Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3532/2524

พ.ศ. 2524 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในเขตทางน้ำชลประทานโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยและให้จำเลยรื้อถอนโรงเรือนออกไปจากเขตชลประทานภายใน 1 เดือน คดีถึงที่สุด จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องรื้อถอนโรงเรือนซึ่งจำเลยรับว่าได้ปลูกสร้างรุกล้ำโดยผิดกฎหมายออกไปจำเลยจะอ้างสิทธิของบุคคลภายนอกมาเป็นข้อแก้ตัวในการไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาหาได้ไม่ เพราะเท่ากับเป็นการโต้แย้งว่าจำเลยมิได้ปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเขตทางน้ำชลประทานอันเป็นการโต้เถียงขัดกับข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติแล้ว แม้จะเป็นในชั้นบังคับคดีก็ไม่อาจกระทำได้ข้ออ้างของจำเลยมิใช่ข้อแก้ตัวอันดี

คำฟ้องและคำให้การ

คดีนี้สืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในเขตทางน้ำชลประทานโดยไม่รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พ.ศ. ๒๔๘๕ มาตรา ๒๓, ๓๗, ฯลฯ ให้จำเลยรื้อโรงเรือนออกไปจากเขตชลประทานภายใน ๑ เดือนคดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โดยยังมิได้รื้อถอนโรงเรือนที่รุกล้ำออกไป ขอให้ออกหมายจับจำเลยมากักขังจนกว่าจะยอมปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้หมายเรียกจำเลยมาสอบถาม จำเลยมาศาลขอเวลารื้อถอนขนย้ายบ้านภายใน ๖ เดือนแล้ว ต่อมากลับอ้างว่า ที่ดินตรงที่จำเลยปลูกสร้างโรงเรือนเป็นของนายปุ๋ยจำเลยในคดีอาญาของศาลชั้นต้นอีกคดีหนึ่ง จำเลยเช่าที่ดินดังกล่าวจากนายปุ๋ยและศาลฎีกาพิพากษาคดีอาญาดังกล่าวโดยยังมิได้ชี้ขาดว่าที่ดินนั้นเป็นของนายปุ๋ยหรือเป็นของกรมชลประทาน จึงยังฟังไม่ได้แน่ว่าที่ดินนี้เป็นของผู้ใด

รูปคดีไม่มีประโยชน์ต่อโจทก์ที่จะบังคับคดีต่อไป ขอให้ยกคำขอของโจทก์ หรือทำการไต่สวนตามที่เห็นสมควร หรือสั่งให้โจทก์ไปดำเนินคดีเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดินของกรมชลประทานกับนายปุ๋ยเสียก่อน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๘ วรรคสี่ และวรรคห้า ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพและศาลพิพากษาถึงที่สุดแล้ว จำเลยอ้างสิทธิของบุคคลภายนอกมาใช้ยันเพื่อให้งดการบังคับคดีไม่ได้ให้จำเลยรื้อถอนโรงเรือนออกไปจากที่พิพาท หากไม่ปฏิบัติตามจะออกหมายจับ

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้อง จำเลยให้การรับสารภาพข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในเขตทางน้ำชลประทานโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้องลงโทษปรับจำเลย และให้จำเลยรื้อถอนโรงเรือนออกไปจากเขตชลประทานภายใน ๑ เดือน จำเลยมิได้อุทธรณ์ คดีเป็นอันถึงที่สุด ผลแห่งคำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันจำเลยผู้เป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๔๕ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ จำเลยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาคือรื้อถอนโรงเรือนออกไปจากเขตชลประทานซึ่งจำเลยรับว่าได้ปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำโดยผิดกฎหมาย จำเลยจะอ้างสิทธิของบุคคลภายนอกหรือเหตุอื่นใดอันมิใช่อำนาจพิเศษมาเป็นข้อแก้ตัวในการไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาส่วนนี้หาได้ไม่

การที่จำเลยอ้างว่าที่ดินที่จำเลยปลูกสร้างอาคารหรือโรงเรือนเป็นของนายปุ๋ย จำเลยเช่าที่ดินดังกล่าวจากนายปุ๋ย โจทก์ไม่อยู่ในฐานะที่จะขอบังคับให้จำเลยรื้อถอนออกไป เท่ากับเป็นการโต้แย้งว่าจำเลยมิได้ปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเขตทางน้ำชลประทานของกรมชลประทาน อันเป็นการโต้เถียงขัดกับข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติแล้วดังกล่าวข้างต้น ซึ่งแม้จะเป็นในชั้นบังคับคดีก็ไม่อาจกระทำเช่นว่านั้นได้กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘(๑)เมื่อจำเลยไม่มีสิทธิโต้แย้งฝ่าฝืนข้อเท็จจริงที่มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องแล้วเช่นนี้ ข้ออ้างของจำเลยจึงมิใช่ข้อแก้ตัวอันดี

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
กิติ บูรพรรณ์ · ชลูตม์ สวัสดิทัต · ประสม ศรีเจริญ
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - ศาลอุทธรณ์ - นายไพจิตร วิเศษโกสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้