Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 35/2513

พ.ศ. 2513 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้ตามกรมธรรม์ประกันภัยจะระบุไว้ว่า ในกรณีทรัพย์ที่เอาประกันภัยต้องวินาศภัย ถ้าเกิดความเห็นแตกต่างกันในจำนวนวินาศภัยหรือเสียหายให้ตั้งอนุญาโตตุลาการชี้ขาดเสียก่อน แต่เมื่อทรัพย์ที่เอาประกันภัยถูกเพลิงไหม้เสียหายหมดสิ้น ก็หาจำต้องมีการเสนอตั้งอนุญาโตตุลาการเพื่อชี้ขาดจำนวนวินาศภัยหรือเสียหายไม่เมื่อทรัพย์ที่เอาประกันภัยถูกเพลิงไหม้และผู้รับประโยชน์มีหนังสือแจ้งให้ผู้รับประกันภัยทราบผู้รับประกันภัยกลับเพิกเฉย ไม่ยอมทำความตกลงหรือเสนอขอตั้งอนุญาโตตุลาการแต่อย่างใด ดังนี้ เท่ากับผู้รับประกันภัยปฏิเสธความรับผิดของตนโดยสิ้นเชิง ผู้รับประโยชน์ย่อมมีสิทธิฟ้องผู้รับประกันภัยได้โดยไม่จำต้องเสนอขอตั้งอนุญาโตตุลาการเสียก่อนในกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งผู้เอาประกันภัยทำไว้กับจำเลยผู้รับประกันภัยระบุให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ เมื่อทรัพย์ที่เอาประกันภัยถูกเพลิงไหม้เสียหายหมดสิ้น และโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้แสดงเจตนาแก่จำเลย โดยมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทราบแล้วว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาตามกรมธรรม์นั้น สิทธิของโจทก์ย่อมเกิดมีขึ้นตั้งแต่เวลาที่แสดงเจตนาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 ผู้เอาประกันภัยและจำเลยหาอาจจะเปลี่ยนแปลงหรือระงับสิทธินั้นในภายหลังได้ไม่ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 375

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า นายชำนิ ชีพธรรม ลูกหนี้เบิกเงินเกินบัญชีของโจทก์ ได้ประกันวินาศภัยโรงแรมและเฟอร์นิเจอร์ไว้กับจำเลยเป็นเงิน 300,000 บาทและโอนสิทธิการรับผลประโยชน์ให้โจทก์รับ ต่อมาเกิดอัคคีภัยไหม้ทรัพย์ที่เอาประกันเสียหายหมด โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยจ่ายเงิน แต่จำเลยเพิกเฉยจึงขอให้ศาลบังคับจำเลยต่อสู้ว่า โจทก์จะเป็นผู้รับประโยชน์หรือไม่ ไม่รับรองเมื่อเกิดอัคคีภัย โจทก์หรือนายชำนิมิได้ทำรายการแจ้งให้จำเลยทราบภายใน 15 วันตามกรมธรรม์ และมิได้แจ้งรายละเอียดทรัพย์สินที่เสียหาย ซึ่งจะทำให้มีการคำนวณค่าเสียหาย เพราะทรัพย์มิได้เสียหายหมดสิ้น เป็นการผิดเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์ และผู้เอาประกันภัยต้องตกลงกับจำเลยก่อน หากไม่ตกลงกันต้องเสนอตั้งอนุญาโตตุลาการชี้ขาดข้อพิพาท

ถ้าไม่พอใจจึงจะมีสิทธิฟ้องศาล นอกจากนี้นายชำนิยังแจ้งกับจำเลยขอเพิกถอนสิทธิที่จะให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์จำเลยจึงไม่มีหน้าที่จ่ายเงินแก่ผู้ใดศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 300,000 บาทแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาต่อมาข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า นายชำนิได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคารโจทก์ในวงเงิน 200,000 บาท โดยมอบอาคารโรงแรมเป็นประกัน และนายชำนิได้ทำสัญญาประกันวินาศภัยอาคารโรงแรมพร้อมด้วยเฟอร์นิเจอร์ไว้กับจำเลยเป็นเงิน 300,000 บาท โดยระบุให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์จากกรมธรรม์ดังกล่าว ต่อมาได้เกิดเพลิงไหม้ตลาด และลุกลามไหม้ทรัพย์ที่เอาประกันนั้น

มีปัญหาว่า จำเลยจะต้องชำระเงินให้โจทก์ตามสัญญากรมธรรม์ประกันภัยหรือไม่ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าทรัพย์ที่เอาประกันภัยได้ถูกเพลิงไหม้เสียหายทั้งหมด มิใช่เสียหายเพียงบางส่วนดังจำเลยต่อสู้และฎีกาและหลังจากเกิดเพลิงไหม้แล้วเพียง 10 วัน โจทก์ได้แจ้งถึงความเสียหายให้จำเลยทราบตามข้อสัญญาในกรมธรรม์ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า เมื่อทรัพย์ที่เอาประกันภัยไว้ได้เสียหายหมดสิ้น กรณีก็หาต้องมีการเสนอตั้งอนุญาโตตุลาการเพื่อชี้ขาดเกี่ยวกับค่าวินาศภัยหรือเสียหายตามกรมธรรม์ข้อ 18 ไม่ทั้งเมื่อได้แจ้งเรื่องเพลิงไหม้ให้จำเลยทราบ จำเลยก็เพิกเฉย ซึ่งเท่ากับจำเลยปฏิเสธความรับผิดของตนโดยสิ้นเชิง ไม่ยอมมาทำความตกลงหรือขอตั้งอนุญาโตตุลาการแต่อย่างใด

โจทก์จึงย่อมมีสิทธิฟ้องจำเลยได้โดยมิต้องปฏิบัติตามกรมธรรม์ข้อ 18กรมธรรม์ประกันวินาศภัยซึ่งนายชำนิทำไว้กับจำเลย ได้ระบุไว้ว่า ผลประโยชน์อันจะพึงได้รับจากกรมธรรม์ กรณีเกิดการชดใช้ค่าเสียหายในระหว่างอายุสัญญา ให้ธนาคารโจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ เมื่อเกิดเพลิงไหม้ขึ้นแก่ทรัพย์ที่นายชำนิเอาประกันภัยไว้กับจำเลยจนหมดสิ้น และโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้แสดงเจตนาแก่จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ โดยมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทราบแล้วว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาตามกรมธรรม์นั้น สิทธิของโจทก์ย่อมเกิดมีขึ้นตั้งแต่เวลาที่แสดงเจตนาดังกล่าวแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นว่านายชำนิและจำเลยหาอาจเปลี่ยนแปลงหรือระงับสิทธินั้นในภายหลังได้ไม่ ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374, 375 นั้น การที่นายชำนิมีหนังสือเพิกถอนโจทก์จากการเป็นผู้รับประโยชน์ จึงไม่มีผลแต่อย่างใด จำเลยคงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามกรมธรรม์ตลอดไปคดีฟังได้ว่า โจทก์ได้บอกกล่าวไปยังจำเลยแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ชำระเงินให้โจทก์ จำเลยจึงไม่พ้นความรับผิดพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
แถม สิริสาลี · กิตติ สีหนนทน์ · ม.ร.ว.ทองเพิ่ม ทองแถม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้