Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3496/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 ได้บัญญัติไว้เฉพาะในกรณีที่ผู้ใช้อำนาจปกครองของผู้เยาว์ทำนิติกรรมที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์จะต้องได้รับอนุญาตจากศาลเสียก่อน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ผู้เยาว์เป็นผู้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเอง บิดาโจทก์เพียงแต่ลงลายมือชื่อในฐานะพยานเท่านั้นดังนี้ จึงไม่ต้องได้รับอนุญาตจากศาล สัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์ผู้เยาว์ทำขึ้น มี บ.ผู้แทนโดยชอบธรรมลงลายมือชื่อเป็นพยานในเอกสารนั้น ย่อมถือได้ว่าผู้แทนโดยชอบธรรมให้ความยินยอมแล้ว ดังนั้น สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงสมบูรณ์มีผลใช้บังคับได้ ไม่เป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 21 ขณะจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับโจทก์นั้น จำเลยที่ 1 ได้บรรลุนิติภาวะแล้ว ทั้งได้แสดงความยินยอมเป็นสามีภริยาโดยเปิดเผยต่อหน้านายทะเบียนและพยานซึ่งเป็นพนักงานฝ่ายปกครองอีกด้วยเมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าการจดทะเบียนสมรสได้กระทำไปโดยเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายประการใดแล้ว ย่อมไม่เป็นเหตุให้เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันก่อนจดทะเบียนสมรส จำเลยทั้งสองได้ตกลงกับโจทก์ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอโพธารามว่าจะให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับโจทก์ให้เงินสินสอดกับโจทก์ 40,000 บาท และจะจัดพิธีแต่งงานตามประเพณีในเดือนกรกฎาคม 2533 หลังแต่งงานตามประเพณีไปแล้ว 2 เดือนจำเลยทั้งสองจะมอบทองรูปพรรณหนัก 2 บาท ให้โจทก์ ทั้งนี้เพื่อระงับคดีอาญาที่โจทก์แจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระเงิน 40,000 บาท ไม่จัดงานแต่งงานตามประเพณีและไม่มอบทองรูปพรรณหนัก 2 บาท มูลค่า 10,000 บาท ให้โจทก์ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า

จำเลยที่ 2 ไม่ได้ลงลายมือชื่อเป็นคู่สัญญากับโจทก์ จึงไม่มีนิติสัมพันธ์กัน สัญญาประนีประนอมยอมความเป็นโมฆะเพราะทำโดยมิได้รับอนุญาตจากศาลนอกจากนี้จำเลยที่ 1 ทำสัญญากับโจทก์ เพราะถูกขู่เข็ญว่าจะดำเนินคดีเรื่องข่มขืนกระทำชำเรา สัญญาประนีประนอมยอมความจึงตกเป็นโมฆะเช่นกัน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าสินสอดเพราะโจทก์ไม่ใช่บิดามารดาหรือผู้ปกครองของฝ่ายหญิง จำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับโจทก์แล้วต่างคนต่างอยู่ ทั้งนี้เพราะมิได้มีเจตนาจะทำการสมรสกันจริง การสมรสจึงเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้องและเพิกถอนการสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า การสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เกิดจากความสมัครใจ มิใช่เกิดจากการข่มขู่หรือบังคับจากผู้ใด

จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการสมรสขอให้ยกฟ้องแย้งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้เงิน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ นอกจากนี้ให้ยกและให้ยกฟ้องแย้งโจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อเอกสารหมาย จ.3 เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่จำเลยที่ 1 ตกลงจะชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เนื่องมาจากมูลละเมิดไม่ใช่เป็นเรื่องจะให้สินสอดแก่บิดามารดาของโจทก์จึงมีข้อที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในปัญหาข้อกฎหมายว่าสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำกันไว้ตามเอกสารหมาย

จ.3นั้นเป็นโมฆะหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวเป็นนิติกรรมเกี่ยวแก่ทรัพย์สินของผู้เยาว์ได้ทำขึ้นขณะโจทก์ยังเป็นผู้เยาว์ โจทก์จะต้องได้รับอนุญาตจากศาลเสียก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 เมื่อโจทก์ไม่ได้รับอนุญาตจากศาลก็ตกเป็นโมฆะนั้น เห็นว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 ได้บัญญัติไว้เฉพาะในกรณีผู้ใช้อำนาจปกครองของผู้เยาว์ทำนิติกรรมที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์จะต้องได้รับอนุญาตจากศาลเสียก่อน แต่ตามข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่าโจทก์ผู้เยาว์เป็นผู้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเอง บิดาโจทก์เพียงแต่ลงลายมือชื่อในฐานะพยานเท่านั้น ดังนี้ จึงไม่ต้องได้รับอนุญาตจากศาล

การที่โจทก์ซึ่งยังเป็นผู้เยาว์ในขณะนั้นทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามเอกสารหมาย จ.3 ดังกล่าว เป็นโมฆะหรือไม่เห็นว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 21ได้บัญญัติว่า ผู้เยาว์จะทำนิติกรรมใด ๆ ต้องได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน การใด ๆ ที่ผู้เยาว์ได้ทำลงไปปราศจากความยินยอมเช่นว่านั้นเป็นโมฆียะ เว้นแต่จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นจึงเห็นว่า นิติกรรมตามเอกสารหมาย จ.3 นั้น แม้โจทก์ยังเป็นผู้เยาว์ แต่ได้ทำลงไปโดยมีนายบุญมาผู้แทนโดยชอบธรรมลงลายมือชื่อเป็นพยานในเอกสารนั้น ย่อมถือได้ว่าผู้แทนโดยชอบธรรมให้ความยินยอมแล้ว ดังนั้น สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงสมบูรณ์มีผลใช้บังคับได้ปัญหาประการต่อไปว่า จำเลยที่ 1 จะขอเพิกถอนการจดทะเบียนสมรสตามฟ้องแย้งได้หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาเป็นทำนองว่าได้จดทะเบียนสมรสกับโจทก์ เนื่องจากโจทก์ได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ข้อหาข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ซึ่งในเวลานั้นจำเลยที่ 1 กำลังศึกษาอยู่อันอาจกระทบกระเทือนต่อสถานภาพทางการศึกษาของจำเลยที่ 1

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ขณะที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับโจทก์นั้น จำเลยที่ 1 ได้บรรลุนิติภาวะแล้ว มีความรู้สึกผิดชอบดีแล้ว และนอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังได้เบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า หลังจากทำบันทึกประจำวันเอกสารหมาย จ.3 แล้วจำเลยที่ 1 กับโจทก์ไปจดทะเบียนสมรส ณ ที่ว่าการอำเภอโพธารามโดยไม่มีเจ้าพนักงานตำรวจไปด้วยแต่อย่างใด อีกทั้งได้แสดงความยินยอมเป็นสามีภริยาโดยเปิดเผยต่อหน้านายทะเบียนและพยานซึ่งเป็นพนักงานฝ่ายปกครองอีกด้วยจึงเป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นว่า จำเลยที่ 1ไปจดทะเบียนสมรสนั้นไม่ได้ถูกผู้ใดบังคับขู่เข็ญแต่เป็นการกระทำโดยความสมัครใจของจำเลยที่ 1 การที่อ้างว่าจะกระทบกระเทือนต่อสถานภาพทางการศึกษาของจำเลยที่ 1 นั้น ก็เป็นเรื่องคาดคะเนของจำเลยที่ 1 ทั้งเป็นเรื่องส่วนตัวของจำเลยที่ 1 เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าการจดทะเบียนสมรสได้กระทำไปโดยเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายประการใดแล้ว ย่อมไม่เป็นเหตุให้เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ทวีชัย เจริญบัณฑิต · นิเวศน์ คำผอง · ไพศาล รางชางกูร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้