Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3578/2560

พ.ศ. 2560 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

บทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 69 ที่บัญญัติว่า "บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใด ๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้" และมาตรา 70 ที่บัญญัติว่า "บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้" จะใช้บังคับได้จริงต่อเมื่อการยึดอำนาจการปกครองยังไม่เป็นผลสำเร็จ คณะผู้ยึดอำนาจการปกครองก็ยังไม่เป็นรัฏฐาธิปัตย์ กล่าวคือ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าวยังไม่ถูกยกเลิกไปโดยอำนาจของคณะผู้ยึดอำนาจ สิทธิดังกล่าวของจำเลยและประชาชนอื่นก็ยังคงมีอยู่ แต่ข้อเท็จจริงคดีนี้ฟังได้ว่า การยึดอำนาจการปกครองเป็นผลสำเร็จแล้ว เนื่องจาก คสช.ประกาศใช้กฎอัยการฝึกที่ราชอาณาจักร ประกาศให้รัฐธรรมูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 สิ้นสุดลง ยกเว้นบทบัญญัติหมวด 2 รวมทั้ง คสช. ได้มีประกาศและคำสั่งอันเป็นการใช้อำนาจบริหารประเทศอีกหลายอย่าง คสช.จึงเป็นรัฏฐาธิปัตย์จึงย่อมมีอำนาจออกประกาศและคำสั่งให้จำเลยรายงานตัวต่อ คสช.ได้ และสิทธิของจำเลยตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญดังกล่าวก็ได้ถูกยกเลิกไปแล้วนับแต่วันที่ คสช.ประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 สิ้นสุดลง จำเลยจึงไม่อาจอ้างสิทธิตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญดังกล่าวได้อีก

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 1/2557 ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (เฉพาะ) ที่ 25/2557 ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 29/2557 และคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 3/2557 และนับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อกับโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1589/2554 ของศาลแขวงพระนครเหนือ

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 วรรคหนึ่ง (เดิม) ให้ปรับ 500 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และศาลไม่ได้พิพากษาลงโทษถึงจำคุก จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้จึงให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลสูง ซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมายได้รับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง และผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (เฉพาะ) ที่ 25/2557 และฉบับที่ 29/2557 อีกบทหนึ่ง เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานไม่มารายงานตัวตามคำสั่งและประกาศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 2 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขอให้นับโทษต่อให้ยก เนื่องจากคดีนี้ศาลพิพากษาให้รอการลงโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า ก่อนวันที่ 20 พฤษภาคม 2557 ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร เขตปริมณฑล และพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ มีกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองหลายกลุ่มได้ชุมนุมประท้วง และมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีสร้างสถานการณ์ความรุนแรงด้วยการใช้อาวุธสงครามต่อประชาชนและสถานที่สำคัญอย่างกว้างขวาง เป็นผลให้ประชาชนเสียชีวิต ได้รับบาดเจ็บ และเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน เหตุการณ์มีแนวโน้มว่าจะก่อให้เกิดเหตุการณ์จลาจลและความไม่สงบเรียบร้อยในหลายพื้นที่ ผู้บัญชาการทหารบกจึงประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักรตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2557 เวลา 3 นาฬิกา เป็นต้นไป ตามสำเนาประกาศกองทัพบกฉบับที่ 1/2557 ครั้นต่อมาวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เวลา 16.30 นาฬิกา

คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เข้าควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศ ตามประกาศคสช. ฉบับที่ 1/2557 ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ตามประกาศคสช. ฉบับที่ 2/2557 ประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 สิ้นสุดลง ยกเว้นบทบัญญัติหมวด 2 ตามประกาศคสช. ฉบับที่ 11/2557 วันเดียวกันนั้น คสช. มีคำสั่งให้บุคคลมารายงานตัวต่อคสช. ตามคำสั่งคสช. ที่ 1/2557 และ 2/2557 ต่อมาวันที่ 23 พฤษภาคม 2557 คสช. ได้มีคำสั่งให้บุคคลมารายงานตัวต่อคสช. เพิ่มเติม ณ หอประชุมกองทัพบก เทเวศร์ ในวันเดียวกันนั้น เวลา 10 นาฬิกา ซึ่งจำเลยอยู่ในรายชื่อที่ต้องรายงานตัวต่อคสช. ด้วยในลำดับที่ 60 ตามสำเนาคำสั่งคสช. ที่ 3/2557 วันเดียวกันนั้น

คสช. ได้ประกาศให้บุคคลที่ยังไม่มารายงานตัวตามคำสั่งคสช. ที่ 1/2557 ถึง 3/2557 ให้มารายงานตัวต่อคสช. ภายในเวลา 16 นาฬิกา ของวันที่ 24 พฤษภาคม 2557 หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับผู้ที่มีเหตุขัดข้องจำเป็นเร่งด่วนไม่สามารถมารายงานตัวได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้แจ้งข้อขัดข้องมายังคสช. ภายในเวลาที่กำหนดดังกล่าว ตามสำเนาประกาศ คสช. (เฉพาะ) ที่ 25/2557 จำเลยได้ทราบประกาศและคำสั่งคสช. ที่กำหนดให้จำเลยต้องรายงานตัวต่อคสช. ภายในวันที่ 24 พฤษภาคม 2557 เวลา 16 นาฬิกา แล้วแต่จำเลยไม่รายงานตัวต่อคสช.และไม่มาแจ้งเหตุขัดข้องแต่อย่างใด

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาทำนองว่า ขณะที่คสช. ออกประกาศและคำสั่งให้จำเลยไปรายงานตัวนั้น การยึดอำนาจการปกครองประเทศของคสช. ยังไม่เป็นผลสำเร็จ คสช. ยังไม่มีฐานะเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ไม่มีอำนาจออกประกาศหรือคำสั่งใด ๆ การที่จำเลยไม่ไปรายงานตัวต่อคสช. เป็นการใช้สิทธิต่อต้านการกระทำของคสช. ที่ได้กระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 69 การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง ปัญหาจึงมีว่า ขณะที่คสช. ออกประกาศและคำสั่งให้จำเลยไปรายงานตัวนั้น การยึดอำนาจการปกครองประเทศเป็นผลสำเร็จแล้วหรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ในปัญหานี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า

หลังจากคสช. ได้ยึดอำนาจการปกครองประเทศแล้ว นอกจากประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 สิ้นสุดลง ยกเว้นบทบัญญัติในหมวด 2 ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ ประกาศและมีคำสั่งให้จำเลยและบุคคลอื่นรายงานตัวต่อคสช. ดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่า คสช. ได้มีประกาศและคำสั่งอันเป็นการใช้อำนาจบริหารประเทศอีกหลายอย่าง เช่น ตามคำสั่งคสช. ที่ 7/2557 และ 9/2557 เรื่อง การแต่งตั้งให้ข้าราชการปฏิบัติหน้าที่และให้รักษาราชการแทน คำสั่งที่ 8/2557 และ 11/2557 เรื่อง การแต่งตั้งให้ข้าราชการปฏิบัติหน้าที่ เป็นต้น ซึ่งประกาศและคำสั่งดังกล่าวได้กระทำในวันยึดอำนาจการปกครองประเทศวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ถึงวันที่ 24 พฤษภาคม2557 อันแสดงให้เห็นว่าคสช. สามารถยึดอำนาจการปกครองประเทศได้เป็นผลสำเร็จแล้วหากการยึดอำนาจยังไม่เป็นผลสำเร็จ คสช. ก็ไม่สามารถใช้อำนาจบริหารประเทศเช่นว่านั้นได้ อันเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริง

ที่จำเลยฎีกาว่า หากถือว่าการยึดอำนาจการปกครองของคสช. สำเร็จทันทีที่กลุ่มทหารกลุ่มหนึ่งใช้กำลังเข้ายึดอำนาจในการปกครองประเทศและประกาศว่ายึดอำนาจสำเร็จแล้วนั้น บทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 69 ที่บัญญัติว่า "บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใด ๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้" และมาตรา 70 ที่บัญญัติว่า "บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้" ไม่อาจมีผลใช้ได้จริงในทางปฏิบัติเพราะไม่มีช่วงเวลาใดเลยที่ประชาชนหรือหน่วยงานองค์กรใดจะสามารถต่อต้านการยึดอำนาจการปกครองประเทศได้นั้น

เห็นว่า ตราบใดที่การยึดอำนาจการปกครองยังไม่เป็นผลสำเร็จ คณะผู้ยึดอำนาจการปกครองก็ยังไม่เป็นรัฏฐาธิปัตย์ กล่าวคือ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าวยังไม่ถูกยกเลิกไปโดยอำนาจของคณะผู้ยึดอำนาจ สิทธิดังกล่าวของจำเลยและประชาชนอื่นก็ยังคงมีอยู่ แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ดังวินิจฉัยข้างต้นแล้วว่า การยึดอำนาจการปกครองเป็นผลสำเร็จแล้ว คสช. จึงเป็นรัฏฐาธิปัตย์จึงย่อมมีอำนาจออกประกาศและคำสั่งให้จำเลยรายงานตัวต่อคสช. ได้ และสิทธิของจำเลยตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญดังกล่าวก็ได้ถูกยกเลิกไปแล้วนับแต่เวลาที่คสช. ประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 สิ้นสุดลง ยกเว้นบทบัญญัติในหมวด 2 ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ จำเลยจึงไม่อาจอ้างสิทธิตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญดังกล่าวได้อีก

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามประกาศคสช. ฉบับที่ 29/2557 ด้วยนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า หลังจาก คสช. ประกาศให้บุคคลตามคำสั่งคสช. ที่ 1/2557 ถึง 3/2557 ให้มารายงานตัวภายในวันที่ 24 พฤษภาคม 2557 เวลา 16 นาฬิกา โดยกำหนดโทษผู้ฝ่าฝืนไว้ด้วยแล้วตามประกาศคสช. (เฉพาะ) ที่ 25/2557 นั้น ต่อมาคสช. ได้มีคำสั่งให้บุคคลมารายงานตัวเพิ่มเติมอีกตามคำสั่งคสช. ที่ 5/2557 ให้มารายงานตัวภายในวันที่ 24 พฤษภาคม 2557 เวลา 13 นาฬิกา และคำสั่งคสช. ที่ 6/2557 กำหนดให้มารายงานตัวภายในวันที่ 25 พฤษภาคม 2557 เวลา 10 นาฬิกา จึงเห็นได้ว่า คสช. มีเจตนารมณ์กำหนดโทษสำหรับผู้ไม่มารายงานตัวตามคำสั่งคสช. ที่ 5/2557 และ 6/2557 โดยหากบุคคลผู้มีรายชื่อตามคำสั่งทั้งสองฉบับดังกล่าวไม่มารายงานตัวตามกำหนดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามประกาศคสช. ฉบับที่ 29/2557 เอกสารหมาย

จ.9 หาได้มีเจตนารมณ์กำหนดโทษใหม่สำหรับบุคคลผู้มีรายชื่อตามคำสั่งคสช. ที่ 1/2557 ถึง 3/2557 ด้วยไม่ เนื่องจากได้กำหนดโทษผู้ฝ่าฝืนไว้ในประกาศคสช. (เฉพาะ) ที่ 25/2557 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามประกาศคสช. ฉบับที่ 29/2557 ด้วยจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทลงโทษจำเลยตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 29/2557 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว · สุนทร ทรงฤกษ์ · สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
ศาลล่าง
ศาลแขวงดุสิต - นายจุมพล รัตธนภาส
ศาลอุทธรณ์ - นายสุพิศ ปราณีตพลกรัง
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.3460/2559
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ1515/2557
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ2183/2558
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้