Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3569/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ราคาสินค้าที่จำเลยสำแดงไว้คือกระจกส่องหลัง พนักพิงหลังและแผ่นรองพื้น เป็นราคาต่ำกว่าราคาแท้จริงในท้องตลาด พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์จึงประเมินราคาสินค้าและภาษีอากรใหม่ มีรายละเอียดตามสำเนาใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าท้ายฟ้อง สำเนาเอกสารดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง มีข้อความระบุไว้ว่า ประเมินราคาสินค้าแต่ละรายการเพิ่มขึ้นเท่าใด คิดเป็นอากรขาเข้าและภาษีการค้าจำนวนเท่าใด คำฟ้องโจทก์แจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับแล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม บัตรราคาเป็นเอกสารภายในที่โจทก์ทำขึ้น บุคคลภายนอกไม่อาจทราบได้ ทั้งมีข้อความส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ ไม่มีคำแปลเป็นภาษาไทย ซึ่งโจทก์ก็มิได้นำสืบถึงรายละเอียดของสินค้าตามบัตรราคาดังกล่าวว่าเป็นชนิดและขนาดใด มีลักษณะอย่างไร ราคาเป็นเงินไทยเท่าใด นำเข้าโดยใคร และเมื่อใดสินค้าตามบัตรราคาเป็นสินค้าสำหรับโซนยุโรป แต่สินค้ารายพิพาทมีแหล่งกำเนิดในโซนเอเซีย ซึ่งเป็นสินค้าต่างแหล่งกำเนิดกัน เมื่อโจทก์ไม่นำสืบให้ได้ความดังกล่าวจึงไม่อาจนำราคาสินค้าตามบัตรราคามาใช้เป็นเกณฑ์ประเมินราคาสินค้ารายพิพาทได้ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดโดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด จำเลยที่ 2และที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 เป็นการฟ้องให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้จำเลยที่ 2จะอุทธรณ์เพียงผู้เดียว เมื่อฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดตามฟ้องเนื่องจากโจทก์ประเมินภาษีอากรเพิ่มเติมสำหรับใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าตามฟ้องไม่ชอบ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรพ.ศ. 2528 มาตรา 29

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด จดทะเบียนเลิกห้างเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม2529 โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการก่อนจดทะเบียนเลิกห้างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการในขณะที่จำเลยที่ 1 นำสินค้าคดีนี้เข้ามาในราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2525 จำเลยที่ 1 ได้นำเข้ากระจกส่องหลังจำนวน 500 ชิ้น พนักพิงหลังจำนวน 50 ชุด แผ่นรองพื้นจำนวน100 ชุด จำเลยที่ 1 ได้ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 พิจารณาแล้วเห็นว่า

สินค้าที่จำเลยที่ 1 นำเข้ายังไม่มีราคาท้องตลาดเทียบเคียงเพื่อประเมินภาษีอากรในขณะนั้น จึงสั่งให้จำเลยที่ 1 วางเงินประกันค่าภาษีอากรอีกส่วนหนึ่งไว้เป็นเงิน 10,000 บาทต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ตรวจสอบแล้วเห็นว่าราคาสินค้าที่จำเลยที่ 1 สำแดงไว้รายการที่ 1 กระจกส่องหลังรายการที่ 3 พนักพิงหลัง และรายการที่ 4 แผ่นรองพื้นต่ำกว่าราคาอันแท้จริงในท้องตลาด พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1ประเมินราคาสินค้าและภาษีอากรใหม่เพิ่มขึ้นเป็นเงิน86,424.26 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระค่าภาษีอากรเพิ่มขึ้นรวม 56,428.45 บาท เมื่อนำเงินประกันไปหักแล้วยังไม่คุ้มค่าภาษีอากร จำเลยที่ 1 จะต้องชำระภาษีอากรเพิ่มอีก 46,428.45 บาท

เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ที่ 1ได้แจ้งการประเมินให้จำเลยที่ 1 ชำระภาษีอากรแล้ว จำเลยที่ 1 เพิกเฉย จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 ตรี จำนวน 6,904.15 บาท เงินเพิ่มอากรขาเข้า ตามมาตรา 112 จัตวาคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 41,425.20 บาท เงินเพิ่มภาษีการค้าตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 ทวิ จำนวน 10,432.34 บาท และเงินเพิ่มภาษีบำรุงเทศบาล เป็นเงิน 1,043.23 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินภาษีอากรจำนวน 106,233.37 บาทแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนจากต้นเงินอากรขาเข้า 34,520.76 บาท เป็นรายเดือน

นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนเลิกห้างตั้งแต่ปี 2529 และจำเลยที่ 2 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนของจำเลยที่ 1 เกินกว่า 2 ปีแล้ว ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์การประเมินของเจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1 ไม่ชอบ เพราะสินค้าที่เจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1 นำมาเปรียบเทียบนั้นเป็นสินค้าคนละประเภทคนละชนิดกับสินค้าของจำเลยที่ 1 และนำเข้าคนละช่วงเวลา การเรียกเก็บเงินเพิ่มตามมาตรา 112 ตรีเป็นการไม่ชอบ เพราะอธิบดีหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมายไม่ได้มีคำสั่งให้เรียกเก็บเงินเพิ่มจากจำเลย และฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม โดยมิได้บรรยายว่าสินค้ารายการใดเพิ่มขึ้นเท่าใดขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินภาษีอากรจำนวน 106,233.37 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนจากต้นเงินอากรขาเข้า 34,520.76 บาทเป็นรายเดือน

นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ที่บรรยายว่าราคาสินค้าที่จำเลยสำแดงไว้คือกระจกส่องหลังพนักพิงหลังและแผ่นรองพื้น เป็นราคาต่ำกว่าราคาแท้จริงในท้องตลาด พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 จึงประเมินราคาสินค้าและภาษีอากรใหม่รวม 3 รายการ เพิ่มขึ้นเป็นเงิน 86,434.26 บาท มีรายละเอียดตามสำเนาใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าท้ายฟ้อง สำเนาเอกสารดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องมีข้อความระบุไว้ว่า ประเมินราคาสินค้าแต่ละรายการเพิ่มขึ้นเท่าใด คิดเป็นอากรขาเข้าและภาษีการค้าจำนวนเท่าใดคำฟ้องโจทก์แจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับแล้วฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุมส่วนที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า

การประเมินราคากระจกส่องหลังพนักพิงหลัง และแผ่นรองพื้นเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น โจทก์มีนางสมฤดีมาเบิกความว่า เป็นผู้ประเมินราคากระจกส่องหลัง โดยใช้บัตรราคาที่กองวิเคราะห์ราคาเป็นผู้จัดทำโดยเก็บข้อมูลราคาสินค้าประเภทเดียวกันจากการที่มีผู้นำเข้ารายอื่นเคยสำแดงไว้โดยได้จัดทำขึ้นเมื่อปี 2524 แต่เนื่องจากราคาตามบัตรราคาดังกล่าวเป็นสินค้าสำหรับโซนยุโรป ส่วนสินค้าพิพาทมีแหล่งกำเนิดในโซนเอเซีย จึงลดเปอร์เซ็นต์ให้ตามกฎเกณฑ์ที่กรมศุลกากรกำหนดไว้ ซึ่งจำได้ว่าลดให้มากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์เห็นว่า บัตรราคาเป็นเอกสารภายในที่โจทก์ทำขึ้น บุคคลภายนอกไม่อาจทราบได้ ทั้งมีข้อความส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษไม่มีคำแปลเป็นภาษาไทย

นอกจากนี้โจทก์มิได้นำสืบถึงรายละเอียดของสินค้าตามเอกสารดังกล่าวว่า เป็นชนิดและขนาดเล็กหรือใหญ่เพียงใด มีลักษณะอย่างไร เหมือนหรือแตกต่างกันหรือไม่ และราคาเป็นเงินไทยเท่าใด นำเข้าโดยใคร เมื่อใด เวลาเดียวกันหรือใกล้เคียงกันขนาดไหน การที่ นางสมฤดีเบิกความว่า สินค้าตามบัตรราคาเป็นสินค้าสำหรับโซนยุโรป แต่สินค้ารายพิพาทมีแหล่งกำเนิดในโซนเอเซียนั้นแสดงให้เห็นว่าเป็นสินค้าต่างแหล่งกำเนิดกัน เมื่อโจทก์ไม่นำสืบให้ได้ความดังกล่าวจึงไม่อาจนำราคาสินค้าตามบัตรราคามาใช้เป็นเกณฑ์ประเมินราคากระจกส่องหลังพิพาทได้ ส่วนพนักพิงหลังและแผ่นรองพื้นนางสุนีย์เบิกความว่า จำเลยได้สำแดงราคาสินค้าพนักพิงหลังและแผ่นรองพื้นต่ำกว่าราคาที่ผู้นำเข้ารายอื่นเคยนำเข้าโดยจำเลยสำแดงราคาพนักพิงหลังในอัตราชุดละ 40 กว่าบาท

สำแดงราคาแผ่นรองพื้นชุดละ 30 กว่าบาท แต่ตรวจสอบแล้วพบว่าสินค้าทั้งสองรายการมีผู้นำเข้ารายอื่นสำแดงราคาไว้ในอัตราชุดละ50 บาท เท่ากัน จึงกำหนดราคาสินค้าเป็น 50 บาท ต่อ 1 ชุดทั้งสองรายการ เห็นว่าพยานโจทก์ดังกล่าวไม่ได้ระบุว่าผู้นำเข้ารายอื่นนั้นคือใคร นำเข้าเมื่อใด ในเวลาเดียวกันหรือใกล้เคียงกันขนาดไหนและนางสุนีย์ยังเบิกความว่า สำหรับสินค้าที่ผู้นำเข้ารายอื่นนำเข้ามาโดยสำแดงราคา 50 บาทต่อชุด ซึ่งพยานนำมาเปรียบเทียบกับสินค้ารายพิพาท จะปรากฎอยู่ในใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ใดจำไม่ได้ เนื่องจากพยานได้ย้ายจากด่านศุลกากรท่าอากาศยานกรุงเทพฯ มานานแล้ว และได้มีการย้ายที่ทำการด่านท่าอากาศยานดังกล่าวทำให้ไม่สามารถค้นหาเอกสารรายนี้ได้

พยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความลอย ๆ ปราศจากพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ฉะนั้นการที่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสืบให้ฟังได้ว่า สินค้าพิพาททั้งสามรายการที่จำเลยที่ 1 นำเข้ามีราคาตามที่กล่าวอ้างในฟ้อง จึงไม่อาจถือเอาราคาตามที่เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ทำการประเมินราคาสินค้าของจำเลยที่ 1 เพิ่มตามฟ้องเป็นราคาอันแท้จริงในท้องตลาด การประเมินภาษีอากรเพิ่มเติมสำหรับใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าตามฟ้องจึงเป็นการไม่ชอบอนึ่ง

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดโดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ในจำนวนภาษีอากรและเงินเพิ่มภาษีอากรต่าง ๆ ตามฟ้อง เป็นการฟ้องให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้จำเลยที่ 2 จะอุทธรณ์เพียงผู้เดียวเมื่อฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง เนื่องจากโจทก์ประเมินภาษีอากรเพิ่มเติมสำหรับใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าตามฟ้องไม่ชอบ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรพ.ศ. 2528 มาตรา 29พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปราโมทย์ บุนนาค · นิเวศน์ คำผอง · สุวรรณ ตระการพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้