Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2510 (เลขอ้างอิง 34431)

พ.ศ. 2510 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การซื้อขายข้าวเปลือกราคาเกินกว่า 500 บาท เมื่อจำเลยตวงข้าวไปจากโจทก์แล้ว ถือว่าได้มีการชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 456 วรรคสองแล้ว แม้จะไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ โจทก์ก็ฟ้องเรียกราคาข้าวจากจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 94(2)ที่ห้ามมิให้นำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารนั้นต้องเป็นกรณีที่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดงเท่านั้น กรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกราคาข้าวที่ขายให้จำเลยโดยไม่ต้องมีเอกสารเป็นหนังสือมาแสดง แม้เอกสารจะมีข้อความว่า "รับฝากข้าวเปลือก" โจทก์ก็นำพยานบุคคลมาสืบได้ว่าเป็นเรื่องซื้อขายข้าวกัน จำเลยที่ 2 กระทำในนามผู้จัดการบริษัทจำเลยที่ 1 ได้เอาตราของบริษัทจำเลยที่ 1 มาตีประทับด้วย ถือว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ซื้อข้าวไปจากโจทก์แทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยซื้อเชื่อข้าวเปลือกเจ้าจากโจทก์ ดังนี้ จำเลยสามารถเข้าใจข้อหาและต่อสู้คดีได้แล้ว ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม ผู้ประกอบกสิกรรมฟ้องเรียกเอาค่าผลิตผลแห่งกสิกรรมที่ได้ขายให้จำเลยซึ่งเป็นบริษัทโรงสี กรณีไม่เข้าอยู่ในบังคับแห่งอายุความ 2 ปี อายุความจึงมีกำหนด 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 165 วรรคท้าย

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นได้พิจารณาพิพากษารวมกัน

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องเป็นทำนองเดียวกันว่า เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2500 จำเลยที่ 1 ได้ซื้อข้าวเปลือกจ้าวของนายโกร๋ยโจทก์จำนวน 7 เกวียน ราคา 7,000 บาท โดยสัญญาว่าจะชำระเงินให้ในเดือนกันยายน 2500 โจทก์ส่งมอบข้าวให้จำเลย ครั้นถึงเดือนกันยายน 2500 โจทก์ไปขอรับเงิน จำเลยไม่มีเงินชำระ โจทก์ถือว่าจำเลยผิดนัด จำเลยต้องเสียดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตั้งแต่เดือนตุลาคม 2500 ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 5 ปีเศษโจทก์ขอคิดเอาเพียง 5 ปี เป็นเงิน 2,625 บาท และเนื่องจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้สมคบกันฉ้อโกงโจทก์โดยจดทะเบียนเลิกบริษัทจำเลยที่ 1 และสมยอมกันให้จำเลยที่ 3 โอนกิจการของบริษัทจำเลยที่ 1 ไปเป็นของจำเลยที่ 3 ฉะนั้น

ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินดังกล่าวให้โจทก์ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการ และจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1 ต้องร่วมกันรับผิดด้วย จึงขอให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 9,625 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี ในต้นเงิน 7,000 บาทตั้งแต่วันฟ้อง ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระก็ให้จำเลยที่ 2-3 ชำระแทนเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2502 จำเลยที่ 1 ได้ซื้อข้าวเปลือกจ้าวของนายสละโจทก์เป็นจำนวน 30 เกวียน 92 ถัง ราคา 35,558 บาท โดยสัญญาจะชำระเงินให้ในเดือนกันยายน 2502 โจทก์ได้ส่งมอบข้าวดังกล่าวให้จำเลยครั้นถึงเดือนกันยายน 2502 โจทก์ไปขอรับเงินจำเลยไม่มีเงินชำระให้โจทก์ โจทก์ถือว่าจำเลยผิดนัด จำเลยต้องเสียดอกเบี้ยร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี

นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2502 ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 3 ปี 8 เดือน เป็นเงิน 9,556 บาทให้โจทก์ และเนื่องจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้สมคบกันฉ้อโกงโจทก์โดยจดทะเบียนเลิกบริษัทจำเลยที่ 1 และสมยอมให้จำเลยที่ 3 โอนกิจการของบริษัทจำเลยที่ 1 ไปเป็นของจำเลยที่ 3 ฉะนั้น ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ดังกล่าวให้โจทก์ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการและจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1 ต้องร่วมกันรับผิดด้วย จึงขอให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 45,114 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี ในต้นเงิน 35,558 บาท ตั้งแต่วันฟ้อง ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระก็ให้จำเลยที่ 2, 3 ชำระแทนจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การต่อสู้ทั้งสองสำนวนมีใจความว่าเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2500 จำเลยที่ 1 ไม่เคยซื้อเชื่อข้าวเปลือกจ้าวของโจทก์และไม่เคยสัญญาว่าจะชำระเงินให้ในเดือนกันยายน 2500 และเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2502 จำเลยที่ 1 ไม่เคยซื้อเชื่อข้าวเปลือกเจ้าของโจทก์ และไม่เคยสัญญาว่าจะชำระเงินให้ในเดือนกันยายน 2502 หากจะมีก็เป็นเรื่องส่วนตัวของจำเลยที่ 2 ไม่ผูกพันจำเลยที่ 1 และที่ 3 จำเลยที่ 3 ไม่ได้สมยอมกับผู้ถือหุ้นโอนกิจการของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมสิทธิ์ทั้งหมดแต่ผู้เดียว

คดีโจทก์ทั้งสองสำนวนขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวนนายแหลมจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้คดีสองสำนวนว่า จำเลยรับฝากข้าวเปลือกจากโจทก์ไว้จริง แต่โจทก์ได้มาคิดเอาเงินราคาข้าวเปลือกไปจากจำเลยหมดสิ้นแล้ว ทั้งระยะเวลาที่ฝากข้าวถึงบัดนี้ก็เป็นเวลา 6 ปีและ 4 ปีแล้ว แต่โจทก์มิได้คืนใบรับฝากข้าวให้จำเลย จึงขอให้ยกฟ้องโจทก์ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ได้ซื้อข้าวเปลือกจ้าวจากนายโกร๋ยโจทก์ 7 เกวียนเป็นเงิน 7,000 บาท และซื้อจากนายสละโจทก์ 30 เกวียน 92 ถัง เป็นเงิน 35,558 บาทและยังไม่ได้ชำระราคาค่าข้าวดังกล่าวให้ผู้ขาย แต่เห็นว่าคดีที่นายโกร๋ยเป็นโจทก์ฟ้อง คดีขาดอายุความฟ้องร้องแล้ว ส่วนคดีที่นายสละเป็นโจทก์ยังไม่ขาดอายุความและเห็นว่าจำเลยที่ 2 ไปซื้อข้าวดังกล่าวจากโจทก์เป็นการทำแทนจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นเพียงกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1 เท่านั้น

ไม่ต้องรับผิดชอบเป็นส่วนตัวพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าข้าวเปลือก และดอกเบี้ยตามฟ้องรวมทั้งสิ้น 45,114 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปีในต้นเงิน 35,558 บาท ตั้งแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นายสละโจทก์ในคดีหมายเลขดำที่ 104/2506 โดยยกฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 102/2506 ที่นายโกร๋ยเป็นโจทก์ทั้งหมด และให้ยกฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 104/2506 เฉพาะที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เสียนายโกร๋ย สิงสอน

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์ และบริษัทโรงสีสุวรรณบวร จำกัดจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วพิพากษายืนบริษัทโรงสีสุวรรณบวร จำกัด จำเลยที่ 1 ฎีกานายโกร๋ยโจทก์ฎีกาว่า คดีของโจทก์ยังไม่ขาดอายุความจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การซื้อขายข้าวเปลือกจ้าวระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งมีราคาเกินกว่า 500 บาท ไม่ได้ทำเป็นหนังสือ โจทก์จะฟ้องร้องขอให้บังคับคดีหาได้ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรค 2, 3

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้จำเลยได้ตวงเอาข้าวดังกล่าวจากโจทก์ทั้งสองสำนวนไปแล้ว ถือได้ว่าได้มีการชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรค 2 แล้ว ฉะนั้นถึงแม้จะไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ โจทก์ก็ฟ้องเรียกราคาค่าข้าวเปลือกจากจำเลยได้จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ได้เขียนไว้ว่ารับฝากข้าวเปลือก โจทก์นำสืบว่ากรณีเป็นเรื่องการซื้อขายหาได้ไม่ เป็นการสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรค 2

ศาลฎีกาเห็นว่า ถึงแม้ในเอกสารจ.1 และ จ.2 จะมีข้อความว่า "รับฝากข้าวเปลือก" โจทก์ก็นำพยานบุคคลมาสืบว่า ความจริงเป็นเรื่องซื้อขายข้าวได้ เพราะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(2) ที่ห้ามไม่ให้นำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารนั้น ต้องเป็นกรณีที่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดงเท่านั้น แต่คดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องเรียกราคาข้าวที่ขายให้จำเลยที่ 1 ได้โดยไม่ต้องมีเอกสารเป็นหนังสือมาแสดง ฉะนั้นข้อนำสืบของโจทก์จึงไม่ต้องห้ามตามกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า กรณีเป็นเรื่องจำเลยซื้อข้าวเปลือกจ้าวจากนายโกร๋ยโจทก์จำนวน 7 เกวียน คิดราคาเป็นเงิน 35,558 บาท และจำเลยยังไม่ได้ชำระราคาค่าข้าวเปลือกดังกล่าวให้โจทก์จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า นายแหลมจำเลยที่ 2 รับข้าวของโจทก์ทั้งสองสำนวน ไว้เป็นส่วนตัว แต่อำพรางว่าจำเลยที่ 2 กระทำในนามบริษัทจำเลยที่ 1 บริษัทจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชอบต่อโจทก์

ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ 2 กระทำในนามของผู้จัดการบริษัทจำเลยที่ 1 ทั้งยังได้เอาตราของบริษัทจำเลยที่ 1 ตีประทับด้วย ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะเป็นผู้จัดการของบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ซื้อข้าวของโจทก์ทั้งสองสำนวนแทนจำเลยที่ 1 ฉะนั้น จำเลยที่ 1 ก็ต้องรับผิดชอบต่อโจทก์จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม เพราะตามฟ้องของโจทก์เข้าใจไม่ได้ว่าโจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดฐานซื้อเชื่อหรือรับฝาก

ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์ทั้งสองสำนวนบรรยายฟ้องโดยชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยซื้อเชื่อข้าวเปลือกจ้าวจากโจทก์ทั้งสองสำนวนจำเลยสามารถเข้าใจข้อหาและต่อสู้คดีได้แล้ว ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุมตามฎีกาของนายโกร๋ยโจทก์ ที่ฎีกาว่าคดีของโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ

ศาลฎีกาเห็นว่า ทางพิจารณาฟังได้ว่านายโกร๋ยเป็นผู้ประกอบกสิกรรม ฟ้องเรียกเอาค่าผลิตผลแห่งกสิกรรมที่ได้ขายให้จำเลย และกรณีไม่เข้าอยู่ในบังคับอายุความ 2 ปี อายุความจึงมีกำหนด 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 165 วรรคท้าย แต่ทางพิจารณาปรากฏว่านับแต่วันจำเลยผิดนัดไม่ชำระราคาค่าข้าวให้โจทก์จนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 5 ปีกว่าแล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มณี ชุติวงศ์ · ไฉน บุญยก · โกวิท ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้