Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3536/2528

พ.ศ. 2528 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันดำเนินกิจการจัดหาเงินจากประชาชนและให้กู้ยืมเงินในระยะสั้นเป็นทางค้าปกติโดยรับเงินจากประชาชนแล้วออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้เจ้าของเงินไว้รวม 70 รายการ และยังให้บริษัทเงินทุน 2 บริษัทกู้ยืมเงินไป โดยจำเลยรับซื้อตั๋วสัญญาใช้เงิน อีก 6 รายการเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจเงินทุน ฯ พ.ศ.2522. จำเลยทั้งสี่ยอมให้การรับสารภาพไม่ต่อสู้คดี และมิได้ นำพยานหลักฐานเข้านำสืบหักล้างข้อเท็จจริงดังกล่าว การที่จำเลยฎีกาว่าไม่มีเจตนากระทำความผิดอีกย่อมรับฟังไม่ได้ บริษัทจำเลยที่ 1 กระทำความผิดซึ่งจะต้องรับโทษตามมาตรา 71 พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุนฯ จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1 จะต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ เช่นเดียวกับบริษัทจำเลยที่ 1 เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดของบริษัทจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 71 พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุนฯ บัญญัติให้ลงโทษผู้ฝ่าฝืนไว้ 2 ขั้น คือเมื่อลงมือกระทำผิดต้องถูกลงโทษขั้นแรกจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และตลอดเวลาที่กระทำความผิดจะต้องถูกลงโทษในขั้นที่สองอีกโดยปรับไม่เกินวันละห้าพันบาทโดยไม่คำนึงว่าจะเป็นความผิดกรรมเดียวกันหรือไม่ก็ตาม

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.อ. มาตรา 15 ป.วิ.พ. มาตรา 249 พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 4 พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 11 พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 71 พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 78

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ เป็นกรรมการ จำเลยที่ ๑ มีวัตถุประสงค์ในการกู้ยืมเงิน ให้กู้ยืมและอื่น ๆ แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเงินทุน เมื่อระหว่างวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๒๔ เวลากลางวันถึงวันที่ ๗ มกราคม ๒๕๒๕ เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับเงินจากประชาชนโดยการออกตั๋วสัญญาใช้เงินแก่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของเงินรวม ๗๐ รายการ เป็นเงินทั้งสิ้น ๕,๘๖๓,๐๙๒ บาท และเมื่อระหว่างวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๒๔ เวลากลางวันจนถึงวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๒๕ เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสี่ร่วมให้กู้ยืมเงินระยะสั้นแก่บริษัทเงินทุนเยาวราช จำกัด และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์อาทรทรัสท์

จำกัด โดยจำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับตั๋วสัญญาใช้เงินจากบริษัทเงินทุนทั้งสองดังกล่าวรวม ๖ รายการ เป็นเงิน ๗,๕๐๐,๐๐๐ บาท การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการประกอบธุรกิจเงินทุนประเภทกิจการเงินทุนเพื่อการพาณิชย์ โดยจำเลยมิใช่บริษัทเงินทุน และโดยมิได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เหตุเกิดที่แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓, ๘๓ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๑๑, ๗๑ และ ๗๘ ริบของกลาง

จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๓, ๘๓ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๑๑ และ ๗๘ ให้ลงโทษตามมาตรา ๑๑, ๗๑ ปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๘,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ คนละ ๔ เดือนและปรับคนละ ๖,๐๐๐ บาท ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๔,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ คนละ ๒ เดือนและปรับคนละ ๓,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอ ๑ ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ ของกลางไม่สมควรริบเพราะจำเลยได้รับอนุญาตให้ตั้งบริษัทถูกต้องในภายหลังแล้ว

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ คนละ ๑ ปี กับให้ปรับจำเลยทั้งสี่อีกคนละ ๒,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ คนละ ๑ ปี กับให้ปรับจำเลยทั้งสี่อีกคนละ ๒,๐๐๐ บาทต่อวันเป็นเวลา ๑๑๕ วัน รวมเป็นปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ คนละ ๑ ปี และปรับคนละ ๒๓๐,๐๐๐ บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๑๖๕,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ คนละ ๖ เดือน และปรับคนละ ๑๑๕,๐๐๐ บาท ไม่รอการลงโทษ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ สำหรับจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนมีกำหนด ๒ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสี่ฎีกาโดยผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันดำเนินกิจการจัดหาเงินจากประชาชนและให้กู้ยืมเงินในระยะสั้นเป็นทางค้าปกติโดยรับเงินจากประชาชนแล้วออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้เจ้าของเงินไว้รวม ๗๐ รายการ และยังให้บริษัทเงินทุน ๒ บริษัทกู้ยืมเงินไป โดยจำเลยรับซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินอีก ๖ รายการ เป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติดังกล่าว จำเลยทั้งสี่ยอมให้การรับสารภาพไม่ต่อสู้คดี และมิได้นำพยานหลักฐานเข้านำสืบหักล้างข้อเท็จจริงดังกล่าวแต่ประการใด การที่ฎีกาว่าไม่มีเจตนากระทำความผิดอีกย่อมรับฟังไม่ได้ ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่าจำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันกระทำความผิดจริงดังฟ้อง ตามมาตรา ๗๘ แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน

ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ บัญญัติไว้เป็นกรณีพิเศษว่า เมื่อผู้กระทำความผิดซึ่งต้องรับโทษตามมาตรา ๗๑ เป็นนิติบุคคล กรรมการของนิติบุคคลนั้น หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น ต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้นด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ มิได้พิสูจน์ในข้อที่กฎหมายกำหนดไว้เลย จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ จึงต้องรับโทษ ตามมาตรา ๗๑ แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุนฯ บัญญัติให้ลงโทษผู้ฝ่าฝืนไว้ ๒ ขั้น คือเมื่อลงมือกระทำผิดต้องถูกลงโทษขั้นแรกจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และตลอดเวลาที่กระทำความผิดจะต้องถูกลงโทษในขั้นที่สองอีกโดยปรับไม่เกินวันละห้าพันบาทโดยไม่คำนึงว่าจะเป็นความผิดกรรมเดียวกันหรือไม่ก็ตาม

ศาลอุทธรณ์ปรับบทกำหนดโทษของจำเลยทั้งสี่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่คดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่ายังไม่ปรากฏว่าผู้ที่มาติดต่อกู้ยืมเงินจากจำเลยหรือให้จำเลยกู้ยืมเงินถูกฉ้อโกงหรือได้รับความเสียหาย และตามหลักฐานที่จำเลยอ้างมีการคืนเงินแก่ลูกค้าไปเกือบครบจำนวนแล้ว ทั้งจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ดำเนินกิจการแทนจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นนิติบุคคลผู้ได้รับประโยชน์โดยตรง จึงสมควรกำหนดอัตราโทษให้เหมาะสมเสียใหม่

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ให้จำคุกจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ คนละ ๖ เดือน และปรับคนละ ๔๐,๐๐๐ บาท และให้ปรับจำเลยทั้งสี่อีกวันละ ๑,๐๐๐ บาทต่อคนเป็นเวลา ๑๑๕ วัน รวมโทษปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๒๑๕,๐๐๐ บาทจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ จำคุกคนละ ๖ เดือน และปรับคนละ ๑๖๕,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงปรับจำเลยที่ ๒ เป็นเงิน ๑๐๗,๕๐๐บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ คนละ ๓ เดือน และปรับคนละ ๘๒,๕๐๐ บาทถ้าไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ โดยกักขังแทนมีกำหนดคนละ ๑ ปี พิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ไม่ปรากฏว่าเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้โอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดีอีกครั้ง จึงให้รอการลงโทษจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ไว้มีกำหนด ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พจน์ บุญเลี้ยง · เสนอ ศรนิยม · ชวลิต นราลัย
ศาลล่าง
ศาลอาญา - นายวิน จันทร์เจริญ
ศาลอุทธรณ์ - นายพนม พ่วงภิญโญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5934/2534

คดีแรกศาลพิพากษาลงโทษจำเลยข้อหาฉ้อโกง จำคุก 4 ปี นับแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2528 คดีหลังศาลพิพากษาลงโทษจำเลยข้อหา ฉ้อโกงประชาชน ความผิดต่อ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจ หลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2545/2562

แม้การขออนุญาตปฏิบัติการอำพรางตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 7 เป็นมาตรการในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างหนึ่ง อันเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ซึ่งศาลมีอำนาจหยิบ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9346/2558

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ถนนที่จำเลยจอดรถมีสภาพมืดไม่มีแสงส่องสว่าง จำเลยไม่ได้เปิดโคมไฟเล็ก โคมไฟท้ายและโคมไฟส่องป้ายทะเบียนรถยนต์เพื่อเป็นสัญญาณให้ผู้ใช้ยานพาหนะเห็นรถที่จอดได้โดยชัดแจ้งในระยะไม่น้อยกว่าห…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5258/2558

การที่จำเลยกระทำการปลอมเอกสารใบรับฝากส่งไปรษณีย์ด่วนพิเศษของที่ทำการไปรษณีย์พิษณุโลก ด้วยการกรอกข้อความให้ปรากฏว่าเป็นการรับฝากส่งไปรษณีย์ด่วนพิเศษว่าได้ส่งไปตามหน่วยราชการต่าง ๆ แล้วอันเป็นเท็จ นั้น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6586/2557

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผลิตเมทแอมเฟตามีนด้วยการแบ่งบรรจุเป็นถุงย่อย ๆ ถุงละ 20 เม็ด 8 ถุง 10 เม็ด 5 ถุง 8 เม็ด 1 ถุง 4 เม็ด 1 ถุง 1 เม็ด 1 ถุง และมีอีก 10 เม็ด รวม 223 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 4.905 กร…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้