Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3483/2548

พ.ศ. 2548 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คดีนี้โจทก์ทั้งสี่บรรยายว่า โจทก์ทั้งสี่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยทั้งสอง โจทก์ทั้งสี่ขอแบ่งการครอบครองที่ดินกับจำเลยทั้งสองแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์ทั้งสี่มีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งสองไปแบ่งแยก ส่วนจะแบ่งแยกอย่างไร โจทก์ทั้งสี่ก็ได้แนบแผนที่วิวาทแสดงแนวเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ ซึ่งศาลในคดีก่อนได้วินิจฉัยชี้ขาดไว้แล้วมาท้ายฟ้องและที่โจทก์ทั้งสี่อ้างถึงคำพิพากษาในคดีก่อนด้วยก็เพียงเพื่อให้ปรากฏว่าศาลในคดีก่อนได้วินิจฉัยกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทอย่างไร ฟ้องโจทก์ทั้งสี่จึงไม่เคลือบคลุม โจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งสองเป็นคู่ความในคดีก่อน คำพิพากษาในคดีดังกล่าวจึงผูกพันโจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งสองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 ซึ่งศาลพิพากษาคดีถึงที่สุดแล้วว่าโจทก์ทั้งสี่เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยครอบครองเป็นสัดส่วน เมื่อคดีนี้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้แบ่งแยกที่ดินดังกล่าว จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจยกข้อต่อสู้ให้เป็นอย่างอื่นได้ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเพียงว่า ที่ดินพิพาทของโจทก์มีเนื้อที่เท่าใด แผนที่วิวาทในคดีก่อนของโจทก์ระบุว่ามีเนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 54 ตารางวา แต่เนื้อที่ตามแผนที่วิวาท จล.1 ระบุว่า 2 ไร่ 1 งาน 88 ตารางวา ซึ่งโจทก์ลงชื่อรับรองในแผนที่วิวาทดังกล่าว จึงฟังได้ว่าที่ดินส่วนของโจทก์ทั้งสี่มีเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ 1 งาน 88 ตารางวา และต้องแบ่งตามแผนที่วิวาทดังกล่าว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยวินิจฉัยว่า เนื้อที่ของที่ดินส่วนของโจทก์ประมาณ 2 ไร่ 2 งาน 54 ตารางวา และให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนแบ่งแยกตามเนื้อที่ดินในคดีก่อนไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา และเนื่องจากเป็นคำพิพากษาที่เกี่ยวด้วยการชำระหนี้ไม่อาจแบ่งแยกได้จึงให้มีผลบังคับกับจำเลยที่ 2 ด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 ประกอบมาตรา 245 (1)

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสี่กับจำเลยทั้งสองมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 1390 เนื้อที่ 5 ไร่ 64 ตารางวา ต่อมาจำเลยทั้งสองฟ้องโจทก์ทั้งสี่ให้แบ่งแยกที่ดินดังกล่าว คดีถึงที่สุดในชั้นศาลฎีกาว่าโจทก์ทั้งสี่เป็นเจ้าของที่ดินส่วนทางด้านทิศเหนือและทิศตะวันตก เนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 54 ตารางวา โจทก์ทั้งสี่กับจำเลยทั้งสองตกลงจะไปขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินตามส่วนกรรมสิทธิ์รวมแล้ว แต่จำเลยทั้งสองบิดพลิ้วไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง และจำเลยที่ 1 เก็บโฉนดที่ดินไว้ทำให้ไม่สามารถแบ่งแยกที่ดินได้ ขอให้พิพากษาบังคับจำเลยที่ 1 ส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสี่ ให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการขอแบ่งแยกที่ดินเฉพาะตามส่วนดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสี่

หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โดยจำเลยทั้งสองเสียค่าใช้จ่าย จำเลยที่ 1 ให้การว่า ฟ้องเคลือบคลุม จำเลยที่ 1 เคยขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินแต่โจทก์ทั้งสี่กลับนำชี้ที่ดินส่วนของโจทก์ทั้งสี่มากกว่าตามคำพิพากษาศาลฎีกาจึงตกลงกันไม่ได้ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1390 ด้านทิศเหนือและทิศตะวันตกภายในรูปเส้นสีดำหมายสีเขียวประ ตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.2 ในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 207/2534 ของศาลชั้นต้น ให้แก่โจทก์ทั้งสี่ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสี่ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสี่กับจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 1390 ตำบลโพสังโฆ อำเภอสิงห์ (ค่ายบางระจัน) จังหวัดสิงห์บุรี เนื้อที่ 5 ไร่ 64 ตารางวา จำเลยทั้งสองฟ้องให้โจทก์ทั้งสี่แบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 207/2534 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้มีลักษณะสืบเนื่องมาจากคดีก่อนที่จำเลยทั้งสองฟ้องโจทก์ทั้งสี่เป็นจำเลยขับไล่โจทก์ทั้งสี่ออกจากที่ดิน ส่วนที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าเป็นของจำเลยทั้งสองบางส่วนคิดเป็นเนื้อที่ 100 ตารางวา

โจทก์ทั้งสี่ให้การต่อสู้คดีว่าที่ดินพิพาทจำนวน 100 ตารางวาตามฟ้องของจำเลยทั้งสองนั้นเป็นที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ คดีถึงที่สุดโดยศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทตามฟ้องเป็นของโจทก์ทั้งสี่ไม่ใช่ของจำเลยทั้งสอง โจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีนี้โดยอ้างถึงผลตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 207/2534 ของศาลชั้นต้นว่าโจทก์ทั้งสี่เป็นเจ้าของร่วมกับจำเลยทั้งสองในที่ดินโฉนดเลขที่ 1390 ตามฟ้อง โดยโจทก์ทั้งสี่ครอบครองเป็นส่วนสัดที่ดินทางด้านทิศเหนือและทิศตะวันตก ตามรูปเส้นสีดำหมายสีเขียวประในแผนที่วิวาท เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ โจทก์ทั้งสี่ขอแบ่งแยกที่ดินส่วนที่เป็นของโจทก์ทั้งสี่ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์ทั้งสี่แนบสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 และศาลฎีกา รวมทั้งแผนที่วิวาทในคดีก่อนมาท้ายฟ้องด้วย เห็นได้ว่าคดีนี้ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาก็คือฟ้องโจทก์ทั้งสี่ที่บรรยายว่า โจทก์ทั้งสี่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยทั้งสอง โจทก์ทั้งสี่ขอแบ่งแยกการครอบครองที่ดินดังกล่าวกับจำเลยทั้งสองแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์ทั้งสี่มีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งสองไปแบ่งแยก ส่วนจะแบ่งแยกอย่างไร โจทก์ทั้งสี่ก็ได้แนบแผนที่วิวาทแสดงแนวเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ซึ่งศาลในคดีก่อนได้วินิจฉัยชี้ขาดไว้แล้วมาท้ายฟ้อง ฟ้องโจทก์ทั้งสี่จึงไม่เคลือบคลุม ที่โจทก์ทั้งสี่อ้างถึงคำพิพากษาในคดีก่อนด้วยก็เพียงเพื่อให้ปรากฏว่าศาลในคดีก่อนได้วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทอย่างไร

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยทั้งสองต้องจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินตามโฉนดที่ดินตามฟ้องให้แก่โจทก์ทั้งสี่หรือไม่ คดีนี้โจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งสองเป็นคู่ความในคดีก่อน คำพิพากษาในคดีดังกล่าวจึงผูกพันโจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ซึ่งศาลพิพากษาคดีถึงที่สุดแล้วว่าโจทก์ทั้งสี่เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยครอบครองเป็นส่วนสัดทางทิศเหนือตลอดแนวและด้านทิศตะวันตกตลอดแนว เมื่อคดีนี้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้แบ่งแยกที่ดินส่วนของโจทก์ทั้งสี่ตามที่ศาลในคดีดังกล่าวได้วินิจฉัยไว้เป็นที่สุดว่าโจทก์ทั้งสี่เป็นผู้ครอบครองที่ดินส่วนดังกล่าว

จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจยกข้อต่อสู้ให้เป็นอย่างอื่นได้ ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์ทั้งสี่ครอบครองที่ดินส่วนที่พิพาทในคดีก่อนเพียง 100 ตารางวา นั้น ก็เป็นข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ที่ยกขึ้นกล่าวอ้างในคดีก่อนเพียงเพื่อให้ศาลรับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทั้งสี่ครอบครองที่ดินพิพาทจำนวน 100 ตารางวา ซึ่งศาลในคดีก่อนก็มิได้ฟังข้อเท็จจริงเช่นนั้น คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปเพียงว่า ที่ดินพิพาทที่เป็นของโจทก์ทั้งสี่มีเนื้อที่เท่าใด ข้อเท็จจริงเชื่อว่าเจ้าพนักงานที่ดินจัดทำแผนที่วิวาทตามที่โจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งสองนำชี้แล้ว ซึ่งเมื่อเทียบกับแผนที่วิวาทตามเอกสารหมาย จ.2 ในคดีก่อนแล้วรูปและแนวเขตของที่ดินของโจทก์ทั้งสี่กับที่ดินของจำเลยทั้งสองและบริเวณที่ดินพิพาทตรงกัน

คงมีที่แตกต่างกันคือจำนวนเนื้อที่ทั้งหมดของที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ตามแผนที่วิวาทซึ่งตามเอกสารหมาย จ.2 ในคดีก่อนระบุว่ามีเนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 54 ตารางวา แต่เนื้อที่ตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จล.1 ระบุว่า 2 ไร่ 1 งาน 88 ตารางวา ซึ่งโจทก์ที่ 1 ก็ลงชื่อรับรองในแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จล.1 จึงฟังได้ว่า ที่ดินส่วนของโจทก์ทั้งสี่มีเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ 1 งาน 88 ตารางวา และต้องเป็นการแบ่งตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จล.1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นโดยวินิจฉัยว่าเนื้อที่ของที่ดินส่วนของโจทก์ทั้งสี่ประมาณ 2 ไร่ 2 งาน 54 ตารางวา และให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินตามฟ้องตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.2 ในคดีก่อนนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน และเนื่องจากเป็นคำพิพากษาเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงให้มีผลบังคับแก่จำเลยที่ 2 ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ประกอบมาตรา 245 (1)"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1390 ตำบลโพสังโฆ อำเภอสิงห์ (ค่ายบางระจัน) จังหวัดสิงห์บุรี ทางด้านทิศเหนือและทิศตะวันตก ภายในเส้นสีดำหมายสีชมพูตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จล.1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จิระ โชติพงศ์ · โนรี จันทร์ทร · ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้