Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3521/2564

พ.ศ. 2564 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2560 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม เพิ่มเติมครั้งที่ 4 มีข้อกำหนดให้เจ้าของเรือประมงและเรือที่เกี่ยวข้องกับการประมงและเรือสนับสนุนการประมงต้องนำเรือมาให้คณะทำงานตรวจเรือตรวจสอบและทำเครื่องหมายที่แสดงอัตลักษณ์เรือภายในเวลาที่กำหนด ต่อมามีประกาศกรมเจ้าท่า ที่ 101/2560 เรื่อง การตรวจสอบและทำเครื่องหมายที่แสดงอัตลักษณ์และการแจ้งรายการเกี่ยวกับเรือตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2560 โดยกำหนดให้เจ้าของ ผู้มีกรรมสิทธิ์หรือผู้ครอบครองเรือหรือผู้รับมอบอำนาจเจ้าของเรือตามรายชื่อแนบท้ายประกาศกรมเจ้าท่าฉบับนี้ อันรวมถึงจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของเรือมายื่นคำขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเรือและทำเครื่องหมายแสดงอัตลักษณ์หรือมาแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับเรือ จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของเรือแอลพีเอส 5 เรือมีน้ำหนัก 166 ตันกรอส ประเภทเรือกลเดินทะเลเฉพาะเขต ใช้บรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันที่มีจุดวาบไฟสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส ได้ทราบคำสั่งดังกล่าวแล้ว จำเลยจึงต้องมายื่นคำขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเรือและทำเครื่องหมายแสดงอัตลักษณ์เรือ หรือมาแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับเรือ การที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามเป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 10/2558 คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2560 ข้อ 5 ประกาศกรมเจ้าท่า ที่ 101/2560 ข้อ 2, 6 และประกาศกรมเจ้าท่า ที่ 103/2560 ข้อ 1, 5

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2560 ข้อ 5 วรรคเก้า ปรับ 322,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่ทางพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงปรับ 214,666.66 บาท ให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี คุมความประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในระยะเวลา 2 ปี กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่จำเลยและพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษากลับให้ยกฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้เป็นที่ยุติว่า จำเลยเป็นเจ้าของเรือแอลพีเอส 5 จดทะเบียนเรือประมงไว้กับกรมเจ้าท่าที่กรุงเทพมหานคร เลขทะเบียนเรือ 490000507 เรือมีความยาว 32.60 เมตร ความกว้าง 6.80 เมตร ความลึก 3.40 เมตร น้ำหนัก 166 ตันกรอส ประเภทเรือกลเดินทะเลเฉพาะเขต บรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันที่มีจุดวาบไฟสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2558 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติออกคำสั่ง ที่ 10/2558 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม เพื่อแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าสัตว์น้ำของประเทศไทยในอนาคตและความมั่นคงของประเทศไทยในภาพรวม และวันที่ 4 เมษายน 2560 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติออกคำสั่ง ที่ 22/2560 เรื่อง

การแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมายขาดการรายงาน และไร้การควบคุม เพิ่มเติมครั้งที่ 4 มีข้อกำหนดให้เจ้าของเรือประมงและเรือที่เกี่ยวข้องกับการประมงและเรือสนับสนุนการประมงต้องนำเรือมาให้คณะทำงานตรวจเรือตรวจสอบและทำเครื่องหมายที่แสดงอัตลักษณ์เรือภายในเวลาที่กำหนด ต่อมาวันที่ 14 มิถุนายน 2560 อธิบดีกรมเจ้าท่าออกประกาศกรมเจ้าท่า ที่ 101/2560 เรื่อง การตรวจสอบและทำเครื่องหมายที่แสดงอัตลักษณ์และการแจ้งรายการเกี่ยวกับเรือ ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2560 โดยมีรายชื่อเรือรวมทั้งเรือแอลพีเอส 5 ซึ่งจำเลยเป็นเจ้าของแนบท้ายประกาศกรมเจ้าท่าฉบับนี้ ให้มายื่นคำขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเรือและทำเครื่องหมายแสดงอัตลักษณ์หรือมาแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับเรือ ในระหว่างวันที่ 13 มิถุนายน 2560 ถึงวันที่ 18 มิถุนายน 2560 และวันที่ 20 มิถุนายน 2560 อธิบดีกรมเจ้าท่าออกประกาศกรมเจ้าท่า ที่ 103/2560 เรื่อง

การตรวจสอบและทำเครื่องหมายที่แสดงอัตลักษณ์ และการแจ้งรายการเกี่ยวกับเรือตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2560 เพิ่มเติมครั้งที่ 1 ขยายเวลาให้เจ้าของเรือหรือผู้ครอบครองเรือมายื่นคำขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเรือและทำเครื่องหมายแสดงอัตลักษณ์เรือ หรือมาแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับเรือเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ในระหว่างวันที่ 19 มิถุนายน 2560 ถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2560 จำเลยทราบคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 10/2558 และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2560 ตลอดจนประกาศกรมเจ้าท่า ที่ 101/2560 และที่ 103/2560 แล้ว ไม่ไปยื่นคำขอให้เจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่าดำเนินการตรวจสอบเรือและทำเครื่องหมายแสดงอัตลักษณ์เรือ หรือไปแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับเรือภายในวันที่ 21 มิถุนายน 2560 อันเป็นกำหนดเวลาตามประกาศของกรมเจ้าท่า

กรมเจ้าท่าจึงมอบอำนาจให้นายสุระศักดิ์ เจ้าพนักงานขนส่งชำนาญงาน ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลย ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นวันที่ 13 มิถุนายน 2560 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ออกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดประเภทของเรือสนับสนุนการประมง มีผลบังคับใช้วันที่ 22 มิถุนายน 2560 และวันที่ 20 กันยายน 2560 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ออกประกาศเรื่อง กำหนดประเภทของเรือสนับสนุนการประมง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 โดยตามประกาศข้อ 1 กำหนดไว้ว่า ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสอง วรรคสามและวรรคสี่ ของข้อ 1 แห่งประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดประเภทของเรือสนับสนุนการประมง พ.ศ.2560 ลงวันที่ 13 มิถุนายน

พ.ศ.2560 "ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่เรือบรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมัน ดังนี้ (1) เรือบรรทุกน้ำมันเตา..." คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำมาสืบฟังได้ว่า เรือแอลพีเอส 5 ของจำเลยเป็นเรือกลเดินทะเลเฉพาะเขต ประเภทการใช้ บรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันที่มีจุดวาบไฟสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส มีน้ำหนัก 166 ตันกรอส ซึ่งเป็นเรือที่มีขนาดตั้งแต่สามสิบตันกรอสแต่ไม่เกินหนึ่งพันตันกรอส และเป็นเรือบรรทุกน้ำมันเพื่อสนับสนุนการประมงที่อยู่ในหลักเกณฑ์ต้องนำเรือไปยื่นคำขอให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบเรือและทำเครื่องหมายแสดงอัตลักษณ์เรือภายในวันที่ 21 มิถุนายน 2560 ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2560 ประกาศกรมเจ้าท่า ที่ 101/2560 และประกาศกรมเจ้าท่า ที่ 103/2560 จำเลยทราบคำสั่งและประกาศดังกล่าวแล้ว

ไม่มายื่นคำขอให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบเรือและทำเครื่องหมายแสดงอัตลักษณ์เรือหรือมาแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับเรือให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดดังกล่าว จำเลยจึงมีความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติออกคำสั่ง ที่ 22/2560 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม เพิ่มเติมครั้งที่ 4 มีข้อกำหนดให้เจ้าของเรือประมงและเรือที่เกี่ยวข้องกับการประมงและเรือสนับสนุนการประมงต้องนำเรือมาให้คณะทำงานตรวจเรือตรวจสอบและทำเครื่องหมายที่แสดงอัตลักษณ์เรือภายในเวลาที่กำหนดตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

ต่อมาวันที่ 14 มิถุนายน 2560 อธิบดีกรมเจ้าท่าออกประกาศกรมเจ้าท่า ที่ 101/2560 เรื่อง การตรวจสอบและทำเครื่องหมายที่แสดงอัตลักษณ์และการแจ้งรายการเกี่ยวกับเรือ ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2560 โดยกำหนดให้เจ้าของ ผู้มีกรรมสิทธิ์หรือผู้ครอบครองเรือหรือผู้รับมอบอำนาจเจ้าของเรือตามรายชื่อแนบท้ายประกาศกรมเจ้าท่าฉบับนี้ อันรวมถึงจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของเรือแอลพีเอส 5 มายื่นคำขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเรือและทำเครื่องหมายแสดงอัตลักษณ์หรือมาแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับเรือในระหว่างวันที่ 13 มิถุนายน 2560 ถึงวันที่ 18 มิถุนายน 2560 และวันที่ 20 มิถุนายน 2560 อธิบดีกรมเจ้าท่าออกประกาศกรมเจ้าท่า ที่ 103/2560 เรื่อง

การตรวจสอบและทำเครื่องหมายที่แสดงอัตลักษณ์ และการแจ้งรายการเกี่ยวกับเรือตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2560 เพิ่มเติมครั้งที่ 1 ขยายเวลาให้เจ้าของเรือหรือผู้ครอบครองเรือมายื่นคำขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเรือและทำเครื่องหมายแสดงอัตลักษณ์เรือ หรือมาแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับเรือเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ในระหว่างวันที่ 19 มิถุนายน 2560 ถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2560 จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของเรือแอลพีเอส 5 จดทะเบียนเรือประมงไว้กับกรมเจ้าท่าที่กรุงเทพมหานคร เลขทะเบียนเรือ 490000507 เรือมีน้ำหนัก 166 ตันกรอส ประเภทเรือกลเดินทะเลเฉพาะเขต ใช้บรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันที่มีจุดวาบไฟสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส ตามสำเนาใบทะเบียนเรือไทย

ได้ทราบคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 10/2558 และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2560 ตลอดจนประกาศกรมเจ้าท่า ที่ 101/2560 และที่ 103/2560 แล้ว ไม่ได้นำเรือไปยื่นคำขอให้เจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่าดำเนินการตรวจสอบเรือและทำเครื่องหมายแสดงอัตลักษณ์เรือ หรือไปแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับเรือภายในวันที่ 21 มิถุนายน 2560 และนายพิษณุ นักวิชาการขนส่งประจำสำนักมาตรฐานเรือ กรมเจ้าท่า พยานโจทก์เบิกความว่า ตามข้อมูลทะเบียนเรือแอลพีเอส 5 เป็นเรือประเภทเรือกลเดินทะเลเฉพาะเขตและใช้บรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันที่มีจุดวาบไฟมีอุณหภูมิสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส ผลิตภัณฑ์น้ำมันที่มีจุดวาบไฟมีอุณหภูมิสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส

เช่น น้ำมันดีเซล เรือแอลพีเอส 5 ถือเป็นเรือสนับสนุนการประมงตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดประเภทเรือสนับสนุนเรือเพื่อการประมง พ.ศ.2560 จำเลยจึงต้องมายื่นคำขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเรือและทำเครื่องหมายแสดงอัตลักษณ์เรือ หรือมาแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับเรือ เช่นนี้ ที่จำเลยนำสืบว่า เรือแอลพีเอส 5 เป็นเรือกลเดินทะเลเฉพาะเขต ประเภทการใช้บรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันที่มีจุดวาบไฟสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส นั้น ใบอนุญาตใช้เรือแอลพีเอส 5 ระบุว่า เจ้าพนักงานอนุญาตให้ใช้เรือตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2560 ย่อมแสดงว่า วันที่ 21 มิถุนายน 2560 เรือแอลพีเอส 5 ยังเป็นเรือกลเดินทะเลเฉพาะเขต ประเภทการใช้งาน บรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันที่มีจุดวาบไฟสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส

มีน้ำหนัก 166 ตันกรอส ซึ่งเป็นเรือที่มีขนาดตั้งแต่สามสิบตันกรอสแต่ไม่เกินหนึ่งพันตันกรอส เจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ที่ว่า เรือแอลพีเอส 5 เป็นเรือสนับสนุนการประมงที่ต้องติดตั้งระบบติดตามเรือและอยู่ในหลักเกณฑ์ที่ต้องนำเรือไปให้กรมเจ้าท่าดำเนินการตรวจสอบ ส่วนที่จำเลยนำสืบว่า ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดประเภทเรือสนับสนุนเรือเพื่อการประมง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 ให้ยกเว้นเรือบรรทุกน้ำมันเตาว่าไม่เข้าข่ายเป็นเรือสนับสนุนการประมงตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดประเภทเรือสนับสนุนเรือเพื่อการประมง พ.ศ.2560 นั้น เป็นการประกาศ ณ วันที่ 20 กันยายน 2560 หลังประกาศกรมเจ้าท่า ที่ 103/2560 และหลังจากครบกำหนดระยะเวลาที่กรมเจ้าท่ากำหนดให้เจ้าของเรือนำเรือมาให้กรมเจ้าท่าตรวจสอบและทำเครื่องหมายแสดงอัตลักษณ์และการแจ้งรายการเกี่ยวกับเรือแล้ว และที่จำเลยนำสืบว่า

เรือแอลพีเอส 5 เป็นเรือกลเดินทะเลเฉพาะเขต ประเภทการใช้บรรทุกน้ำมันเตาได้รับการยกเว้นนั้น ใบสำคัญรับรองการตรวจเรือระบุว่า เจ้าพนักงานตรวจเรือได้ออกให้ ณ ที่ทำการสำนักมาตรฐานเรือ เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 ย่อมเท่ากับว่า เรือแอลพีเอส 5 ของจำเลยเริ่มเป็นเรือประเภทใช้งานบรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันเตาที่ได้รับการยกเว้น ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดประเภทเรือสนับสนุนเรือเพื่อการประมง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 ตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 หลังจากครบกำหนดวันที่ 21 มิถุนายน 2560 แล้วประมาณ 5 เดือน เช่นนี้ พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่อาจรับฟังได้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำมาสืบมีน้ำหนักฟังได้มั่นคงว่า การที่จำเลยไม่นำเรือแอลพีเอส 5 ซึ่งเป็นเรือกลเดินทะเลเฉพาะเขต

ประเภทการใช้ บรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันที่มีจุดวาบไฟสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส มาให้กรมเจ้าท่าตรวจสอบและทำเครื่องหมายแสดงอัตลักษณ์และการแจ้งรายการเกี่ยวกับเรือเป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นพิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชลิศร์ สวัสดิทัต · พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง · นิรัตน์ จันทพัฒน์
ศาลล่าง
ศาลอาญากรุงเทพใต้ - นายสุภชัย สุจริตวณิชพงศ์
ศาลอุทธรณ์ - นายสาธิต สุทธิสัตยารักษ์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
สว.(อ)96/2563
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้