Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3507/2550

พ.ศ. 2550 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทของ น. ฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกของ น. จากจำเลยทั้งสองโดยให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนการโอนที่ดินและนำมาแบ่งแยกเป็น 5 ส่วน แล้วโอนให้แก่โจทก์ทั้งสามคนละหนึ่งส่วนคิดเป็นเนื้อที่คนละ 2 งาน 71 ตารางวา จึงเป็นเรื่องโจทก์แต่ละคนใช้สิทธิฟ้องเรียกส่วนแบ่งทรัพย์มรดกจากจำเลยทั้งสองเฉพาะตัว โจทก์แต่ละคนชอบที่จะเสนอคดีต่อศาลได้โดยลำพัง แม้โจทก์ทั้งสามจะฟ้องคดีรวมกันมาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกต่างหากจากกัน เมื่อโจทก์ทั้งสามตีราคาที่ดินดังกล่าวเป็นเงิน 339,250 บาท และโจทก์ที่ 2 ขอให้โอนที่ดินแก่โจทก์ที่ 2 เพียง 1 ใน 5 ส่วน คิดเป็นเนื้อที่ 2 งาน 71 ตารางวา คิดเป็นเงิน 67,850 บาท เฉพาะโจทก์ที่ 2 จึงมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทซึ่งต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นบุตรของนายน้อย ชอุ่มภักดิ์ กับนางลาด ชอุ่มภักดิ์ ต่อมาปี 2482 นางลาดถึงแก่ความตาย นายน้อยได้นางเลี้ยว ชอุ่มภักดิ์ เป็นภริยา และมีบุตรด้วยกัน 6 คน รวมทั้งโจทก์ที่ 3 และจำเลยที่ 2 ด้วย วันที่ 1 มกราคม 2528 นายน้อยถึงแก่ความตาย นายน้อยมีทรัพย์สินเป็นมรดกคือที่ดินโฉนดที่ดิน 2171 และ 2173 ตำบลนาทุ่ง อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร ต่อมาวันที่ 13 มีนาคม 2535 นางเลี้ยวเป็นผู้จัดการมรดกของนายน้อยตามคำสั่งของศาล และได้ดำเนินการแบ่งแยกที่ดินโฉนดที่ 2171 ออกเป็น 5 แปลง ได้แก่ที่ดินโฉนดที่ 2171 และ 26573 ถึง 26576 วันที่ 6 กันยายน 2536 นางเลี้ยวขายที่ดินโฉนดที่ 26576 ให้แก่นายเกรียงศักดิ์

เลาหะวัฒน์ และวันที่ 25 ตุลาคม 2536 โอนมรดกที่ดินโฉนดที่ 26573 ให้นางสาวเอมอร ชอุ่มภักดิ์ และโอนที่ดินโฉนดที่ 26574 ให้นางสาวกลอยใจ ชอุ่มภักดิ์ วันที่ 13 กันยายน 2539 นางเลี้ยวถึงแก่ความตายโดยยังจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกของนายน้อยไม่เสร็จสิ้น ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้เป็นผู้จัดการมรดกของนายน้อยตามคำสั่งของศาลในวันที่ 26 ธันวาคม 2540 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายน้อยโอนที่ดินโฉนดที่ดิน 2171 ให้แก่จำเลยที่ 2 และวันที่ 5 มกราคม 2541 โอนที่ดินโฉนดที่ 2173 และโฉนดที่ 26575 ให้แก่นางสาววราภรณ์ ชอุ่มภักดิ์ การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายน้อยโอนที่ดินโฉนดที่ 2171 เป็นของตนเองโดยไม่แบ่งปันให้แก่ทายาทซึ่งยังไม่ได้รับมรดกอีก 4 คน

คือโจทก์ทั้งสามและนางสาวเทวีรัตน์ ชอุ่มภักดิ์ เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองเพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดที่ 2171 ตำบลนาทุ่ง อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร และนำมาแบ่งแยกเป็น 5 ส่วน แล้วโอนให้แก่โจทก์ทั้งสามคนละหนึ่งส่วนคิดเป็นเนื้อที่คนละ 2 งาน 71 ตารางวา โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ทั้งสามกับจำเลยทั้งสองและทายาทอื่นตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกกันแล้ว โดยโจทก์ที่ 2 ได้รับส่วนแบ่งมรดกเป็นที่ดินโฉนดที่ 6594 ตำบลนาทุ่ง อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร เนื้อที่ 3 ไร่เศษ ส่วนโจทก์ที่ 3 ได้รับส่วนแบ่งเป็นที่ดินโฉนดที่ 25898 ตำบลนาทุ่ง อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร เนื้อที่ 4 ไร่เศษไปแล้ว และโจทก์ที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความสละมรดกให้ไว้แก่จำเลยทั้งสอง ส่วนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 และทายาทอื่นแสดงออกโดยชัดแจ้งว่าจะไม่ขอรับมรดกอีกโดยทำหนังสือสละมรดกไว้ จำเลยที่ 2 รับโอนและเข้าครอบครองที่ดินโฉนดที่ 2171 ตำบลนาทุ่ง อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร โดยสุจริต ทายาททุกคนให้ความยินยอม โดยครอบครองเพียงผู้เดียวนับแต่นายน้อยเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเมื่อปี 2528 ทายาทอื่นไม่เคยเกี่ยวข้อง คดีโจทก์จึงขาดอายุความ 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกตาย และที่ดินโฉนดที่ 2171 เป็นสินสมรสของนายน้อยและนางเลี้ยวจะแบ่งเป็น 5 ส่วนไม่ได้ ทั้งมีทายาท 8 คน จะต้องแบ่งให้คนละ 1 ใน 8 ส่วน ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะโจทก์ที่ 1 จากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองดำเนินการเพิกถอนการโอนที่ดินตามโฉนดที่ 2171 ตำบลนาทุ่ง อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร ระหว่างจำเลยทั้งสอง หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองแล้วให้จำเลยที่ 1 นำมาแบ่งเป็น 5 ส่วน โดยให้โจทก์ที่ 2 รับไป 1 ใน 5 ส่วน แต่ต้องไม่เกิน 2 งาน 71 ตารางวา ยกฟ้องโจทก์ที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 โจทก์ที่ 3 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งอนุญาตให้นายมนต์ชัย พลวารินทร์ เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้ว่า ให้ยกฟ้องสำหรับโจทก์ที่ 2 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลที่ชำระเกิน 3,390 บาท ให้แก่จำเลยทั้งสอง โจทก์ที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทของนายน้อย ชอุ่มภักดิ์ ฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกของนายน้อยจากจำเลยทั้งสองโดยให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดที่ 2171 ตำบลนาทุ่ง อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร และนำมาแบ่งแยกเป็น 5 ส่วน แล้วโอนให้แก่โจทก์ทั้งสามคนละหนึ่งส่วนคิดเป็นเนื้อที่คนละ 2 งาน 71 ตารางวา ดังนี้ จึงเป็นเรื่องโจทก์แต่ละคนใช้สิทธิฟ้องเรียกส่วนแบ่งทรัพย์มรดกจากจำเลยทั้งสองเฉพาะตัว โจทก์แต่ละคนชอบที่จะเสนอคดีต่อศาลได้โดยลำพัง แม้โจทก์ทั้งสามจะฟ้องคดีรวมกันมาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกต่างหากจากกัน เมื่อโจทก์ทั้งสามตีราคาที่ดินดังกล่าวเป็นเงิน 339,250 บาท และโจทก์ที่ 2 ขอให้โอนที่ดินแก่โจทก์ที่ 2 เพียง 1 ใน 5 ส่วน

คิดเป็นเนื้อที่ 2 งาน 71 ตารางวา คิดเป็นเงินเท่ากับ 67,850 บาท เฉพาะโจทก์ที่ 2 จึงมีราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทซึ่งต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ที่ 2 ไม่เคยได้รับทรัพย์มรดกของนายน้อย ไม่เคยตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดก และไม่เคยทำหนังสือสละมรดกนั้น ล้วนเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ที่ 2 มาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ที่ 2 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้โจทก์ที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พินิจ บุญชัด · สมศักดิ์ ตันติภิรมย์ · พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้