Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3490/2526

พ.ศ. 2526 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เดิมร่องน้ำพิพาทอยู่ในทางสาธารณะหน้าที่ดินโจทก์ก่อนที่ จำเลยที่ 1 กับพวกจะถมถนนขึ้นใหม่ ได้มีการ ทำบันทึกข้อตกลง ระหว่างคณะกรรมการสอบสวนของอำเภอฯ กับโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่า ทางอำเภอฯอนุญาตให้จำเลยที่ 1 กับพวกทำถนนซึ่งเดิมเป็น ทางสาธารณะได้ และอนุญาตให้โจทก์ขุดร่องน้ำกว้าง 1 ศอก ทางด้านทิศตะวันออกของถนนที่จำเลยที่ 1 กับพวกทำขึ้นยาวตลอดแนวถนน โจทก์ย่อมนำสืบได้ว่าการที่ทางอำเภอฯอนุญาตให้ จำเลยที่ 1 กับพวกทำถนนขึ้นในทางสาธารณะเดิมนั้น จำเลยที่ 1 กับพวกจะต้องเว้นร่องน้ำหน้าที่ดินของโจทก์ไว้ จะทำถนนเต็ม ตามสภาพของทางสาธารณะเดิมไม่ได้ ซึ่งเป็นการนำสืบอธิบาย ให้เห็นความหมายของข้อความในบันทึกว่าที่อนุญาตให้โจทก์ ขุดร่องน้ำหมายความว่าจำเลยที่ 1 กับพวกจะต้องเว้นที่ไว้กว้าง 1 ศอก ตลอดแนวถนนด้านทิศตะวันออก เพื่อโจทก์จะได้ขุดที่ส่วนนี้ ทำเป็นร่องน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ของโจทก์ได้ต่อไปตามที่โจทก์ใช้มาแต่เดิม มิใช่หมายความว่าอนุญาตให้จำเลยที่ 1 กับพวก ถมดินให้เต็มเนื้อที่ทางสาธารณะที่มีมาแต่เดิม แล้วจึงอนุญาต ให้โจทก์มีสิทธิขุดดินที่จำเลยที่ 1 กับพวกถมแล้วออกเพื่อทำเป็นร่องน้ำ ข้อนำสืบของโจทก์จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน น.ส.3 ทางด้านทิศตะวันตกของที่ดินโจทก์ก่อนถึงถนนมีร่องน้ำสาธารณะคั่นอยู่ยาวจากเหนือไปใต้ประมาณ 40 วา กว้าง 3 ศอก ลึก 3 ศอก ติดกับที่ดินโจทก์ตลอดไปถึงที่ดินของผู้อื่น โจทก์และประชาชนใช้ร่องน้ำนี้เป็นประโยชน์ในการทำนามาหลายปีแล้ว เมื่อ พ.ศ. 2520 จำเลยที่ 1 ได้ขอต่ออำเภอเมืองสุพรรณบุรีกลบร่องน้ำเพื่อทำถนนหลวงให้กว้างขึ้น โจทก์กับพวกได้คัดค้านในที่สุดตกลงกันว่าที่ดินติดต่อกับที่ดินโจทก์ด้านทิศตะวันตกให้ถือเป็นร่องน้ำตามเดิม นอกนั้นให้ใช้เป็นถนน เมื่อเดือนมีนาคม 2522 จำเลยทั้งสองได้สมคบกันใช้รถไถและรถแทรกเตอร์ดันดินขนดินกลบร่องน้ำดังกล่าวนั้นทำเป็นถนนทางเดินจนหมดสภาพเป็นร่องน้ำ และยังได้บุกรุกเอารถไถแทรกเตอร์เข้าไปในที่ดินโจทก์ด้านตะวันตกดันโค่นต้นตาล

ต้นมะขามเทศและต้นกระทุ่มทำลายคันนาของโจทก์เสียหายหมด ที่ดินที่จำเลยบุกรุกทำลายนำไปทำเป็นถนนมีเนื้อที่ 20 ตารางวา การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์เสียหายทำนาไม่ได้ จึงต้องเสียหายขาดประโยชน์ไปปีละ 9,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองให้จัดการขุดดินออกทำให้เป็นร่องน้ำลึก 3 ศอก กว้าง 3 ศอก ยาว 40 วา จากเหนือไปใต้ในที่ดินเขตติดต่อกับที่ดินโจทก์ด้านทิศตะวันตกนับตั้งแต่ท่อน้ำใต้ถนนไป และให้จำเลยขุดดินในที่ดินของโจทก์เนื้อที่ 20 ตารางวา ทำให้มีสภาพทำนาได้ดังเดิม ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ปีละ 9,000 บาท ตั้งแต่ปี 2522 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะจัดการและขุดดินเสร็จจำเลยที่ 1 ให้การว่าที่ดินพิพาทเดิมมีสภาพเป็นทางสาธารณะ

โจทก์ได้ขุดทำเป็นร่องน้ำจนทำให้จำเลยและผู้อื่นเดือดร้อนจำเลยได้ร้องเรียนต่ออำเภอ โจทก์จำเลยจึงตกลงประนีประนอมยอมความต่ออำเภอโดยโจทก์ยินยอมให้จำเลยสร้างถนนในที่พิพาท และโจทก์ยอมเป็นผู้ฝังท่อระบายน้ำและขุดร่องน้ำเพื่อการทำนาของโจทก์โดยโจทก์เป็นผู้ดำเนินการและออกค่าใช้จ่ายเอง แม้จำเลยจะสร้างถนนตรงที่พิพาทโจทก์ก็สามารถทำนาได้ โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหาย การสร้างถนนมิได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์ ส่วนความเสียหายเกี่ยวกับต้นไม้ จำเลยได้ชดใช้ให้โจทก์แล้ว ค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องเกินความจริง รายได้สุทธิไม่เกิน 1,000 บาท ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยได้ทำถนนกลบร่องน้ำโดยจำเลยไม่ได้เว้นที่ทำร่องน้ำกว้าง 1 ศอก

ลึก 3 ศอก ยาว 40 วา ตามข้อตกลง และจำเลยถมดินรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์เนื้อที่ 14.50 ตารางวา โจทก์ได้รับความเสียหายขาดรายได้สุทธิจากการทำนาปีละ 1,500 บาท พิพากษาให้จำเลยทั้งสองจัดการขุดดินออกตามแนวระหว่างถนนสาธารณะและที่ดินของโจทก์ด้านตะวันตกจากถนนสายโรงช้าง - ตีนเป็ดไปทางทิศใต้ยาว 40 วา กว้าง 1 ศอก ลึก 3 ศอก ให้จำเลยทั้งสองขุดดินที่ถมรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์เพื่อทำให้มีสภาพทำนาได้ดังเดิม ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินปีละ 1,500 บาท นับแต่ปี พ.ศ. 2522 จนกว่าจำเลยทั้งสองจะจัดการขุดดินออกไปจากแนวร่องน้ำและที่ดินของโจทก์ดังกล่าวจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 กับพวกไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์

เว้นแต่การที่จำเลยที่ 1 กับพวกถมดินขยายเข้าไปในที่ดินของโจทก์เนื้อที่ 14.50 ตารางวา ซึ่งจำเลยจะต้องรับผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คำพิพากษานี้เกี่ยวกับหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้จึงมีผลถึงจำเลยที่ 2 ด้วย พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยทั้งสองไม่ต้องจัดการขุดดินออกตามแนวถนนสาธารณะและที่ดินของโจทก์ด้านตะวันตกจากถนนโรงช้าง - ตีนเป็ด ไปทางทิศใต้ยาว 40 วา กว้าง 1 ศอก ลึก 3 ศอก และไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินปีละ 1,500 บาท นอกจากที่แก้นี้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปรากฏตามบันทึกข้อตกลงหมาย ล.2 และ ล.3ระหว่างคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงที่นายอำเภอเมืองสุพรรณบุรีแต่งตั้งเพื่อสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่สาธารณประโยชน์ซึ่งโจทก์จำเลยพิพาทกัน กับจำเลยที่ 1 และโจทก์ว่า 1.

ทางอำเภอเมืองสุพรรณบุรีอนุญาตให้จำเลยที่ 1 กับพวกทำถนนกว้าง 2 วา 2 ศอก ยาว 1 เส้น 8 วา ซึ่งเดิมเป็นทางสาธารณะเพื่อใช้สัญจรไปมาได้ โดยการนำดินมาถมและไม่ต้องใช้งบประมาณของทางราชการ 2. อนุญาตให้โจทก์ขุดร่องน้ำมีความกว้าง 1 ศอกทางทิศตะวันออกของถนนที่จำเลยที่ 1 กับพวกทำขึ้น ยาวตลอดแนวถนน ค่าใช้จ่ายและค่าแรงงานโจทก์กับพวกร่วมกันออกเองโดยไม่ใช้เงินของทางราชการ ซึ่งคณะกรรมการ โจทก์และจำเลยได้ลงชื่อไว้ท้ายบันทึก และนายอำเภอเมืองสุพรรณบุรีได้สั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 1 กับพวกทำถนนได้ สำหรับร่องน้ำพิพาทนั้นปรากฏตามเอกสารหมาย ล.2 ข้อ 2 ว่ามีร่องน้ำพิพาทอยู่จริง เพียงแต่เป็นร่องน้ำที่อยู่ในทางสาธารณะมิได้เป็นร่องน้ำที่มีมาแต่เดิมและโจทก์เป็นผู้ใช้น้ำจากร่องน้ำนี้เพื่อประโยชน์ในการทำนาจริง ซึ่งโจทก์ได้นำสืบต่อไปว่าในการตกลงกันที่อำเภอเมืองสุพรรณบุรีนั้นได้ตกลงกันให้จำเลยที่ 1 ทำถนนได้ แต่ก็ได้ตกลงกันด้วยว่าจำเลยที่ 1 จะต้องเว้นร่องน้ำไว้ดังเดิม และข้อนำสืบของโจทก์รับฟังได้ว่าในการตกลงกันที่อำเภอเมืองสุพรรณบุรีตามบันทึกหมาย

ล.3 นั้นได้มีข้อตกลงกันด้วยว่าในการที่ทางอำเภอเมืองสุพรรณบุรีอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ทำถนนขึ้นในทางสาธารณะเดิมนั้นจำเลยที่ 1 จะต้องเว้นร่องน้ำหน้าที่ดินของโจทก์ไว้ กล่าวคือจำเลยที่ 1 กับพวกจะทำถนนเต็มตามสภาพของทางสาธารณะเดิมไม่ได้ ข้อนำสืบของโจทก์ดังกล่าวนี้เป็นการนำสืบอธิบายให้เห็นความหมายของข้อความในบันทึกหมาย ล.3 ข้อ 2 ที่อนุญาตให้โจทก์ขุดร่องน้ำมีความกว้าง 1 ศอก ทางทิศตะวันออกยาวตลอดแนวของถนนที่จำเลยกับพวกทำขึ้นนั่นเองว่าหมายความว่าจำเลยที่ 1 กับพวกจะต้องเว้นที่ไว้กว้าง 1 ศอกตลอดแนวถนนด้านทิศตะวันออกเพื่อโจทก์จะได้ขุดที่ส่วนนี้ทำเป็นร่องน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ของโจทก์ได้ต่อไปตามที่โจทก์ใช้มาแต่เดิม

มิใช่หมายความว่าอนุญาตให้จำเลยที่ 1 กับพวกถมดินให้เต็มเนื้อที่ทางสาธารณะที่มีมาแต่เดิม แล้วจึงอนุญาตให้โจทก์มีสิทธิขุดดินที่จำเลยที่ 1 ถมแล้วออกเพื่อทำเป็นร่องน้ำเพราะการแปลความเช่นนี้มีแต่จะเกิดความเสียหายแก่ทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการนั้นโดยไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย ข้อนำสืบของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 การที่จำเลยที่ 1 กับพวกกระทำการถมดินบนทางสาธารณะจนเต็มเนื้อที่โดยไม่ได้เว้นที่ไว้กว้าง 1 ศอกตลอดแนวของถนนจึงเป็นการกระทำนอกเหนือจากที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตจากทางอำเภอเมืองสุพรรณบุรีให้กระทำได้ เมื่อการกระทำนั้นก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์พิพากษาแก้ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปรีชา พานิชวงศ์ · บุญส่ง คล้ายแก้ว · ปรานอม มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5086/2558

ประเด็นที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับกรมธรรม์ประกันภัยมีเพียงว่า โจทก์รับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยหรือไม่ เมื่อโจทก์นำสืบพยานบุคคลฟังได้แล้วว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยความเสียหายซึ่งเกิดขึ้นภายในสถานที่ปร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2749/2540

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 23 และที่ 25 ถึงที่ 29 เป็นกรรมการดำเนินการของโจทก์ ซึ่งตามรายงานการประชุม ไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการดำเนินการของโจทก์ได้ลงมติให้จ่ายเงินกู้แก่สมาชิกเป็นเช็คขีดคร่อมเป็นรายตัวเพียงแต่ที่ป…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1328/2539

เมื่ออ่านเอกสารท้ายฟ้องทั้งหมดประกอบคำฟ้องแล้วพอเข้าใจได้ว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธินำรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน 10 - 0769 กาญจนบุรีเข้าวิ่งในคิวที่ 41 ของจำเลยที่ 1 แทนรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน 10 - 048…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3029/2533

จำเลยมีหน้าที่ดูแลที่สาธารณะภายในเขตรับผิดชอบ การระวังแนวเขตบึงทรายกองดินด้านที่ติดกับที่ดินของโจทก์จำเลยได้ปฏิบัติตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่วางระเบียบปฏิบัติไว้ จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบและถูกต้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3184/2529

การที่โจทก์นำกรมธรรม์ประกันภัยมาสืบประกอบพยานอื่นในข้อรับช่วงสิทธิโดยมิได้นำสืบบังคับตามกรมธรรม์ประกันภัยโดยตรงแม้กรมธรรม์ประกันภัยจะมิได้ปิดอากรแสตมป์ก็รับฟังได้. จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์เป็นเหตุให้โ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้