าจำนวนที่โจทก์ได้ชำระไว้แล้ว ก็ให้จำเลยคืนเงินส่วนที่เกินพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 14 มกราคม 2526เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์และจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ประเด็นที่ จะวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์มีสิทธินำเงินจำนวน 83,380.53 บาทซึ่งเป็นค่าเสื่อมราคาของอาคารโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.8 กับเงินจำนวน 797,411.59 บาท ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.9 ถึง ล.12 มาคำนวณเป็นรายจ่ายของโจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า ค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินที่จะนำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ นั้น ตามมาตรา 65 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากรบัญญัติว่า ให้หักได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ดังนั้น ค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2518 จึงต้องคิดหักตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ 22)พ.ศ. 2509 อันเป็นกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ในรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว และเมื่อได้พิจารณาบัญชีรายละเอียดการคิดหักค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินเอกสารหมาย

ล.8 แล้ว จะเห็นได้ว่า จำเลยได้คิดหักค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินตามหลักเกณฑ์แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวทุกรายการ กล่าวคือ รายการที่เป็นอาคารถาวรตามมาตรา 5(1) ก็หักให้5 เปอร์เซ็นต์ ส่วนแท็งก์ใส่มันเป็นทรัพย์สินอย่างอื่นตามมาตรา 5(6)ซึ่งปกติต้องหักให้ 20 เปอร์เซ็นต์ แต่โจทก์คิดหักตามวิธีการทางบัญชีของโจทก์เพียง 10 เปอร์เซ็นต์ ก็หักเพียงเท่าอัตราตามวิธีการทางบัญชีของโจทก์นั้น ตามมาตรา 5 วรรคแรกแห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว สำหรับไม้รองมันเป็นทรัพย์สินอย่างอื่นตามมาตรา 5(6)จำเลยก็คิดหักค่าเสื่อมราคาให้ 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเมื่อรวมค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินทุกรายการแล้วเป็นเงินเพียง 114,900.52 บาทแต่รายการหักค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินของโจทก์นั้น

โจทก์หาได้ใช้หลักเกณฑ์ตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวไม่ และเป็นการคิดหักโดยไม่มีหลักเกณฑ์เพราะทรัพย์สินอย่างเดียวกันคือไม้รองมันที่ซื้อมาเมื่อเดือนมกราคม 2516 คิดหักค่าเสื่อมราคา 20 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม้รองมันที่ซื้อมาเมื่อเดือนธันวาคม 2517 กลับหักค่าเสื่อมราคาถึง33 1/3 เปอร์เซ็นต์ การคิดหักค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินของโจทก์โดยปราศจากหลักเกณฑ์ดังกล่าว เป็นเหตุให้เมื่อรวมทุกรายการแล้วมีค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินถึง 198,281 บาท มากกว่าค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินที่จำเลยคิดคำนวณตามหลักเกณฑ์ในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวถึง83,380.53 บาท ค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินที่โจทก์คิดหักเกินไปเช่นนี้ถือว่าเป็นการหักค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินที่ไม่ชอบด้วยประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ทวิ (2) และพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ 22)

พ.ศ. 2509 ต้องห้ามมิให้นำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าโจทก์คิดคำนวณหักค่าเสื่อมราคาตามวิธีการทางบัญชีซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป จึงชอบที่จะนำมาหักเป็นรายจ่ายได้ นั้น เห็นว่าตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน(ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2509 มาตรา 5 นั้น จะยอมให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินตามวิธีการทางบัญชีซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใช้อยู่ก็ต่อเมื่อ การหักตามวิธีการทางบัญชีที่ใช้อยู่นั้น หักต่ำกว่าอัตราตามพระราชกฤษฎีกาเท่านั้น ดังเช่นกรณีการคิดหักค่าเสื่อมราคาแท็งก์ใส่มันที่ได้วินิจฉัยไว้แล้วข้างต้น เมื่อข้อเท็จจริงตามเอกสารหมายล.8 ปรากฏว่าค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินส่วนที่เกินจำนวน 83,380.53บาท เป็นการหักตามวิธีการทางบัญชีของโจทก์ซึ่งเกินกว่าการคิดหักตามหลักเกณฑ์ในพระราชกฤษฎีกา

ก็จะต้องหักตามพระราชกฤษฎีกาจะคิดหักตามวิธีการทางบัญชีของโจทก์ไม่ได้ส่วนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของโจทก์จำนวน 797,411.59 บาท โจทก์นำสืบลอย ๆ ว่าโจทก์ได้จ่ายไปจริง แต่ไม่มีเอกสารประกอบ จำเลยนำสืบว่าโจทก์แสดงค่าใช้จ่ายในการออกของโดยไม่มีเอกสารประกอบเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ตรวจสอบและทำรายงานการตรวจสอบไว้ตามเอกสารหมาย ล.9, ล.10 ปรากฏว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่โจทก์ไม่มีใบสำคัญและรายการที่ 5 ตามเอกสารหมาย ล.10 ก็หมายเหตุไว้ว่าบิลทำเองออกให้ ทั้งโจทก์ไม่อาจนำสืบให้เห็นได้ว่าใครเป็นคนทำบิลดังกล่าว ตามเอกสารหมาย ล.10 แผ่นที่ 4 รายการที่กาดอกจันคือค่าเดินทางไปตรวจมันเดือนกันยายน 2518 ก็หมายเหตุไว้ว่าไม่มีคนเซ็นรับเงิน บางรายการหมายเหตุว่าลายเซ็นอ่านไม่ออก ค่าซ่อมแซมหรือชุนกระสอบและค่าใช้จ่ายในการบริหารตามเอกสารหมาย ล.11ก็ไม่มีใบเสร็จรับเงิน กับยังมีค่ารถบรรทุกที่ไม่มีชื่อและที่อยู่ของผู้รับเงินตามเอกสารหมาย ล.12 อีก

ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์เป็นนิติบุคคล กฎหมายกำหนดให้ทำบัญชีและเก็บรักษาเอกสารต่าง ๆที่ลงบัญชีไว้เพื่อเป็นหลักฐานในการตรวจสอบ แต่โจทก์ใช้จ่ายเงินไปโดยไม่มีหลักฐานประกอบหรืออ้างอิงจึงถือได้ว่าเป็นรายจ่ายซึ่งโจทก์ผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ตรี (18) ไม่ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปมีว่า เมื่อนำมันเส้นมาผลิตเป็นมันอัดเม็ดแล้ว ส่งไปจำหน่ายต่างประเทศถึงผู้รับปลายทางสูญเสียน้ำหนักไปกี่เปอร์เซ็นต์

ศาลฎีกาเห็นว่าการคิดคำนวณการสูญเสียของน้ำหนักมันสำปะหลังก่อนนำมาผลิตจนถึงขั้นผลิตเป็นมันอัดเม็ดแล้วส่งถึงมือผู้ซื้อในต่างประเทศ จะต้องมีการสูญเสียน้ำหนักไปตามธรรมชาติ เช่นสภาวะอากาศขณะทำการผลิตและขนส่ง ระยะเวลาการเก็บรักษาก่อนผลิตหรือหลังผลิต ตลอดจนฝุ่นและมันอัดเม็ดที่ปลิวฟุ้งหรือตกหล่นในทะเลระหว่างการขนส่งด้วยจะกำหนดกฎเกณฑ์ความสูญเสียของน้ำหนักให้แน่นอนหรือตายตัวไม่ได้ต้องพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป แล้ววินิจฉัยข้อเท็จจริงในคดีนี้เชื่อว่าเมื่อน้ำมันเส้นมาผลิตเป็นมันอัดเม็ดแล้ว น้ำหนักจะสูญเสียไปเพียง 5.5 เปอร์เซ็นต์ ส่วนการสูญเสียน้ำหนักของมันอัดเม็ดในระหว่างการขนส่งจากประเทศไทยไปจนถึงมือผู้ซื้อในต่างประเทศนั้นศาลฎีกาเห็นว่า

คดีนี้พิพาทกันในเรื่องภาษีเงินได้นิติบุคคลจำเลยยอมให้โจทก์หักความสูญเสียของน้ำหนักมันเส้นตั้งแต่ก่อนนำมาผลิตเป็นมันอัดเม็ดจนถึงขั้นโจทก์ผลิตมันอัดเม็ดได้แล้ว แต่ไม่ยอมหักความสูญเสียของน้ำหนักมันอัดเม็ดระหว่างการขนส่งจากประเทศไทยไปจนถึงมือผู้ซื้อในต่างประเทศซึ่งเป็นความสูญเสียของน้ำหนักมันอัดเม็ดตามธรรมดาและโดยธรรมชาติย่อมจะเกิดขึ้นให้แก่โจทก์ด้วยนั้นเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลรัษฎากร มาตรา 39 ประกอบด้วยมาตรา 65 เพราะโจทก์มิได้รับเงินจากผู้ซื้อตามน้ำหนักของมันอัดเม็ดที่สูญเสียไปนี้แต่ประการใด ศาลฎีกาเชื่อว่า โจทก์สูญเสียน้ำหนักของมันอัดเม็ดช่วงนี้อีก ชอบที่โจทก์จะนำมาหักออกได้แต่เนื่องจากพยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความแตกต่างขัดกันอยู่

ไม่อาจรับฟังได้แน่นอนว่าสูญเสียน้ำหนักในช่วงนี้ไปอีกเท่าใด ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดความสูญเสียน้ำหนักของมันอัดเม็ดระหว่างการขนส่งจากประเทศไทยไปจนถึงมือผู้ซื้อในต่างประเทศอีก 0.5 เปอร์เซ็นต์ที่โจทก์ฎีกาเป็นข้อสุดท้ายว่า โจทก์ขอให้ศาลใช้ดุลพินิจงดหรือลดเงินเพิ่มมาในฟ้องแล้ว แต่ศาลล่างทั้งสองมิได้วินิจฉัยให้ขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยให้ด้วย นั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า ประเด็นดังกล่าวศาลชั้นต้นมิได้กำหนดไว้ในชั้นชี้สองสถาน โจทก์ก็มิได้โต้แย้งคัดค้าน จึงถือว่าโจทก์ได้สละประเด็นดังกล่าวแล้วฎีกาของโจทก์ข้อนี้จึงมิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ส่วนฎีกาของจำเลยที่ว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยปรับปรุงยอดขาดทุนสุทธิของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2518 เสียใหม่ ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีหมายเลขแดงที่ 14229/2521 ของศาลแพ่งซึ่งไม่เกี่ยวกับคดีนี้ และฟังว่าเจ้าหน้าที่ของจำเลยจดรวบรวมมันอัดเม็ดที่โจทก์ผลิตได้ในเดือนตุลาคม 2518 ขาดไป 598,640 กิโลกรัม นั้นจำเลยเห็นว่าเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ดำเนินการถูกต้องแล้ว มิได้จดมันอัดเม็ดขาดไปแต่อย่างใด

ทั้งประเด็นทั้งสองที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานี้ก็มิใช่ประเด็นในคดี นั้นศาลฎีกาเห็นว่า คดีหมายเลขแดงที่ 14229/2521 ของศาลแพ่ง เป็นคดีระหว่างโจทก์และจำเลยในคดีนี้เอง ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดโดยโจทก์และจำเลยมิได้ฎีกาว่าในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2515 และ 2516 โจทก์ไม่มีกำไรอันจะต้องเสียภาษีเงินได้คำพิพากษาดังกล่าวจึงเกี่ยวกับคดีนี้และย่อมมีผลผูกพันจำเลยด้วย ฉะนั้นการที่จำเลยคำนวณกำไรสุทธิของโจทก์สำหรับปี 2518 โดยตั้งฐานคำนวณว่าในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2515 และ 2516โจทก์มีกำไรอันจะต้องเสียภาษีเงินได้จึงไม่ชอบอนึ่งที่จำเลยแก้ฎีกาว่า ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาของโจทก์ที่ถูกต้องคือทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาของจำเลย

ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้โจทก์และจำเลยต่างฎีกา โดยโจทก์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยเป็นเงินจำนวน 1,296,949.36 บาท โจทก์จึงเสียค่าธรรมเนียมชั้นฎีกาในจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ฎีกาหาใช่ต้องถือทุนทรัพย์ตามที่จำเลยฎีกาไม่พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยปรับปรุงยอดกำไรขาดทุนสุทธิของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2518 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เสียใหม่โดยให้หักความสูญเสียของน้ำหนักมันอัดเม็ดระหว่างการขนส่งจากประเทศไทยจนถึงมือผู้ซื้อในต่างประเทศให้โจทก์อีก 0.5 เปอร์เซ็นต์รวมกับที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยอมให้โจทก์หักน้ำหนักมันเส้นที่สูญหายไปเพราะการผลิตเป็นมันอัดเม็ดอีก 5.5 เปอร์เซ็นต์แล้วเป็น6 เปอร์เซ็นต์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จรัส อุดมวรชาติ · ก้าน อันนานนท์ · นิเวศน์ คำผอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2545 (เลขอ้างอิง 109353)

โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องทั้งสองสำนวนโดยตั้งประเด็นใหม่ว่านิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นโมฆะซึ่งศาลชั้นต้นอนุญาตตามคำร้องของโจทก์นั้นแล้ว และจำเลยทั้งห้าก็ได้ขอแก้ไขคำให้การทั้งสองสำน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1106/2541

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินภายในเส้นสีน้ำเงิน จำเลยบุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์ในบริเวณเส้นสีแดงเนื้อที่ 3 ไร่เศษ ราคา 15,000 บาทตามแผนที่ท้ายฟ้อง และตัดฟันต้นไม้ของโจทก์คิดค่าเสียห…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1675/2540

ตาม พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ.2527 มาตรา 10เป็นบทกำหนดคุณสมบัติของข้าราชการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมจะแต่งตั้งเป็นกรรมการใ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6528/2537

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าโจทก์รับโอนที่ดินพิพาทโดยสุจริต เมื่อจำเลยและผู้ร้องสอดกล่าวอ้างว่า โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและรับโอนมาโดยไม่สุจริต จำเลยและผู้ร้องสอ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3119/2528

โจทก์เป็นผู้จัดสรรที่ดินขาย โจทก์ให้ผู้ซื้อที่ดินเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายจัดทำถนนเองโดยโจทก์รับเป็นตัวแทนหาผู้รับเหมามาจัดทำถนนในที่ดินของโจทก์และเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ แม้ถนนดังกล่าวต้องตกอยู่ในภารจำยอมเ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้