Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2524 (เลขอ้างอิง 35404)

พ.ศ. 2524 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลได้พิพากษาคดีไปตามยอม ให้โจทก์จำเลยตกลงการเช่ากันใหม่เมื่อครบกำหนดตามสัญญา แต่โจทก์จำเลยตกลงกันไม่ได้ โจทก์ไม่ผิดสัญญา จำเลยไม่มีสิทธิฟ้องแย้งให้โจทก์ต้องให้จำเลยเช่าต่อไป

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองสำนวนพร้อมด้วยบริวารออกจากห้องพิพาท ให้ใช้ค่าเสียหายสำนวนละ 28,800 บาท พร้อมดอกเบี้ย และค่าเสียหายเดือนต่อไปเดือนละ 600 บาท

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทนเดือนละ 600 บาทนับแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2517 ถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม 2521 พร้อมดอกเบี้ย

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองสำนวนฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "จำเลยฎีกาว่า สัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์จำเลยได้ทำกันไว้เป็นคำมั่นจะให้เช่า และก่อนครบกำหนด 12 ปีตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยทั้งสองได้แสดงความจำนงขอเช่าไปยังโจทก์แล้ว และทั้งสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนี้ศาลได้พิพากษาคดีไปตามยอมแล้ว โจทก์จำเลยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติไปตามคำพิพากษาของศาลคือโจทก์ต้องมีหน้าที่ให้จำเลยเช่าต่อไปแต่โจทก์กลับไม่ให้จำเลยเช่าและใช้สิทธิฟ้องจำเลย เป็นการผิดสัญญา จำเลยย่อมมีสิทธิฟ้องโจทก์ได้ การที่ศาลยกฟ้องแย้งจำเลยจึงไม่ชอบศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว สัญญาประนีประนอมยอมความที่จำเลยทั้งสองอ้างมีข้อความดังนี้ข้อ 1. จำเลย (หมายถึงโจทก์คดีนี้)

ยอมให้โจทก์ (หมายถึงจำเลยคดีนี้)ทุกสำนวนมีสิทธิอยู่ในตึกแถวพิพาทกันแต่ละสำนวนนั้นต่อไปโดยเสียค่าเช่าในอัตราเดิม เป็นระยะเวลา 12ปีครึ่ง นับแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้อ 2 โจกท์ (หมายถึงจำเลยคดีนี้) หรือผู้รับมอบมรดกของโจทก์แต่ละสำนวนมีสิทธิที่จะโอนการเช่าตึกพิพาทไปยังบุคคลอื่นได้ภายในระยะเวลาตามข้อ 1 โดยในการโอนนั้นจะต้องให้เงินแก่จำเลย (หมายถึงโจทก์คดีนี้) ร้อยละ 10 ของยอดสุทธิเงินที่ได้จากการโอนนั้นข้อ 3. เมื่อครบกำหนดตามข้อ 1 แล้ว โจทก์ (หมายถึงจำเลยคดีนี้) มีสิทธิจะขอเช่าอยู่ต่อไปได้ก่อนผู้ขอเช่าคนอื่นโดยจะต้องเสียค่าเช่าแก่จำเลย (หมายถึงโจทก์คดีนี้) ตามอัตราท้องตลาดที่ผู้อื่นเช่าทั่วไปในขณะนั้นข้อ 4.

กำหนดระยะเวลาข้อ 1 นั้น หากโจทก์ (หมายถึงจำเลยคดีนี้) ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าแก่จำเลย 3 คราวติด ๆ กัน ให้ถือว่าข้อสัญญานั้นเป็นอันเลิกกัน ข้อ 5. ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความเป็นอันพับกันไป ข้อเรียกร้องของโจทก์ (จำเลยคดีนี้) ตามคำขอท้ายฟ้องอื่น ๆ โจทก์ไม่ติดใจต่อไปศาลฎีกาเห็นว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 3 ซึ่งมีข้อความว่าเมื่อครบกำหนดตามข้อ 1 แล้วโจทก์ (หมายถึงจำเลย) มีสิทธิที่จะขอเช่าอยู่ต่อไปก่อนผู้ขอเช่าคนอื่นโดยจะต้องเสียค่าเช่าแก่จำเลย (คือโจทก์คดีนี้) ตามอัตราท้องตลาดที่ผู้อื่นเช่าทั่วไปในขณะนั้นนั้น เป็นเพียงข้อตกลงที่ให้โอกาสผู้เช่าทำการต่อสัญญาได้เท่านั้น ทั้งนี้โดยโจทก์จำเลยจะต้องทำสัญญาเช่ากันใหม่

กำหนดเวลาเช่าใหม่ และกำหนดอัตราค่าเช่ากันใหม่ตามอัตราท้องตลาดในขณะนั้น ข้อตกลงที่โจทก์ให้โอกาสจำเลยดังกล่าว จึงมิใช่เป็นคำมั่นจะให้เช่าของโจทก์ดังที่จำเลยกล่าวอ้าง ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่าก่อนครบกำหนด 12 ปีครึ่งตามข้อตกลง จำเลยทั้งสองได้แสดง ความจำนงขอเช่าตึกแถวห้องพิพาทไปยังโจทก์แต่โจทก์ไม่ยอมรับเนื่องจากจำเลยเสนอให้ค่าเช่าแก่โจทก์น้อยไปไม่ใช่เป็นอัตราท้องตลาดที่ผู้อื่นเช่าทั่วไป โจทก์กับจำเลยจึงไม่สามารถทำความตกลงกันได้ ฉะนั้น การเช่าใหม่ระหว่างโจทก์จำเลยจึงไม่เกิดขึ้น ที่จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่าสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนี้ศาลได้พิพากษาคดีไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว โจทก์จำเลยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติ คือโจทก์ต้องให้จำเลยเช่าต่อไป

ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลได้พิพากษาคดีไปตามยอมให้โจทก์จำเลยตกลงการเช่ากันใหม่แต่โจทก์จำเลยตกลงกันไม่ได้ โจทก์ไม่ผิดสัญญา จำเลยไม่มีสิทธิฟ้องแย้งสัญญาเช่าตึกแถวห้องพิพาทมีกำหนด 12 ปีครึ่ง นับแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2504 จึงครบกำหนดการเช่าวันที่ 3 มิถุนายน 2517 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตร 564 และต่อมาโจทก์ได้บอกเลิกข้อตกลงในเรื่องการเช่ากับจำเลยอีกแล้ว จำเลยทั้งสองจึงอยู่ในตึกพิพาทฐานละเมิดตั้งแต่วันครบกำหนดตามคำบอกกล่าวของโจทก์เป็นต้นมา โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สำเนียง ด้วงมหาสอน · สนิท อังศุสิงห์ · ศักดิ์ สนองชาติ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้