Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3580/2524

พ.ศ. 2524 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การคิดเงินเพิ่มภาษีเงินได้ของเจ้าพนักงานประเมินในคดีก่อนได้คิดจากยอดภาษีจำนวนหนึ่งที่ได้ประเมินให้โจทก์เสียตามมาตรา 48(2)แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งยังไม่ถูกต้องแต่การคิดเงินเพิ่มภาษีเงินได้ครั้งพิพาทนี้ได้คิดจากยอดเงินภาษีอีกจำนวนหนึ่ง.ซึ่งได้แก้การประเมินให้โจทก์เสียตามมาตรา 48(1) โดยได้คิดหักเงินภาษีที่โจทก์ได้ชำระจากการประเมินครั้งแรกออกหมดแล้วฉะนั้น การคิดเงินเพิ่มภาษีในคดีก่อนกับคดีนี้จึงเป็นการคิดจากยอดเงินภาษีคนละจำนวนกัน ทั้งในคดีก่อนก็มีประเด็นวินิจฉัยแต่เพียงว่าโจทก์จะของดหรือลดเงินเพิ่มลงได้บ้างหรือไม่เท่านั้นไม่มีประเด็นว่าจากยอดเงินได้จำนวนเดียวกันโจทก์ควรต้องเสียเงินเพิ่มหรือไม่ดังนี้ อำนาจในการคิดเงินเพิ่มภาษีเงินได้รายนี้จึงหาได้ยุติไปตามคำพิพากษาในคดีก่อนไม่ ประมวลรัษฎากร มาตรา 19 และ 20 บัญญัติให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินที่จะดำเนินการแก้ไขการประเมินที่ผิดพลาดให้ถูกต้องได้ภายในกำหนดเวลาห้าปีนับแต่ยื่นรายการโดยจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้ เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้แสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงอันเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานประเมินประเมินให้โจทก์เสียภาษีไม่ถูกต้องดังนี้ เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจที่จะแก้การประเมินให้ถูกต้องได้ และอำนาจแก้การประเมินก็หาจำเป็นที่จำนวนเงินได้เดิมจะต้องเปลี่ยนแปลงไปไม่ และแม้ผู้ยื่นรายการจะได้เสียภาษีตามที่ประเมินไปแล้ว แต่ถ้ายังอยู่ในกำหนดเวลาห้าปีนับแต่วันยื่นรายการ เจ้าพนักงานประเมินก็ยังมีอำนาจที่จะแก้ไขการประเมินให้ถูกต้องได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เดิมเจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งให้โจทก์เสียภาษีเงินได้และเงินเพิ่มภาษีเป็นเงินทั้งสิ้น ๔๐,๗๕๖.๖๖ บาท ซึ่งต่อมาโจทก์ได้ยื่นฟ้องต่อศาลว่าโจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้และเงินเพิ่มดังกล่าวแต่ศาลได้พิพากษาให้ยกฟ้อง คดีถึงที่สุด โจทก์จึงได้ชำระภาษีไปแล้ว ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งการประเมินมายังโจทก์อีกโดยให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้และเงินเพิ่มรวม ๔,๕๔๘,๕๐๗.๒๔ บาท โจทก์ยื่นอุทธรณ์คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้ยกอุทธรณ์ โจทก์เห็นว่าการประเมินดังกล่าวเป็นการมิชอบด้วยกฎหมาย เพราะเป็นการประเมินซ้ำในยอดรายรับอันเดียวกัน และภาษีเงินได้ตามยอดเงินได้พึงประเมินดังกล่าวศาลได้พิพากษาคดีถึงที่สุดแล้วว่าให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้และเงินเพิ่มซึ่งโจทก์ก็ได้ชำระแล้วทั้งโจทก์ได้แสดงรายการเงินได้ไว้อย่างถูกต้อง เจ้าพนักงานประเมินไม่มีสิทธิที่จะประเมินให้โจทก์เสียภาษีอีก ขอให้พิพากษาว่าการประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามที่แจ้งมานั้น และขอให้ยกคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินในตอนแรกยังไม่ถูกต้อง โดยประเมินให้โจทก์เสียภาษีเงินได้ตามมาตรา ๔๘(๒) แห่งประมวลรัษฎากร เพราะโจทก์อ้างว่าโจทก์ซื้อที่ดินมาแล้วขายให้กรมตำรวจไปในราคาเท่าเดิม แต่ต่อมาเห็นว่าการประเมินดังกล่าวไม่ถูกต้อง เพราะการขายที่ดินของโจทก์มีลักษณะเป็นการค้าหากำไร ซึ่งจะต้องเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา ๔๘(๑) เจ้าพนักงานประเมินจึงได้แจ้งให้โจทก์เสียภาษีเงินได้และเงินเพิ่มใหม่โดยหักเงินภาษีที่โจทก์ชำระไว้เดิมออกแล้ว การประเมินดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายไม่เป็นการประเมินซ้ำ คำพิพากษาในคดีก่อนวินิจฉัยในประเด็นอื่นไม่ผูกพันจำเลยในคดีนี้ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า

ปัญหาข้อแรกโจทก์ฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคำพิพากษาในคดีก่อนตามสำนวนของศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ ๖๕๘๔/๒๕๑๗ ไม่ผูกพันคู่ความคดีนี้ เพราะคดีก่อนเป็นกรณีที่โจทก์ขอ งดหรือลดเบี้ยปรับได้หรือไม่ ส่วนคดีนี้โจทก์กล่าวอ้างว่าการประเมินภาษีครั้งที่ ๓ เป็นการประเมินซ้ำ และไม่ชอบด้วยประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๙, ๒๐ ซึ่งเป็นกรณีคนละประเด็นกันนั้น โจทก์เห็นว่าข้อวินิจฉัยดังกล่าวยังไม่ชอบ เพราะคดีก่อนมีประเด็นว่าจากยอดเงินได้จำนวนเดียวกันโจทก์ควรต้องเสียเงินเพิ่มตามที่ประเมินหรือไม่ควรต้องเสีย ซึ่งศาลชั้นต้นในคดีก่อนพิพากษาว่าโจทก์ต้องเสียเงินเพิ่มและค่าปรับ ฉะนั้นเงินเพิ่มและค่าปรับสำหรับจำนวนเงินได้ ๑๒,๕๒๓,๒๙๖ บาท จึงยุติไปในคดีก่อนแล้ว

เจ้าพนักงานประเมินไม่มีสิทธิคิดประเมินเงินเพิ่มภาษีในคดีนี้อีก ตามฎีกาของโจทก์ดังกล่าวจึงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่า การคิดเงินเพิ่มภาษีเงินได้สำหรับจำนวนเงินได้ ๑๒,๕๒๓,๒๙๖ บาท ยุติไปตามคำพิพากษาในคดีก่อนแล้วหรือไม่ ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่าการคิดเงินเพิ่มภาษีเงินได้ของเจ้าพนักงานประเมินในคดีก่อนนั้น ได้คิดจากยอดเงินภาษีจำนวน ๓๓,๙๖๓.๘๘ บาท ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินให้โจทก์เสียตามมาตรา ๔๘(๒) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งยังไม่ถูกต้องแต่การคิดเงินเพิ่มภาษีเงินได้ครั้งพิพาทนี้ ได้คิดจากยอดเงินภาษีจำนวน ๓,๗๙๐,๔๒๒.๗๐ บาท ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินได้แก้การประเมินให้โจทก์เสียตามมาตรา ๔๘(๑) แห่งประมวลรัษฎากร โดยได้คิดหักเงินภาษีที่โจทก์ได้ชำระจากการประเมินครั้งแรกออกหมดแล้ว

ฉะนั้นการคิดเงินเพิ่มภาษีในคดีก่อน และการคิดเงินเพิ่มภาษีในคดีนี้ จึงเป็นการคิดจากยอดเงินภาษีคนละจำนวนกัน ทั้งในคดีก่อนก็มีประเด็นข้อวินิจฉัยแต่เพียงว่าโจทก์จะของดหรือลดเงินเพิ่มลงได้บ้างหรือไม่เท่านั้น ซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีจึงพิพากษายกฟ้อง ในคดีก่อนไม่ได้มีประเด็นว่าจากยอดเงินได้จำนวนเดียวกันโจทก์ควรต้องเสียเงินเพิ่มหรือไม่ควรต้องเสียดังโจทก์กล่าวอ้างในฎีกาแต่อย่างใด ดังนี้อำนาจในการคิดเงินเพิ่มภาษีเงินได้รายนี้จึงหาได้ยุติไปตามคำพิพากษาในคดีก่อนไม่ ปัญหาข้อสุดท้ายโจทก์ฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการประเมินภาษีเงินได้ครั้งที่ ๓ ตามเอกสารหมาย จ.๔ ชอบด้วยประมวลรัษฎากรมาตรา ๑๙ และ ๒๐ นั้น

โจทก์เห็นว่าอำนาจแก้จำนวนเงินประเมินน่าจะต้องอยู่ภายใต้หลักที่ว่า จำนวนเงินได้เดิมจะต้องเปลี่ยนแปลง และการประเมินครั้งก่อนจะต้องไม่ยุติถึงที่สุดไปแล้ว แต่เรื่องนี้เงินได้ของโจทก์คงเป็นเงินจำนวนเดิมคือ ๑๒,๕๒๓,๒๙๖ บาท และการประเมินครั้งก่อนถึงที่สุดไปแล้วจำเลยกลับประเมินเพิ่มเติมเข้ามาอีก จึงน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๙ บัญญัติว่า "เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในลักษณะนี้ ถ้าภายในเวลาห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการแล้ว เจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่บริบูรณ์ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกตัวผู้ยื่นรายการนั้นมาไต่สวนและออกหมายเรียกพยานกับสั่งให้ผู้ยื่นรายการ หรือพยานนั้นนำบัญชีหรือพยานหลักฐานอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันส่งหมาย"และมาตรา ๒๐ บัญญัติว่า

"เมื่อได้จัดการตามมาตรา ๑๙ และทราบข้อความแล้ว เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะแก้จำนวนเงินที่ประเมินหรือที่ยื่นรายการไว้เดิม โดยอาศัยพยานหลักฐานที่ปรากฏ และแจ้งจำนวนเงินที่จะต้องชำระอีกไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้" ตามบทกฎหมายดังกล่าวนี้เป็นการให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินที่จะดำเนินการแก้ไขการประเมินที่ผิดพลาดให้ถูกต้องได้ภายในกำหนดเวลาห้าปีนับแต่ยื่นรายการ โดยจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้ และข้อเท็จจริงในคดีนี้ก็ได้ความว่า โจทก์ได้แสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง กล่าวคือโจทก์ซื้อที่ดินมาเพื่อมุ่งในทางการค้าหากำไร โดยซื้อมาในราคา ๔,๑๐๐,๐๐๐ บาท แล้วขายให้กรมตำรวจไปในราคา ๑๒,๓๐๐,๐๐๐ บาท แต่กลับแสดงว่าเป็นการขายทรัพย์สินซึ่งมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร เพื่อขอยกเว้นภาษีตามมาตรา ๔๒(๙)

แห่งประมวลรัษฎากร อันเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานประเมินเข้าใจว่าโจทก์ซื้อที่ดินมาในราคา ๑๒,๓๐๐,๐๐๐ บาท และขายไปในราคาเดียวกันจึงประเมินให้โจทก์เสียภาษีในอัตราร้อยละ ๐.๕ ของเงินรายได้ตามมาตรา ๔๒(๒) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งไม่ถูกต้อง ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตรวจพบความผิดพลาดดังกล่าวได้มีมติเสนอเรื่องนี้ให้กรมสรรพากรพิจารณา กรมสรรพากรจึงส่งเรื่องให้เจ้าพนักงานประเมินดำเนินการประเมินให้ถูกต้อง เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงขึ้นเช่นนี้ เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจที่จะแก้การประเมินให้ถูกต้องได้ และอำนาจแก้การประเมินก็หาจำเป็นที่จำนวนเงินได้เดิมจะต้องเปลี่ยนแปลงไปดังโจทก์ฎีกาไม่เพราะกฎหมายมิได้บัญญัติไว้เช่นนั้น

ถึงหากรายการตามแบบที่ยื่นจะไม่ถูกต้องโดยประการอื่นเจ้าพนักงานประเมินก็มีอำนาจแก้ไขการประเมินให้ถูกต้องได้และถึงแม้ว่าผู้ยื่นรายการจะได้เสียภาษีตามที่ประเมินไปแล้ว แต่ถ้าหากยังอยู่ภายในกำหนดเวลาห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ เจ้าพนักงานประเมินก็ยังมีอำนาจที่จะแก้ไขการประเมินให้ถูกต้องได้เช่นเดียวกัน ฉะนั้นการประเมินภาษีครั้งที่พิพาทตามเอกสารหมาย จ.๔ จึงเป็นการแก้การประเมินครั้งแรกตามเอกสารหมาย จ.๑ ให้ถูกต้องตามที่ประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๙ และ ๒๐ ได้บัญญัติให้อำนาจไว้นั่นเองจึงเป็นการประเมินที่ชอบด้วยกฎหมายที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้ยกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พินิจ สังขนันท์ · ทวี กสิยพงศ์ · ธาดา วัชรานันท์
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายอภินย์ ปุษปาคม
ศาลอุทธรณ์ - นายภักดิ์ บุณย์ภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้