Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2538 (เลขอ้างอิง 3449)

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยกับผู้มีชื่อเป็นการฟ้องเรียกให้ได้ที่ดินกลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสามคดีของโจทก์ทั้งสามจึงเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามจำนวนราคาที่ดินพิพาทนั้นปรากฎว่าจำเลยขายที่ดินพิพาทให้แก่ผู้มีชื่อไปแล้วโจทก์ทั้งสามขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าที่ดินที่โจทก์ทั้งสามมีสิทธิได้รับคนละ190,000บาทจึงเป็นหนี้อันอาจแบ่งแยกได้ต้องถือทุนทรัพย์แยกกันตามรายตัวโจทก์เมื่อจำเลยหนี้ตามสิทธิของโจทก์แต่ละคนไม่เกิน200,000บาทจึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา248วรรคหนึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าที่ดินพิพาทมิใช่ทรัพย์มรดกแต่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยการที่โจทก์ทั้งสามฎีกาว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสามฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของมารดาโจทก์ทั้งสามและจำเลยต้องแบ่งเงินที่ขายที่ดินพิพาทกันตามส่วนและศาลล่างวินิจฉัยข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อนจากพยานหลักฐานในสำนวนเพราะในส.ค.1เอกสารหมายจ.4จำเลยระบุไว้ว่าได้ที่ดินพิพาทมาโดยบิดามารดายกให้แต่ในสัญญาซื้อขายเอกสารหมายจ.6จำเลยระบุว่าได้ที่ดินพิพาทมาโดยการครอบครองเกิน10ปีแตกต่างกันแต่ศาลอุทธรณ์หาได้วินิจฉัยในปัญหานี้ไม่ล้วนแต่เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ทั้งสิ้นอันเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาพิพากษา โดยเรียกโจทก์สำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 และโจทก์สำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับโจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยโจทก์สำนวนแรกได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาเป็นใจความว่าโจทก์ทั้งสาม จำเลยและนายเล็ก หมื่นหาญ เป็นบุตรนายอบ หมื่นหาย กับนางแก่น หมื่นหาญ ก่อนที่ นางแก่น จะอยู่กินฉันสามีภรรยากับนายอบนั้น นางแก่นมีที่ดิน 1 แปลง ต่อมาเมื่อปี 2483นางแก่นถึงแก่กรรม ที่ดินดังกล่าวเป็นมรดกตกทอดแต่ทายาท ทายาททุกคนจึงมอบให้จำเลยเป็นผู้ดูแลครอบครองที่ดินแทน แต่จำเลยไม่เคยเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน จนกระทั่งปี 2498 จำเลยไปดำเนินการขอให้ทางราชการออกแบบแจ้งการครอบครองที่ดินนั้นเป็นชื่อจำเลยโดยอ้างว่าบิดามารดายกให้ ซึ่งไม่เป็นความจริง

ต่อมาเมื่อปี 2517จำเลยเอาที่ดินนั้นไปขอออกโฉนดที่ดินเป็นโฉนดเลขที่ 1559 เนื้อที่7 ไร่ 2 งาน 40 ตารางวา ตั้งอยู่ที่บ้านเขาเต่า ตำบลหนองแกอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โจทก์ทั้งสามและทายาทอื่นไม่เคยทราบเรื่อง ต่อมานายอบถึงแก่กรรมโจทก์ทั้งสามและทายาทอื่นจึงแจ้งให้จำเลยจัดการแบ่งแยกที่ดินตามส่วนที่โจทก์ทั้งสามและทายาทอื่นจะได้รับ จำเลยบ่ายเบี่ยงจนกระทั่งเมื่อประมาณกลางปี 2532โจทก์ทั้งสามทราบว่าจำเลยกำลังจะโอนขายที่ดินนั้นให้ผู้อื่น จึงให้ทนายความมีหนังสืออายัดที่ดินดังกล่าวไปยังเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สาขาหัวหินโดยจำเลยได้รับสำเนาหนังสือนั้นแล้ว ต่อมาเมื่อนายมนตรี เอี่ยมสะอาด ทนายความของโจทก์ทั้งสามนำโจทก์ทั้งสามและทายาทไปติดต่อเจ้าพนักงานที่ดิน

ก็พบว่าจำเลยได้ขายที่ดินไปให้ผู้อื่นในราคา 950,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 19กันยายน 2532 ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับที่ทนายความของโจทก์ทั้งสามมีหนังสือแจ้งอายัดไป โจทก์ทั้งสามติดตามทวงถามจำเลยแล้ว แต่จำเลยหลบหนี โจทก์ทั้งสามได้รับความยินยอมจากสามีให้ฟ้องคดีนี้ ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1559 ฉบับลงวันที่ 19กันยายน 2532 และให้จำเลยนำที่ดินนั้นมาแบ่งให้แก่ทายาท หากจำเลยไม่สามารถดำเนินการได้ให้จำเลยชำระเงินค่าที่ดินที่โจทก์ทั้งสามมีสิทธิได้รับคนละ 190,000 บาทจำเลยทั้งสองสำนวนให้การเป็นใจความว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 1559นั้นไม่ใช่ทรัพย์มรดกอันจะตกทอดแก่โจทก์ทั้งสาม แต่จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และเข้าครอบครองดูแลที่ดินนั้นอย่างเป็นเจ้าของตลอดมาไม่เคยได้รับมอบหมายหรือดูแลที่ดินนั้นแทนผู้ใด

โจทก์ทั้งสามและจำเลยเสียภาษีที่ดินนั้นมาโดยตลอด ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ศาลสั่งเพิกถอนสัญญาซื้อขายนั้นไม่อาจบังคับได้อันเป็นผลให้คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ขอให้แบ่งเงินค่าที่ดินสิ้นผลบังคับไปด้วยเดิมที่ดินนั้นเป็นที่ดินไม่มีหลักฐานและไม่มีราคา บุพการียกที่ดินนั้นให้จำเลยเมื่อประมาณ 40 ปีมาแล้ว จำเลยจึงเข้าครอบครองยึดถือเป็นเจ้าของทำกินในที่ดินนั้นตลอดมาจนกระทั่งปี 2498 จำเลยไปแจ้งการครอบครองตามหลักฐานแบบแจ้งการครอบครอง ส.ค.1เลขที่ 374 เนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 20 ตารางวา ต่อมาจำเลยเข้าครอบครองทำกินและได้จับจองที่ดินรกร้างว่างเปล่าข้างเคียงและทำไร่ขยายที่ดินออกไปอีกเป็นเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ โดยมีอาณาเขตแน่นอนจนบัดนี้ต่อมาเมื่อปี 2508 จำเลยยื่นคำขอให้ทางราชการรังวัดที่ดิน เพื่อออกโฉนดที่ดิน

ทางราชการได้ออกทำการรังวัดซึ่งบุคคลในท้องที่ที่ดินพิพาทและโจทก์ทั้งสามก็ทราบดี แต่ไม่คัดค้านทางราชการจึงได้ออกเป็นโฉนดแบบรวงข้าวให้โจทก์ แล้วต่อมาเมื่อปี 2517 ทางราชการได้เรียกเปลี่ยนโฉนดแบบรวงข้าวเป็นโฉนดที่ดินให้จำเลย คดีโจทก์ทั้งสามขาดอายุความ ที่โจทก์โอนขายที่ดินให้บุคคลอื่นนั้นก็เป็นไปโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ตามหนังสือสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่19 กันยายน 2532 ที่โจทก์มาขออายัดที่ดินและฟ้องคดีนี้เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตเพราะที่ดินดังกล่าวนั้นเป็นของจำเลย ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ทั้งสามฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

การที่โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยกับผู้มีชื่อเป็นการฟ้องเรียกให้ได้ที่ดินกลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสาม คดีของโจทก์ทั้งสามจึงเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามจำนวนราคาที่ดินพิพาทนั้น ปรากฎว่าจำเลยขายที่ดินพิพาทให้แก่ผู้มีชื่อไปแล้วโจทก์ทั้งสามขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าที่ดินที่โจทก์ทั้งสามได้รับคนละ 190,000 บาท จึงเป็นหนี้อันอาจแบ่งแยกได้ ต้องถือทุนทรัพย์แยกกันตามรายตัวโจทก์ เมื่อจำนวนหนี้ตามสิทธิของโจทก์แต่ละคนไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าที่ดินพิพาทมิใช่ทรัพย์มรดก แต่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยการที่โจทก์ทั้งสามฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสามฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของมารดาโจทก์ทั้งสามและจำเลย ต้องแบ่งเงินที่ขายที่ดินพิพาทกันตามส่วน และศาลล่างวินิจฉัยข้อเท็จจริงตลาดเคลื่อนจากพยานหลักฐานในสำนวนเพราะใน ส.ค.1 เอกสารหมาย จ.4จำเลยระบุไว้ว่า ได้ที่ดินพิพาทมาโดยบิดามารดายกให้ แต่ในสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.6 จำเลยระบุว่า ได้ที่ดินพิพาทมาโดยการครอบครองเกิน 10 ปี แตกต่างกัน แต่ศาลอุทธรณ์หาได้วินิจฉัยในปัญหานี้ไม่ ล้วนแต่เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ทั้งสิ้น อันเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยพิพากษายกฎีกาโจทก์ทั้งสาม คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ส่วนโจทก์ที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาอย่างคนอนาถา จึงไม่มีค่าขึ้นศาลจะคืนให้ ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุทธิ นิชโรจน์ · สุชาติ ถาวรวงษ์ · อากร อัชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1020/2567

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา" และวรรคสอง บัญญัติว่า "การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6381/2562

ค่าขาดไร้อุปการะเป็นหนี้ที่สามารถแบ่งแยกเป็นส่วนของโจทก์แต่ละคน โดยโจทก์ทั้งสองสามารถฟ้องเรียกเฉพาะส่วนของตนโดยลำพังได้ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงต้องถือตามจำนวนค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์แต่ละคนมีสิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4839/2562

การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ มิใช่เป็นคดีที่โจทก์ร่วมฟ้องเองโดยตรง จึงต้องถือว่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3826/2562

โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดก จำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่ตนเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งหกในฐานะทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดก ขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งหก จึงเป็นเรื่องที…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2262/2562

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 6,000 บาท นับจากวันฟ้อง จำเลยให้การว่า จำเลยอยู่ในฐานะเป็นผู้ที่จะได้รับการจดทะเบียนอยู่ก่อน โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้