Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 357/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สินเชื่อบัตรเครดิตที่เจ้าหนี้ให้แก่ลูกค้า เพื่อซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าและสถานประกอบการค้าโดยเจ้าหนี้ได้ออกบัตรเครดิตให้แก่ลูกค้า แล้วลูกค้า ของเจ้าหนี้สามารถนำบัตรเครดิตนั้นไปซื้อสินค้าและบริการ จากร้านค้าและสถานประกอบการที่มีข้อตกลงกับเจ้าหนี้ โดยลูกค้าไม่ต้องชำระราคาสินค้าและการใช้บริการด้วยเงินสด แต่ร้านค้าและสถานประกอบการจะส่งรายการค่าใช้จ่าย ไปเรียกเก็บเงินจากเจ้าหนี้ เมื่อเจ้าหนี้ชำระเงินให้แก่ร้านค้า และสถานประกอบการแทนลูกค้าผู้ใช้บัตรเครดิตไปแล้ว จะเรียกเก็บเงินจากลูกค้าผู้ใช้บัตรเครดิตภายหลัง อันเป็นการเรียกเอาเงินที่เจ้าหนี้ได้ออกทดรองไป ส่วนการเบิกเงินเกินบัญชีเป็นการเบิกเงินจากโจทก์ไปโดยตรง หาใช่เจ้าหนี้ออกเงินทดรองแทนลูกค้าของเจ้าหนี้ไปก่อน ดังเช่นกรณีลูกค้าใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าและบริการไม่ การให้สินเชื่อบัตรเครดิตและการเบิกเงินเกินบัญชี จึงมีลักษณะแตกต่างกัน แม้สินเชื่อบัตรเครดิตและการเบิกเงินเกินบัญชี ต่างมีวงเงินกำหนดไว้เหมือนกัน ก็เป็นเพียงการจำกัดมิให้ลูกค้าใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าและบริการเกินไปกว่าวงเงินที่กำหนดไว้ในการให้สินเชื่อบัตรเครดิต และจำกัด มิให้ลูกค้าเบิกเงินจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเกินกว่า วงเงินที่กำหนดในสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเท่านั้น ทั้งการที่ เจ้าหนี้ทดรองจ่ายเงินค่าสินค้าและค่าใช้บริการให้แก่ร้านค้า และสถานประกอบการแทนลูกค้าไปก่อน แล้วนำไปหักออกจาก วงเงินที่ให้สินเชื่อบัตรเครดิตก็ด้วยจุดประสงค์เพื่อมิให้ เกินกำหนดวงเงินที่เจ้าหนี้ให้สินเชื่อบัตรเครดิตเท่านั้น หาได้ทำให้หนี้เงินที่เจ้าหนี้ออกทดรองไปสิ้นสุดลง และตกเป็นหนี้ตามวงเงินสินเชื่อบัตรเครดิตไม่ จำนวนเงิน ที่เจ้าหนี้จ่ายค่าซื้อสินค้าและค่าใช้บริการให้แก่ร้านค้า และสถานประกอบการยังคงเป็นเงินที่เจ้าหนี้ออกทดรองแทน ลูกหนี้ไป และในการให้การบริการแก่ลูกค้าผู้ใช้บัตรเครดิตเจ้าหนี้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมต่าง ๆ รวมทั้งดอกเบี้ยด้วยเจ้าหนี้จึงเป็นผู้ประกอบการค้าทำการงานต่าง ๆ ให้แก่ลูกค้าผู้ใช้บัตรเครดิตของเจ้าหนี้ และการที่เจ้าหนี้ชำระเงินแก่ร้านค้าประกอบการแทนลูกค้าผู้ใช้บัตรเครดิตไปก่อนแล้วจึงเรียกเก็บเงินจากลูกหนี้ภายหลังจึงเป็นการเรียกเอาเงิน ที่เจ้าหนี้ได้ออกเงินทดรองไป คดีล้มละลาย เจ้าหนี้ฎีกาว่า เจ้าหนี้ยังมิได้บอกกล่าว ทวงถามให้ลูกหนี้ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญา เจ้าหนี้ยังไม่อาจ บังคับสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ได้ อายุความจึงยังไม่เริ่มนับนั้น เจ้าหนี้เพิ่งจะยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นโต้เถียง ในชั้นฎีกา เป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้ว โดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จึงต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 153

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ไว้เด็ดขาดแล้วเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2539ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าใช้จ่ายบัตรเครดิตจำนวน 1,647,067.19 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ รายละเอียดปรากฏตามบัญชีท้ายคำขอรับชำระหนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเห็นควรให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้วงเงินสินเชื่อธนวัฎบัตรเครดิต เป็นจำนวนเงิน 25,235.89 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามมาตรา 130(8) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย

พ.ศ. 2483 ส่วนสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ในมูลหนี้วงเงินค่าใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการขาดอายุความ ต้องห้ามมิให้รับชำระหนี้ตามมาตรา 94(1) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 เห็นควรให้ยกเสียศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เป็นจำนวนเงิน 25,235.89 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตาม มาตรา 130(8) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ส่วนที่ขอเกินมาให้ยก ตามความเห็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เจ้าหนี้อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืนเจ้าหนี้ฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำสั่งศาลชั้นต้นโดยเจ้าหนี้และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านว่า

เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้วงเงินสินเชื่อธนวัฎบัตรเครดิตเป็นจำนวน 25,235.89 บาทคงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าหนี้ว่า สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ในมูลหนี้วงเงินค่าใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการขาดอายุความหรือไม่ตามทางสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ความว่า เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2533 ลูกหนี้ได้ขอใช้บัตรเครดิตกรุงไทยกับเจ้าหนี้และเจ้าหนี้อนุมัติให้ลูกหนี้ใช้บัตรเครดิตตามวงเงินที่กำหนดไว้2 ประเภท คือวงเงินค่าใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการจำนวน 20,000 บาท และวงเงินสินเชื่อธนวัฎบัตรเครดิตจำนวน 10,000 บาทในการใช้บัตรเครดิตสำหรับวงเงินทั้งสองประเภทดังกล่าว ลูกหนี้ต้องยื่นคำขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันและสัญญาเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีเฉพาะสินเชื่อธนวัฎบัตรเครดิต

เมื่อวันที่ 5กันยายน 2533 ลูกหนี้จึงยื่นคำขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันและสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเฉพาะสินเชื่อธนวัฎบัตรเครดิตเพื่อใช้เป็นบัญชีเดินสะพัดในการใช้บัตรเครดิต เจ้าหนี้ตกลงให้ลูกหนี้ใช้บัตรเครดิตถอนเงินสดผ่านเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติและใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้ากับบริการจากร้านค้าและสถานประกอบการที่มีข้อตกลงกับเจ้าหนี้ โดยถือว่าจำนวนเงินที่ลูกหนี้ใช้บัตรเครดิตเป็นเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันบัญชีเดินสะพัดระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้มี 2 บัญชี คือ บัญชีค่าใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการกับบัญชีสินเชื่อธนวัฎบัตรเครดิตบัญชีค่าใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการจะเกิดขึ้นเมื่อลูกหนี้ใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าหรือใช้บริการจากร้านค้าและสถานประกอบการที่มีข้อตกลงกับเจ้าหนี้

เมื่อเจ้าหนี้รับแจ้งรายการค่าใช้จ่ายจากร้านค้าและสถานประกอบการ เจ้าหนี้จะชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวแทนลูกหนี้ แล้วเจ้าหนี้จะส่งใบแจ้งหนี้ค่าใช้จ่ายให้ลูกหนี้ทราบล่วงหน้าเพื่อนำเงินเข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันก่อนวันหักทอนบัญชีซึ่งเจ้าหนี้จะหักทอนบัญชีทุกวันที่ 10 ของเดือน หากลูกหนี้ไม่นำเงินเข้าบัญชีเงินฝากเพื่อชำระหนี้เจ้าหนี้มีสิทธิคิดดอกเบี้ยนับแต่เจ้าหนี้อนุมัติให้ลูกหนี้ใช้บัตรเครดิต ลูกหนี้ได้ใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าและบริการหลายครั้ง ลูกหนี้ได้นำเงินเข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน แต่ยังเป็นหนี้เจ้าหนี้อยู่ ซึ่งในวันที่ 20พฤษภาคม 2539 ลูกหนี้ยังเป็นหนี้ค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและบริการพร้อมดอกเบี้ย

รวมเป็นเงิน 1,621,855.26 บาทที่เจ้าหนี้ฎีกาว่า สินเชื่อบัตรเครดิตเป็นสินเชื่อประเภทหนึ่งเปรียบเสมือนสินเชื่อเงินกู้ โดยสินเชื่อดังกล่าวจะให้วงเงินแก่ลูกค้าในการใช้จ่ายซึ่งไม่ต่างกับวงเงินในการเบิกเงินเกินบัญชีโดยในการเบิกเงินเกินบัญชีจะถอนเงินจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวันโดยใช้เช็ค ส่วนสินเชื่อบัตรเครดิตเมื่อลูกค้าใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าและบริการแล้ว ร้านค้าและสถานประกอบการจะเรียกเก็บเงินจากเจ้าหนี้ เมื่อเจ้าหนี้ชำระเงินแทนลูกค้าไปแล้วจะนำจำนวนเงินดังกล่าวหักชำระจากวงเงินกู้สินเชื่อบัตรเครดิตทันที หนี้ที่เกิดจากการทดรองจ่ายจึงสิ้นสุดและตกเป็นหนี้ตามวงเงินกู้สินเชื่อบัตรเครดิตซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะในเรื่องอายุความจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 นั้น

เห็นว่า สินเชื่อบัตรเครดิตที่เจ้าหนี้ให้แก่ลูกหนี้ของเจ้าหนี้เพื่อซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าและสถานประกอบการนี้เจ้าหนี้จะออกบัตรเครดิตกรุงไทยให้แก่ลูกค้าแล้วลูกค้าของเจ้าหนี้สามารถนำบัตรเครดิตไปซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าและสถานประกอบการที่มีข้อตกลงกับเจ้าหนี้ โดยลูกค้าไม่ต้องชำระราคาสินค้าและการใช้บริการด้วยเงินสด แต่ร้านค้าและสถานประกอบการจะส่งรายการค่าใช้จ่ายไปเรียกเก็บเงินจากเจ้าหนี้ เมื่อเจ้าหนี้ชำระเงินให้แก่ร้านค้าและสถานประกอบการแทนลูกค้าผู้ใช้บัตรเครดิตไปแล้วจะเรียกเก็บเงินจากลูกค้าผู้ใช้บัตรเครดิตภายหลังอันเป็นการเรียกเอาเงินที่เจ้าหนี้ได้ออกทดรองไป แต่การเบิกเงินเกินบัญชีเป็นการเบิกเงินจากโจทก์ไปโดยตรง

หาใช่เจ้าหนี้ออกเงินทดรองแทนลูกค้าของเจ้าหนี้ไปก่อนดังเช่นกรณีลูกค้าใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าและบริการไม่ การให้สินเชื่อบัตรเครดิต และการเบิกเงินเกินบัญชีจึงมีลักษณะแตกต่างกันแม้สินเชื่อบัตรเครดิตและการเบิกเงินเกินบัญชีต่างมีวงเงินกำหนดไว้เหมือนกัน ก็เป็นเพียงการจำกัดมิให้ลูกค้าใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าและบริการเกินไปกว่าวงเงินที่กำหนดไว้ในการให้สินเชื่อบัตรเครดิต และจำกัดมิให้ลูกค้าเบิกเงินจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเกินกว่าวงเงินที่กำหนดในสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเท่านั้น ทั้งการที่เจ้าหนี้ทดรองจ่ายเงินค่าสินค้าและค่าใช้บริการให้แก่ร้านค้าและสถานประกอบการแทนลูกค้าไปก่อนแล้วนำไปหักออกจากวงเงินที่ให้สินเชื่อบัตรเครดิตก็ด้วยจุดประสงค์เพื่อมิให้เกินกำหนดวงเงินที่เจ้าหนี้ให้สินเชื่อบัตรเครดิตเท่านั้นหาได้ทำให้หนี้เงินที่เจ้าหนี้ออกทดรองไปสิ้นสุดลงและตกเป็นหนี้ตามวงเงินสินเชื่อบัตรเครดิตดังที่เจ้าหนี้ฎีกาไม่

จำนวนเงินที่เจ้าหนี้จ่ายค่าซื้อสินค้าและค่าใช้บริการให้แก่ร้านค้าและสถานประกอบการยังคงเป็นเงินที่เจ้าหนี้ออกทดรองแทนลูกหนี้ไป เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในการให้การบริการแก่ลูกค้าผู้ใช้บัตรเครดิต เจ้าหนี้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมต่าง ๆ รวมทั้งดอกเบี้ยด้วยเจ้าหนี้จึงเป็นผู้ประกอบการค้าทำการงานต่าง ๆ ให้แก่ลูกค้าผู้ใช้บัตรเครดิตกรุงไทยของเจ้าหนี้ และการที่เจ้าหนี้ชำระเงินแก่ร้านค้าและผู้ประกอบการแทนลูกค้าผู้ใช้บัตรเครดิตไปก่อนแล้ว จึงเรียกเก็บเงินจากลูกหนี้ภายหลังเป็นการเรียกเอาเงินที่เจ้าหนี้ได้ออกเงินทดรองไปดังนั้น การที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้คดีนี้ จึงถือได้ว่าเจ้าหนี้ผู้ประกอบการค้ารับทำการงานต่าง

ๆ เรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไป สิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(7) คดีนี้ได้ความว่าลูกหนี้ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ครั้งสุดท้ายเป็นบางส่วนเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2536 ซึ่งเป็นการรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องโดยชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้บางส่วน ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงและเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/14(1) ประกอบมาตรา 193/15 เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้คดีนี้เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2539 พ้นกำหนด 2 ปีแล้ว สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ในมูลหนี้วงเงินค่าใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการจึงขาดอายุความ ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย

พ.ศ. 2483 มาตรา 94(1)ที่เจ้าหนี้ฎีกาว่า เจ้าหนี้ยังมิได้บอกกล่าวทวงถามให้ลูกหนี้ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญา เจ้าหนี้จึงยังไม่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ได้ อายุความจึงยังไม่เริ่มนับนั้น เห็นว่า เจ้าหนี้เพิ่งจะยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นโต้เถียงในชั้นฎีกาเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 153 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อภิศักดิ์ พรวชิราภา · สมปอง เสนเนียม · พิชัย เตโชพิทยากูล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้