Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3455/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่เจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตร กับจำเลยที่ 2 และโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นหลาน โดยโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 ยังไม่บรรลุนิติภาวะนั้น เมื่อเจ้ามรดกตายที่พิพาทจึงตกได้แก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1745 เมื่อจำเลยที่ 1 ได้ขอออก น.ส.3 ก. สำหรับที่พิพาท โดยใส่ชื่อจำเลยที่ 2ซึ่งเป็นผู้มีชื่อเป็นผู้รับมรดกคนหนึ่งและเป็นพี่ของโจทก์ทั้งสองร่วมด้วย อันเป็นการเข้ารับมรดกแสดงว่าจำเลยที่ 1 เข้าครอบครองที่พิพาทในฐานะทายาทตามพินัยกรรมและเป็นการเข้าครอบครองแทนโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหลานที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วยเมื่อจำเลยที่ 1 มิได้บอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือจึงยังคงเป็นการครอบครองทรัพย์มรดกร่วมกัน การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2ขายที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 จึงเป็นการขายเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 1และที่ 2 เท่านั้นจำเลยที่ 3 ได้สิทธิไปเท่าที่จำเลยที่ 1 และที่ 2มีอยู่การครอบครองที่พิพาทในส่วนของโจทก์ทั้งสองจะถือว่าเป็นการแย่งการครอบครองไม่ได้ โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้แบ่งทรัพย์นั้นได้และจะนำอายุความตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754มาใช้บังคับแก่โจทก์ทั้งสองไม่ได้ คดีของโจทก์ทั้งสองจึงไม่ขาดอายุความ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1และที่ 2 เป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายพริ้ม แปลกฤทธิ์เจ้ามรดก เจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมยกที่พิพาทตาม ส.ค.1 เลขที่ 271ให้แก่โจทก์ทั้งสอง และจำเลยที่ 1 ที่ 2 หลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ขอเปลี่ยนหลักฐานเกี่ยวกับที่พิพาทจาก ส.ค.1 เป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 418 แล้วจำเลยทั้งสามสมคบกันไปจดทะเบียนโอนขายที่พิพาททั้งนี้โดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ที่พิพาทมาโดยการให้จากบิดา การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดก จึงต้องถูกจำกัดมิให้ได้รับที่พิพาทเลย

ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่พิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ให้เพิกถอนชื่อจำเลยที่ 3 ออกจาก น.ส.3 ก. เลขที่ 418 เล่ม 5 ก หน้า 18 เลขที่ดิน83 ตำบลสาคู อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต และให้ใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่พิพาทถ้าไม่สามารถพิพากษาตามที่ขอดังกล่าวได้ให้จำเลยที่ 3 แบ่งที่พิพาทแก่โจทก์ทั้งสองครึ่งหนึ่ง ถ้าในการแบ่งตกลงกันไม่ได้ให้นำที่พิพาทออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งสองครึ่งหนึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1ได้รับที่พิพาทมาโดยการยกให้จากนายพริ้ม บิดาก่อนนายพริ้มถึงแก่ความตาย ไม่ได้รับมาโดยอาศัยสิทธิตามพินัยกรรม จำเลยที่ 1ครอบครองทำประโยชน์ที่พิพาทโดยความสงบและเปิดเผยเพื่อเจตนาเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียว

ขณะนายพริ้มจะถึงแก่ความตายได้ขอร้องให้จำเลยที่ 1 แบ่งที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ด้วย จำเลยที่ 1 จึงไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และใส่ชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ด้วยการจดทะเบียนขายที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 จึงเป็นการใช้สิทธิของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยสุจริต อายุความคดีนี้มีกำหนด 10 ปี นับตั้งแต่วันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย และโจทก์ทั้งสองฟ้องเป็นคดีนี้เกิน 1 ปี นับแต่บรรลุนิติภาวะและพ้นกำหนดอายุความฟ้องโจทก์ทั้งสองจึงขาดอายุความ ถ้าหากฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองมีสิทธิในที่พิพาทโดยอาศัยสิทธิทางพินัยกรรม นับตั้งแต่จำเลยที่ 3ซื้อที่พิพาทจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 3 ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่พิพาทโดยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาติดต่อกันเกิน 1 ปีแล้วถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ได้แย่งการครอบครองที่พิพาทจากโจทก์ทั้งสองแล้ว

โจทก์ทั้งสองมิได้ฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครอง 1 ปี นับแต่วันถูกแย่งการครอบครอง โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจนำคดีมาฟ้องขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยทั้งสามจัดการตกลงแบ่งที่พิพาท โดยให้โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของร่วมกับจำเลยที่ 3ครึ่งหนึ่ง โดยให้เจ้าพนักงานที่ดินใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของร่วมกับจำเลยที่ 3 หากตกลงกันไม่ได้ให้นำที่พิพาทออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินแบ่งให้โจทก์ทั้งสองครึ่งหนึ่งคำขออื่นให้ยกจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่านายพริ้มเจ้ามรดกมีบุตร 5 คน คือ นางวิลัย มารดาของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 2 นางสมใจ จำเลยที่ 1 นางเอมอร และนางยุพิน กับมีบุตรบุญธรรมอีก 1 คน คือนายทิวา นายพริ้มทำพินัยกรรมตามเอกสารหมาย จ.1 ไว้เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2512ยกที่พิพาทให้แก่ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และโจทก์ทั้งสอง นายพริ้มถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2515 ซึ่งขณะนั้นโจทก์ที่ 1อายุ 6 ปีเศษ และโจทก์ที่ 2 อายุ 5 ปีเศษ ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ขอออกน.ส.3 ก. ในที่พิพาทโดยใส่ชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 และในปี 2522จำเลยทั้งสองได้ขายที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 โดยไปจดทะเบียนซื้อขายในปี 2528 เมื่อจำเลยที่ 2 บรรลุนิติภาวะ

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่า เมื่อได้รับที่พิพาทมาแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ครอบครองมาโดยตลอด ไม่ได้ครอบครองแทนโจทก์ทั้งสองเห็นว่าเมื่อเจ้ามรดกตายมรดกของผู้ตายย่อมตกทอดแก่ทายาท และกองมรดกย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยสิทธิตามกฎหมายหรือโดยพินัยกรรม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคแรก และมาตรา 1603วรรคแรก ดังนั้นเมื่อตามพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.1 นายพริ้มเจ้ามรดกได้ยกที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และโจทก์ทั้งสอง ที่พิพาทจึงตกได้แก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1745 ส่วนการเข้าครอบครองทรัพย์มรดกนั้นแล้วแต่พฤติการณ์เป็นเรื่อง

ๆ ไป จำเลยที่ 1อ้างว่าเข้าครอบครองที่พิพาทโดยไม่ได้ครอบครองแทนโจทก์ทั้งสองซึ่งขณะนั้นโจทก์ทั้งสองยังไม่บรรลุนิติภาวะมารดาถึงแก่ความตายไปก่อนนายพริ้มเจ้ามรดก โจทก์ทั้งสองไม่เคยเข้าครอบครองที่พิพาทโดยโจทก์ที่ 1 ไปอยู่กับนางยุพินตั้งแต่มารดาตาย ส่วนโจทก์ที่ 2ไปอยู่กับนางชอุ่มตั้งแต่อายุ 10 ปีการที่ใส่ชื่อจำเลยที่ 2 ในที่พิพาทเพื่อขอออก น.ส.3 ก. ร่วมด้วยเป็นเพราะสงสารจำเลยที่ 2ได้ความว่า เมื่อนายพริ้มตายได้มีการจัดงานศพ นางยุพินเบิกความว่าหลังจากเผาศพนายพริ้ม 1 วัน พระวิเชียรฐานสีโลได้นำพินัยกรรม เอกสารหมาย จ.1 มาให้ที่บ้านซึ่งนายพริ้มพักอาศัยอยู่ในขณะที่ถึงแก่ความตายโดยมีนางสมใจจำเลยที่ 1 และนางเอมอรกับพยานร่วมรู้เห็นอยู่ด้วย

พระวิเชียรฐานสีโล นำพินัยกรรมมามอบให้ 4 ฉบับ จำเลยที่ 1 รับไป 1 ฉบับ หลังจากนายพริ้มตายประมาณ3 เดือน พยานกับนางสมใจและนางเอมอรได้ไปติดต่อรับมรดกตามพินัยกรรม ซึ่งจำเลยที่ 1 เบิกความว่าในงานทำบุญตักบาตรงานศพนายพริ้มพยานอยู่ด้วยพร้อมกับพี่น้องทุกคน จึงเป็นการเจือสมฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้รู้ถึงข้อกำหนดในพินัยกรรม และต่อมาเมื่อจำเลยที่ 1 ได้ขอออก น.ส.3 ก. สำหรับที่พิพาท จำเลยที่ 1 ได้ใส่ชื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้มีชื่อเป็นผู้รับมรดกคนหนึ่งและเป็นพี่ของโจทก์ทั้งสองร่วมด้วย อันเป็นการเข้ารับมรดกนั่นเอง จึงเป็นการแสดงว่าจำเลยที่ 1 เข้าครอบครองที่พิพาทในฐานะทายาทตามพินัยกรรมและพฤติการณ์เช่นนี้เชื่อว่าเป็นการเข้าครอบครองแทนโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหลานที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วย และการครอบครองของจำเลยที่ 1 ต่อมา

จำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้มีการบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือ จึงยังคงเป็นการครอบครองทรัพย์มรดกร่วมกัน การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขายที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 จึงเป็นการขายเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เท่านั้น โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องขอให้แบ่งทรัพย์นั้นได้ จะนำอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 มาใช้บังคับไม่ได้ส่วนจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับโอนที่พิพาทมาโดยการซื้อจากจำเลยที่ 1และที่ 2 นั้น การขายที่พิพาทให้จำเลยที่ 3 เป็นการขายเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เท่านั้น จึงได้สิทธิไปเท่าที่จำเลยที่ 1และที่ 2 มีอยู่ การครอบครองที่พิพาทในส่วนของโจทก์ทั้งสองจะถือว่าเป็นการแย่งการครอบครองไม่ได้ โจทก์ทั้งสองมีสิทธิติดตามเอาทรัพย์ส่วนของตนคืนได้ คดีของโจทก์ทั้งสองจึงไม่ขาดอายุความ"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ทวิช กำเนิดเพ็ชร์ · ประสิทธิ์ แสนศิริ · สมภพ โชติกวณิชย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้