Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3458/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ทำสัญญาวางมัดจำจะซื้อที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์จากจำเลยที่ 2สัญญาระบุว่า คู่สัญญาจะทำหนังสือสัญญาซื้อขายต่อกัน แต่มิได้กำหนดเวลาไว้ว่าจะต้องทำสัญญาซื้อขายกันเมื่อใด คู่สัญญาจึงต้องมาตกลงกันอีกครั้งในเวลาอันสมควรว่าจะทำการซื้อขายกันเมื่อใดให้แน่ชัดลงไป แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 ได้ตกลงกำหนดเวลาทำการซื้อขายกัน กลับทิ้งช่วงเวลานานถึง 5 ปีเศษ แสดงให้เห็นว่าต่างไม่นำพาที่จะปฏิบัติตามสัญญาในเวลาอันสมควรฝ่ายใดจะอ้างว่าอีกฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาหาได้ไม่ และเป็นที่เห็นได้ว่าต่างฝ่ายต่างสมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยายแล้ว โจทก์และจำเลยที่ 2 ต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นหุ้นส่วนกันจึงต้องคืนเงินมัดจำแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 83774 พร้อมทาวนส์เฮาส์ เลขที่ 1194/21 โจทก์วางมัดจำในวันทำสัญญาเป็นเงิน 360,000 บาท ส่วนที่เหลือโจทก์จะชำระให้จำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2 ได้ทำการก่อสร้างทาวน์เฮาส์แล้วเสร็จพร้อมส่งมอบและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ โดยโฉนดที่ดินดังกล่าวมีจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และจำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ก่อสร้างทาวน์เฮ้าส์ลงบนที่ดินเพื่อเสนอขายแก่บุคคลที่ทั่วไปอันเป็นธุรกิจการค้าร่วมกันของจำเลยทั้งสอง ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้แจ้งให้โจทก์ไปตรวจรับมอบทาวน์เฮาส์ โจทก์ได้ไปตรวจสอบแล้วพบว่าการก่อสร้างทาวน์เฮาส์มีข้อบกพร่องหลายประการจึงได้แจ้งให้จำเลยทั้งสองแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวให้แล้วเสร็จและจัดการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมทาวน์เฮ้าส์ให้โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย และจำเลยที่ 2 ยังใช้สิทธิไม่สุจริตบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์พร้อมทั้งริบมัดจำ

ทั้งที่จำเลยที่ 2 เป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อโจทก์ตลอดมา ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันแก้ไขข้อบกพร่องทาวน์เฮาส์เลขที่ 1194/21 ให้แล้วเสร็จพร้อมส่งมอบให้โจทก์หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์เป็นผู้แก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวเองโดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น เมื่อแก้ไขข้อบกพร่องแล้วเสร็จให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 83774 พร้อมทาวน์เฮาส์เลขที่1194/21 และรับเงินส่วนที่เหลือจำนวน 555,000 บาท จากโจทก์หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ดังกล่าวให้โจทก์ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินมัดจำจำนวน360,000 บาท

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แก่โจทก์จนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 83774 จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันลงทุนก่อสร้างทาวน์เฮาส์ ขายพร้อมที่ดิน และได้ทำหนังสือสัญญามัดจำกับโจทก์จริงแต่โจทก์ได้ประพฤติผิดสัญญา กล่าวคือ เมื่อโจทก์วางเงินมัดจำกับจำเลยจำนวน 360,000 บาท แล้ว จำเลยได้ให้โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายอีกฉบับ แต่โจทก์ไม่ยอมทำสัญญากับจำเลยเพื่อหลีกเลี่ยงกำหนดระยะเวลาในการโอน เมื่อจำเลยทั้งสองได้ก่อสร้างทาวน์เฮาส์เรียบร้อย จำเลยได้เรียกให้โจทก์ไปโอนหลายครั้ง แต่โจทก์อ้างว่าไม่มีเงินพอ ต่อมาจำเลยได้พาโจทก์ไปกู้เงินจากธนาคารอาคารสงเคราะห์แต่ธนาคารไม่อนุญาตให้กู้ หลังจากนั้นโจทก์ไม่เคยติดต่อกับจำเลยอีกเลย จึงเป็นการแสดงชัดแจ้งอยู่แล้วว่าโจทก์ได้สละสิทธิในเงินมัดจำ จำเลยเห็นว่าเวลาผ่านไป 5 ปีเศษ จึงมีหนังสือบอกกล่าวริบมัดจำไปยังโจทก์ทาวน์เฮาส์เลขที่ 1194/21 ของจำเลยไม่มีข้อบกพร่องดังโจทก์ฟ้อง ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินจำนวน 360,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่า จำเลยทั้งสองจะต้องคืนเงินมัดจำให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า สัญญามัดจำข้อ 3 ระบุว่าเมื่อผู้วางมัดจำได้ชำระเงินมัดจำครบถ้วนแล้วคู่สัญญาจะได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขายกัน และจะได้ปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายต่อไปด้วย สัญญามัดจำดังกล่าวมิได้กำหนดเวลาไว้ว่าให้คู่สัญญามาทำการซื้อขายกันเมื่อใด คู่สัญญาจึงต้องมาตกลงกันอีกครั้งหนึ่งในเวลาอันสมควรว่าจะทำการซื้อขายกันเมื่อใดให้แน่ชัดลงไปแต่ไม่ปรากฏว่าทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยที่ 2ได้มาตกลงกำหนดเวลาทำการซื้อขายทรัพย์พิพาทกัน กลับทิ้งช่วงเวลาไว้นานถึง 5 ปีเศษ แสดงให้เห็นว่าคู่สัญญาไม่นำพาที่จะปฏิบัติตามสัญญาในเวลาอันสมควร ฝ่ายใดจะอ้างว่าอีกฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาหาได้ไม่และพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ต่างฝ่ายต่างสมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยายแล้ว ดังนั้นโจทก์และจำเลยที่ 2 จึงต้องกลับคืนสู้ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 391 จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นหุ้นส่วนกัน จึงต้องคืนเงินมัดจำแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาชอบแล้วฎีกาจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมมาตร พรมหานุกูล · จองทรัพย์ เที่ยงธรรม · ทองเลื่อน พูลพิพัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้