Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3467/2535

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คำฟ้องของโจทก์ที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 ได้โอนสิทธิการเช่าสร้างอาคารบนที่ดินของจำเลยที่ 2 ให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสามทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 ได้โอนสิทธิการเช่าสร้างดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยที่ 1 สมคบกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยไม่สุจริต โอนสิทธิดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 โดยไม่มีค่าตอบแทน และจำเลยที่ 2 ทำสัญญาให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้เช่าที่ดินและอาคารดังกล่าว ทำให้โจทก์เสียสิทธินั้น เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องโดยอ้างว่าเป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1ขอให้ศาลเพิกถอนการโอนสิทธิการเช่าสร้างอาคารบนที่ดินของจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ได้โอนให้แก่จำเลยที่ 3 โดยจำเลยทั้งสามรู้อยู่แล้วว่าการโอนดังกล่าวเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบโจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าสร้างนั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 และการโอนสิทธิดังกล่าวจะสำเร็จบริบูรณ์ได้ก็โดยผู้รับโอนซึ่งได้สิทธินั้นต้องทำสัญญาเช่ากับจำเลยที่ 2 การเพิกถอนการฉ้อฉลดังกล่าวจึงต้องเพิกถอนนิติกรรมสัญญาเช่าระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย การกระทำของจำเลยทั้งสามตามฟ้องโจทก์เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ก่อนในสิทธิการเช่าสร้างนั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนสิทธิการเช่าสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 และเพิกถอนสัญญาเช่าระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ได้ จำเลยที่ 1 ได้ตกลงโอนสิทธิการเช่าสร้างอาคารบนที่ดินของจำเลยที่ 2 ให้แก่โจทก์ โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ยื่นเรื่องราวขอโอนสิทธิการเช่าสร้างดังกล่าวต่อจำเลยที่ 2และจำเลยที่ 2 ได้รับเรื่องไว้พิจารณาแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 ขอระงับการโอนสิทธิการเช่าสร้างให้แก่โจทก์และขอโอนสิทธิการเช่าสร้างให้แก่จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีแพ่ง เรียกให้ชำระเงินตามเช็ค โดยได้ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา และขอคุ้มครองชั่วคราวในกรณีฉุกเฉินในคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2527 ในคำร้องดังกล่าวระบุว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิการเช่าสร้างตึกแถวในที่ดินของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 2 ขอโอนสิทธิดังกล่าวให้แก่โจทก์ ขอให้ห้ามจำเลยที่ 1 ขายหรือจำหน่ายสิทธิดังกล่าวและขอให้ศาลสั่งอายัดสิทธิดังกล่าวต่อจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 2 งดเว้นการจำหน่ายสิทธิดังกล่าวแก่โจทก์หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษา ซึ่งเมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วก็ฟังข้อเท็จจริงได้ตามนั้น และจำเลยที่ 1 โอนสิทธิการเช่าสร้างดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 เมื่อวันที่4 กรกฎาคม 2527 อันเป็นเวลาภายหลังจากศาลชั้นต้นได้มีหนังสือถอนหมายห้ามชั่วคราว จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 3 รับโอนสิทธิการเช่าสร้างจากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยทั้งสามได้ทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 ได้ตกลงโอนสิทธิการเช่าสร้างดังกล่าวให้แก่โจทก์ก่อนแล้ว การโอนสิทธิการเช่าสร้างให้แก่จำเลยที่ 3 ในพฤติการณ์เช่นนี้จึงถือได้ว่าเป็นการที่จำเลยทั้งสามได้กระทำไปโดยไม่สุจริตเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ต้องเสียเปรียบ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ และเมื่อโจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 3 ดังได้วินิจฉัยมาแล้วโจทก์ก็มีอำนาจขอให้เพิกถอนสัญญาเช่าระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ด้วย เพราะจำเลยที่ 3 รับโอนสิทธิการเช่าสร้างมาจากจำเลยที่ 1 โดยการฉ้อฉล โดยมีจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของที่แท้จริงเป็นคู่สัญญาเช่าที่จะกระทำกันกับผู้ได้สิทธิภายหลังจากสร้างอาคารเสร็จเป็นผู้พิจารณาโอนสิทธิการเช่าสร้างดังกล่าว สัญญาเช่าสร้างอาคารระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 มีข้อความระบุว่า"...ผู้เช่าสัญญาว่าจะไม่โอนสิทธิหรือหน้าที่ใด ๆ ให้บุคคลภายนอกจัดการแทนตามความผูกพันที่ผู้เช่าจะต้องปฏิบัติต่อผู้ให้เช่าตามสัญญานี้... เว้นแต่ผู้ให้เช่าจะอนุญาตให้ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร"ข้อสัญญาตามหนังสือสัญญาดังกล่าวแสดงว่าแม้จำเลยที่ 1 ผู้เช่าสร้างอาคารจากจำเลยที่ 2มีสิทธิขอโอนสิทธิการเช่าสร้างดังกล่าวให้แก่ผู้อื่นก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 ก็มีอำนาจพิจารณาว่าจะอนุมัติให้โอนสิทธิการเช่าสร้างดังกล่าวได้หรือไม่ มิใช่ต้องยินยอมให้จำเลยที่ 1 โอนสิทธิการเช่าสร้างให้แก่ผู้รับโอนเสมอไป สัญญาเช่าสร้างอาคารดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาที่จำเลยที่ 1ตกลงว่าจะชำระหนี้แก่บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้ศาลบังคับให้จำเลยที่ 2 ทำสัญญาให้โจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินและอาคารตามสัญญาเช่าสร้างตามฟ้องได้ โจทก์และจำเลยที่ 1 จะต้องไปดำเนินการขอโอนสิทธิการเช่าสร้างระหว่างกันต่อจำเลยที่ 2 และการที่จำเลยที่ 2 จะอนุมัติให้โจทก์ได้รับโอนสิทธิการเช่าสร้างจากจำเลยที่ 1และให้โจทก์เช่าที่ดินและอาคารหรือไม่นั้น ก็เป็นสิทธิของจำเลยที่ 2 โดยเฉพาะ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ได้รับโอนสิทธิการเช่าสร้างอาคารในที่ดินของจำเลยที่ ๒ แปลงหมายเลข ๒๑ อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร โดยจำเลยที่ ๑ มีหน้าที่ต้องปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ ๔ ชั้น ตามแบบของจำเลยที่ ๒ ลงในที่ดินดังกล่าว แล้วยกกรรมสิทธิ์ในอาคารพาณิชย์ที่สร้างขึ้นให้แก่จำเลยที่ ๒ ต่อมาวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๒๖ จำเลยที่ ๑ตกลงโอนสิทธิการเช่าสร้างให้แก่โจทก์ในราคา ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์และจำเลยที่ ๑ ได้ร่วมกันไปติดต่อสอบถามเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ และได้รับคำยืนยันจากเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ว่าสามารถโอนสิทธิการเช่าสร้างได้ และเมื่ออาคารแล้วเสร็จ จำเลยที่ ๒ จะทำสัญญาให้โจทก์เช่าต่อไปตามสัญญาเช่าสร้าง จำเลยที่ ๑ จึงยื่นเรื่องราวต่อจำเลยที่ ๒ ขอโอนสิทธิการเช่าสร้างให้แก่โจทก์

ต่อมาประมาณกลางปี ๒๕๒๗ อาคารพาณิชย์ที่ปลูกตามสัญญาเช่าสร้างแล้วเสร็จโจทก์จึงเข้าทำการตบแต่งและครอบครองอาคารพาณิชย์นั้นโดยเสียค่าตบแต่งและจัดหาอุปกรณ์ไปเป็นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท และได้ครอบครองอาคารดังกล่าวโดยสุจริตและเปิดเผยตลอดมาต่อมาประมาณเดือนกันยายน ๒๕๒๗ โจทก์ทราบว่าหลังจากที่จำเลยที่ ๑ ได้โอนสิทธิตามสัญญาเช่าสร้างให้แก่โจทก์แล้วหลายเดือน จำเลยทั้งสามได้สมคบกันโดยไม่สุจริต โอนสิทธิการเช่าสร้างดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๓ และจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาให้จำเลยที่ ๓ เป็นผู้เช่าที่ดินและอาคารดังกล่าวโดยจำเลยทั้งสามทราบอยู่ก่อนแล้วว่าจำเลยที่ ๑ ได้โอนสิทธินั้นให้แก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ ๑ไม่มีสิทธิที่จะโอนให้แก่จำเลยที่ ๓ ได้อีก และจำเลยที่ ๒ มีหน้าที่จะต้องทำสัญญาให้โจทก์ได้เป็นผู้เช่าต่อไป

ทั้งการโอนดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ก็มิได้มีค่าตอบแทน ขอให้พิพากษาว่าสิทธิการเช่าสร้างเป็นของโจทก์ ให้เพิกถอนการโอนสิทธิการเช่าสร้างระหว่างจำเลยที่ ๑กับจำเลยที่ ๓ และเพิกถอนสัญญาเช่าที่ดินและอาคารตามสัญญาเช่าสร้างระหว่างจำเลยที่ ๒กับจำเลยที่ ๓ ให้จำเลยที่ ๒ ทำสัญญาให้โจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินและอาคารตามสัญญาเช่าสร้างถ้าจำเลยที่ ๒ ไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ ๒ ถ้าไม่สามารถบังคับตามคำขอข้างต้นได้ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้เงินจำนวน ๓,๒๐๐,๐๐๐ บาทแก่โจทก์พร้อมค่าเสียหายในอัตราร้อยละ ๑๖ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวโดยทบต้นทุกเดือน จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ โอนสิทธิการเช่าสร้างให้แก่จำเลยที่ ๓เพื่อมิให้ถูกจำเลยที่ ๓ ดำเนินคดีอาญาและคดีแพ่งแก่จำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ได้แจ้งให้โจทก์ทราบแล้วตามพันธะการโอนสิทธิการเช่าสร้างให้โจทก์แต่แรก

ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ให้การว่า ที่จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอโอนสิทธิการเช่าสร้างให้แก่โจทก์ในวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๒๖ นั้น คณะกรรมการของจำเลยที่ ๒ ยังไม่ได้มีมติอนุมัติให้โอนกันได้ โจทก์และจำเลยที่ ๒ จึงยังไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ ต่อกัน ต่อมาจำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอระงับการโอนสิทธิการเช่าสร้างเดิม และขอเปลี่ยนให้จำเลยที่ ๓ เป็นผู้เช่าสร้างต่อไปจำเลยที่ ๒ อนุมัติให้จำเลยที่ ๑ โอนสิทธิการเช่าสร้างให้แก่จำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ได้ทำสัญญาโอนสิทธิการเช่าสร้างกัน และจำเลยที่ ๓ ก็ได้ทำสัญญาเช่าสร้างกับจำเลยที่ ๒แล้ว ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๓ ได้รับโอนสิทธิการเช่าสร้างมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอเพิกถอนการโอนดังกล่าว จำเลยที่ ๓ ไม่มีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ ๑ และไม่ต้องรับผิดใช้เงินให้โจทก์ตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการโอนสิทธิการเช่าสร้างระหว่างจำเลยที่ ๑กับจำเลยที่ ๓ และเพิกถอนสัญญาเช่าสร้างระหว่างจำเลยที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ ถ้าไม่สามารถเพิกถอนการโอนสิทธิการเช่าสร้างและสัญญาเช่าสร้างดังกล่าวไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ร่วมกันชดใช้เงิน ๓,๒๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปีนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ หากเพิกถอนการโอนสิทธิการเช่าสร้างและสัญญาเช่าสร้างดังกล่าวได้แล้ว แต่จำเลยที่ ๑ ไม่สามารถโอนสิทธิการเช่าสร้างดังกล่าวให้โจทก์ได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ให้จำเลยที่ ๑ แต่เพียงผู้เดียวชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยตามจำนวนที่กำหนดไว้ข้างต้นแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๒ ทำสัญญาให้โจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินและตึกพิพาทเป็นเวลา ๑๑ ปี โดยให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมเช่าสร้างเป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาทและเสียค่าเช่าอัตราเดือนละ ๗๐๐ บาท ใน ๖ ปีแรก ส่วนอีก ๕ ปีหลังให้เสียค่าเช่าตามการเปลี่ยนแปลงของอัตราค่าครองชีพซึ่งกำหนดโดยกระทรวงพาณิชย์เป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาให้แก่จำเลยที่ ๒ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยที่ ๑ ได้สิทธิการเช่าสร้างอาคารในที่ดินของจำเลยที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๑ ต้องสร้างตึกแถว ๔ ชั้น ๒ คูหาในที่ดินดังกล่าวและยกกรรมสิทธิ์ตึกแถวที่ก่อสร้างแล้วเสร็จให้จำเลยที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๒ จะต้องให้จำเลยที่ ๑ เช่าตึกแถวดังกล่าวเป็นเวลา ๑๑ ปี โดยคิดค่าเช่าเดือนละ ๗๐๐ บาท สำหรับระยะ ๖ ปีแรก ส่วน ๕ ปีต่อไป จะปรับปรุงค่าเช่าขึ้นหรือลงตามอัตราค่าครองชีพซึ่งถือดัชนีราคาผู้บริโภคสำหรับกรุงเทพมหานครของกระทรวงพาณิชย์เป็นเกณฑ์พิจารณา จำเลยที่ ๑ ได้ตกลงโอนสิทธิการเช่าสร้างดังกล่าวให้แก่โจทก์ และได้ยื่นเรื่องราวขอโอนสิทธิการเช่าสร้างให้จำเลยที่ ๒พิจารณาอนุมัติ แต่ในระหว่างที่จำเลยที่ ๒ กำลังพิจารณาอนุมัติอยู่นั้น

จำเลยที่ ๒ ได้รับหมายห้ามชั่วคราวของศาลชั้นต้นห้ามโอนสิทธิการเช่าสร้างของจำเลยที่ ๑ ต่อมาศาลชั้นต้นมีหนังสือแจ้งถอนหมายห้ามชั่วคราวนั้น และจำเลยที่ ๑ ได้ขอระงับการโอนสิทธิการเช่าสร้างให้แก่โจทก์และขอโอนสิทธิการเช่าสร้างให้แก่จำเลยที่ ๓ แทน จำเลยที่ ๒ ได้อนุมัติให้จำเลยที่ ๑ ระงับการขอโอนสิทธิการเช่าสร้างให้แก่โจทก์และอนุมัติให้โอนสิทธิการเช่าสร้างให้แก่จำเลยที่ ๓ แล้วจำเลยที่ ๓ ได้ทำสัญญาเช่าสร้างกับจำเลยที่ ๓ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยเป็นข้อแรกตามที่จำเลยที่ ๓ ฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ขอให้เพิกถอนการโอนสิทธิการเช่าสร้างและเพิกถอนการเช่าระหว่างจำเลยที่ ๒และที่ ๓ หรือไม่ ในปัญหานี้เห็นว่า

โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยที่ ๑ ได้โอนสิทธิการเช่าสร้างอาคารบนที่ดินของจำเลยที่ ๒ ให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสามทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยที่ ๑ ได้โอนสิทธิการเช่าสร้างดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยที่ ๑ สมคบกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ โดยไม่สุจริตโอนสิทธิดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๓ โดยไม่มีค่าตอบแทน และจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาให้จำเลยที่ ๓ เป็นผู้เช่าที่ดินและอาคารดังกล่าว ทำให้โจทก์เสียสิทธิ ดังนี้เป็นกรณีที่โจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ ๑ ฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนสิทธิการเช่าสร้างอาคารบนที่ดินของจำเลยที่ ๒ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ลูกหนี้ได้โอนให้แก่จำเลยที่ ๓โดยจำเลยทั้งสามรู้อยู่แล้วว่าการโอนดังกล่าวเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าสร้างนั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗และการโอนสิทธิดังกล่าวจะสำเร็จบริบูรณ์ได้ก็โดยผู้รับโอนซึ่งได้สิทธินั้นต้องทำสัญญาเช่ากับจำเลยที่ ๒การเพิกถอนการฉ้อฉลดังกล่าวจึงต้องเพิกถอนนิติกรรมสัญญาเช่าระหว่างจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ด้วยการกระทำของจำเลยทั้งสามตามฟ้องโจทก์เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ก่อนในสิทธิการเช่าสร้างนั้น

โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนสิทธิการเช่าสร้างระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๓และเพิกถอนสัญญาเช่าระหว่างจำเลยที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ ได้ ฎีกาของจำเลยที่ ๓ ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ฎีกาว่า จำเลยที่ ๓ ได้รับโอนสิทธิการเช่าซื้อจากจำเลยที่ ๑ โดยสุจริต และจำเลยที่ ๒ ได้กระทำโดยสุจริต ไม่รู้ว่าทำให้โจทก์เสียเปรียบนั้นในปัญหานี้เห็นว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การรับว่า จำเลยที่ ๑ ได้ตกลงโอนสิทธิการเช่าสร้างอาคารบนที่ดินของจำเลยที่ ๒ ให้แก่โจทก์ โจทก์และจำเลยที่ ๑ ได้ยื่นเรื่องราวขอโอนสิทธิการเช่าสร้างดังกล่าวต่อจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๒ ได้รับเรื่องไว้พิจารณาแล้ว ต่อมาจำเลยที่ ๑ ขอระงับการโอนสิทธิการเช่าสร้างให้แก่โจทก์และขอโอนสิทธิการเช่าสร้างให้แก่จำเลยที่ ๓ กับได้ความตามทางนำสืบของจำเลยที่ ๓ ว่า

จำเลยที่ ๓ ได้ฟ้องจำเลยที่ ๑ เป็นคดีแพ่ง เรียกให้ชำระเงินตามเช็ค โดยได้ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา และขอคุ้มครองชั่วคราวในกรณีฉุกเฉินในคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๗ ในคำร้องนั้นจำเลยที่ ๓ ระบุว่าจำเลยที่ ๑ มีสิทธิการเช่าสร้างตึกแถวในที่ดินของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ได้ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ ๒ ขอโอนสิทธิดังกล่าวให้แก่โจทก์ ขอให้ห้ามจำเลยที่ ๑ ขาย หรือจำหน่ายสิทธิดังกล่าว และขอให้ศาลสั่งอายัดสิทธิดังกล่าวต่อจำเลยที่ ๒ ให้จำเลยที่ ๒ งดเว้นการจำหน่ายสิทธิดังกล่าวแก่โจทก์หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษา ซึ่งเมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องนั้น จำเลยที่ ๓ ก็เบิกความยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว และจำเลยที่ ๑ โอนสิทธิการเช่าสร้างดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๓ เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๒๗ อันเป็นเวลาภายหลังจากศาลชั้นต้นได้มีหนังสือถอนหมายห้ามชั่วคราว

ดังนี้ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ก่อนที่จำเลยที่ ๓ จะรับโอนสิทธิการเช่าสร้างจากจำเลยที่ ๑ จำเลยทั้งสามได้ทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยที่ ๑ ได้ตกลงโอนสิทธิการเช่าสร้างดังกล่าวให้แก่โจทก์ก่อนแล้ว การโอนสิทธิการเช่าสร้างให้แก่จำเลยที่ ๓ ในพฤติการณ์เช่นนี้จึงถือได้ว่าเป็นการที่จำเลยทั้งสามได้กระทำไปโดยไม่สุจริตเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ ๑ ต้องเสียเปรียบ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าสร้างระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ได้ ฎีกาของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยที่ ๓ ฎีกาว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าหนี้ที่จะขอเพิกถอนการโอนระหว่างจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ได้นั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าสร้างระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ดังได้วินิจฉัยมาแล้ว

โจทก์ก็มีอำนาจขอให้เพิกถอนสัญญาเช่าระหว่างจำเลยที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ ด้วย เพราะจำเลยที่ ๓ รับโอนสิทธิการเช่าสร้างมาจากจำเลยที่ ๑โดยการฉ้อฉล โดยมีจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าของที่แท้จริงเป็นคู่สัญญาเช่าที่จะกระทำกันกับผู้ได้สิทธิภายหลังจากสร้างอาคารเสร็จเป็นผู้พิจารณาโอนสิทธิการเช่าสร้างดังกล่าว ฎีกาของจำเลยที่ ๓ข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้นเช่นกัน คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยเป็นข้อสุดท้ายตามที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ฎีกาว่าโจทก์มีสิทธิขอให้ศาลบังคับให้จำเลยที่ ๒ ทำสัญญาให้โจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินและอาคารพิพาทหรือไม่ศาลฎีกาพิเคราะห์หนังสือสัญญาเช่าเอกสารหมาย ล.๑๐ ซึ่งเป็นสัญญาเช่าสร้างอาคารระหว่างจำเลยที่ ๑ กับที่ ๒ ดังกล่าวประกอบแล้ว

ปรากฏว่าสัญญาดังกล่าวข้อ ๒ วรรคหนึ่ง มีข้อความระบุว่า "...ผู้เช่าสัญญาว่าจะไม่โอนสิทธิหรือหน้าที่ใด ๆ ให้บุคคลภายนอกจัดการแทนตามความผูกพันที่ผู้เช่าจะต้องปฏิบัติต่อผู้ให้เช่าตามสัญญานี้...เว้นแต่ผู้ให้เช่าจะอนุญาตให้ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร"ข้อสัญญาตามหนังสือสัญญาดังกล่าวเจือสมคำเบิกความของพยานจำเลยที่ ๒ ทั้งสองดังกล่าว พยานหลักฐานของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ฟังได้ว่าแม้จำเลยที่ ๑ผู้เช่าสร้างอาคารจากจำเลยที่ ๒ มีสิทธิขอโอนสิทธิการเช่าสร้างดังกล่าวให้แก่ผู้อื่นก็ตาม แต่จำเลยที่ ๒ ก็มีอำนาจพิจารณาว่าจะอนุมัติให้โอนสิทธิการเช่าสร้างดังกล่าวได้หรือไม่ มิใช่ต้องยินยอมให้จำเลยที่ ๑ โอนสิทธิการเช่าสร้างให้แก่ผู้รับโอนเสมอไป

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เช่นนี้ สัญญาเช่าสร้างอาคารระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ตามหนังสือสัญญาเช่าเอกสารหมาย ล.๑๐ จึงมิใช่สัญญาที่จำเลยที่ ๒ ตกลงว่าจะชำระหนี้แก่บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๔ โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้ศาลบังคับให้จำเลยที่ ๒ ทำสัญญาให้โจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินและอาคารตามสัญญาเช่าสร้างตามฟ้องได้ โจทก์และจำเลยที่ ๑ จะต้องไปดำเนินการขอโอนสิทธิการเช่าสร้างระหว่างกันต่อจำเลยที่ ๒ และการที่จำเลยที่ ๒ จะอนุมัติให้โจทก์ได้รับโอนสิทธิการเช่าสร้างจากจำเลยที่ ๑ และให้โจทก์เช่าที่ดินและอาคารหรือไม่นั้น เป็นสิทธิของจำเลยที่ ๒ โดยเฉพาะ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ ๒ทำสัญญาให้โจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินและตึกพิพาทเป็นเวลา ๑๑ ปี โดยให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมเช่าสร้างเป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท และเสียค่าเช่าอัตราเดือนละ ๗๐๐ บาท ใน ๖ ปีแรก

ส่วนอีก ๕ ปีหลังให้เสียค่าเช่าตามการเปลี่ยนแปลงของอัตราค่าครองชีพซึ่งกำหนดโดยกระทรวงพาณิชย์เป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาให้แก่จำเลยที่ ๒ นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ข้อนี้ฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อัครวิทย์ สุมาวงศ์ · เทพฤทธิ์ ศิลปานนท์ · สมศักดิ์ วิธุรัติ
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายชวลิต พรายภู่
ศาลอุทธรณ์ - นายประสิทธิ์ แสนศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้