Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2510 (เลขอ้างอิง 34400)

พ.ศ. 2510 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อ พ.ศ. 2461 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ได้ทรงมีพระราชหัตถเลขาโปรดเกล้าฯพระราชทานวังเพชรบูรณ์แก่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนเพชรบูรณ์อินทราชัย ซึ่งเมื่อทิวงคตในปี พ.ศ. 2466 นั้น มิได้ทรงทำพินัยกรรมไว้ รัชกาลที่ 6 ได้ทรงมีพระราชหัตถเลขาโปรดเกล้าฯ ให้ดำเนินการไปตามความเห็นของคณะกรรมการ ซึ่งได้กราบบังคมทูลถวายรายงานเกี่ยวกับวังเพชรบูรณ์ว่าที่วังเป็นของหลวงอยู่ในพระมหากรุณาธิคุณที่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานแก่ผู้ซึ่งทรงพระราชดำริเห็นสมควรจะดำรงตระกูลต่อไป โดยมอบให้พระคลังข้างที่เป็นผู้ดูแลรักษาไว้จนกระทั่งบัดนี้ ดังนี้พระราชหัตถเลขาทั้ง 2 ฉบับนี้เป็นพระบรมราชโองการของพระมหากษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราช จึงมีผลเด็ดขาดเป็นกฎหมายเมื่อมิได้มีพระบรมราชโองการของพระองค์ท่านเอง หรืออำนาจเด็ดขาดอื่นใดยกเลิกเพิกถอน พระบรมราชโองการดังกล่าวจึงยังคงมีผลอยู่ (ตามนัยฎีกาที่ 681/2481) คือมีผลบังคับทำให้วังเพชรบูรณ์ตกเป็นของหลวง และอยู่ในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่ผู้ซึ่งทรงพระราชดำริเห็นสมควรจะดำรงตระกูลต่อไป ตัวการซึ่งอยู่ในต่างประเทศ ได้มีจดหมายถึงตัวแทนซึ่งได้รับมอบอำนาจทั่วไปให้จัดการดูแลผลประโยชน์ในทรัพย์สินของตัวการในประเทศไทยมีข้อความเกี่ยวกับเรื่องวังเพชรบูรณ์ว่า "ฯลฯ ที่ดินผืนนั้น(คือที่ตั้งวังเพชรบูรณ์) มีทางที่จะได้ประโยชน์อยู่มาก ถ้าเราไม่สายเกินไปตามที่หม่อมฉันได้เคยบอกพี่เล็ก (คือตัวแทน) ไว้แล้วหม่อมฉันเต็มใจ จะแบ่งผลที่ได้ครึ่งต่อครึ่งกับพี่เล็กจากส่วนของหม่อมฉัน หม่อมฉันพร้อมที่จะจ่ายจำนวนสูงถึงร้อยละสี่สิบของผลที่ได้ก่อนหักรายจ่ายให้แก่แหล่งต่างๆที่สามารถทำให้โครงการของเราเป็นไปได้ (หรือเป็นผลสำเร็จได้)เมื่อจ่ายแล้วคงเหลือร้อยละหกสิบสำหรับแบ่งสรรกันระหว่างท่านแม่ พี่หญิงและตัวหม่อมฉันเององค์ละร้อยละยี่สิบ ร้อยละยี่สิบส่วนของหม่อมฉันจะต้องแบ่งกันอีกคนละครึ่งกับพี่เล็ก ฯลฯ โปรดคิดเรื่องนี้ต่อไปและเราอาจจะปรึกษากันโดยละเอียดได้เมื่อเราพบกันครั้งต่อไป" ดังนี้ เป็นคำสั่งของตัวการให้ตัวแทนดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งวังเพชรบูรณ์ และตัวการต้องได้วังเพชรบูรณ์มาเป็นของตนแล้วจึงจะจ่ายเงินร้อยละสี่สิบของ" ผลที่ได้" ซึ่งหมายถึงการได้วังเพชรบูรณ์มาเป็นของตัวการแล้วนั่นเอง ตัวแทนที่ดีต้องระวังรักษาผลประโยชน์ของตัวการโดยสมควรแก่หน้าที่เมื่อพฤติการณ์มีเหตุผลส่อแสดงว่า การที่ตัวแทนตกลงจะจ่ายเงินค่าตอบแทนให้บุคคลภายนอกด้วยการสมยอมกันทำหลักฐานย้อนหลังระหว่างกันไว้เพื่อให้มีผลผูกมัดตัวการโดยไม่สุจริต ข้อตกลงนั้นไม่มีผลผูกพันตัวการ เมื่อตัวการมีข้อเสนอแก่ตัวแทนว่าจะจ่ายค่าตอบแทนให้ต่อเมื่อได้วังเพชรบูรณ์มาเป็นของตัวการแล้ว การที่ตัวแทนไปตกลงให้ค่าตอบแทนแก่บุคคลภายนอกซึ่งต่างก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ตัวการยังไม่ได้วังเพชรบูรณ์มาเป็นของตนนั้นเป็นการกระทำที่นอกเหนือขอบอำนาจของตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 823ใบมอบอำนาจทั่วไปให้ตัวแทนจัดการทรัพย์สินของตัวการที่มีอยู่แล้วไม่เกี่ยวกับมรดกที่จะได้รับภายหลัง และไม่เกี่ยวกับวังเพชรบูรณ์นั้น แม้ใบมอบอำนาจนั้นจะระบุว่าตัวการยอมให้สัตยาบันแก่การที่ตัวแทนกระทำไปก็ตาม เมื่อตัวการมอบอำนาจใหม่ให้ดำเนินการเรื่องวังเพชรบูรณ์แล้ว จะนำเอาข้อความที่ตัวการยอมให้สัตยาบันในใบมอบอำนาจทั่วไปมาใช้ผูกพันเป็นการให้สัตยาบันแก่กิจการที่ตัวแทนกระทำไปเกี่ยวกับเรื่องวังเพชรบูรณ์โดยเฉพาะไม่ได้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้พิจารณาพิพากษารวมกันและเพื่อความสะดวกในการพิจารณา ให้เรียกโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4271/2505 (ของศาลแพ่ง) และจำเลยที่ 2 ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4294/2505 (ของศาลแพ่ง) ว่าโจทก์ ให้เรียกจำเลยที่ 1 ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4271/2505 และโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4294/2505ว่าจำเลยที่ 1 และให้เรียกจำเลยที่ 2 ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4271/2505 และจำเลยที่ 1 ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4294/2505 ว่าจำเลยที่ 2คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4271/2505

โจทก์ฟ้องและแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องว่าจำเลยที่ 1 มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์จำเลยที่ 1 ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนทั่วไปเพื่อครอบครองดูแลรักษาและจัดการผลประโยชน์ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ในประเทศไทยส่วนจำเลยที่ 2 เคยได้รับแต่งตั้งจากจำเลยที่ 1 ให้เป็นผู้จัดการดูแลผลประโยชน์ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ในประเทศไทยตั้งแต่วันที่8 เมษายน 2492 ตลอดมาจนกระทั่งจำเลยที่ 1 เพิกถอนอำนาจเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2505 ปรากฏตามสำเนาใบมอบอำนาจท้ายฟ้อง จำเลยที่ 1 ใช้นามในภาษาอังกฤษว่า "นิคกี้" (Nicky) กับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ทรงเป็นพระโอรสผู้สืบตระกูลของสมเด็จเจ้าฟ้าจุฑาธุชกรมขุนเพชรบูรณ์อินทราชัยอันเกิดจากนางระวิ

พระบิดาของจำเลยที่ 1 ทิวงคตเมื่อ พ.ศ. 2466 มิได้ทรงทำพินัยกรรมไว้พระมรดกของพระบรมวงศ์ชั้นผู้ใหญ่จึงอยู่ในพระบรมราชวินิจฉัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานซึ่งขณะนั้นอยู่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ทรงมีพระบรมราชโองการให้พระมรดกของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมชุนเพชรบูรณ์อยู่ในความควบคุมดูแลของสำนักงานพระคลังข้างที่ ต่อมาประมาณ 26 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แบ่งพระมรดกของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนเพชรบูรณ์นอกจากวังเพชรบูรณ์พระราชทานแก่จำเลยที่ 1 และทายาทอื่น จำเลยที่ 1 ได้ทรงมอบส่วนแบ่งพระมรดกที่ได้รับดังกล่าวให้แก่พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าหญิงสุทธศิริโสภาพระเชษฐภคินีเป็นผู้ครอบครองดูแลแทน โดยมิได้มอบให้จำเลยที่ 2 ซึ่งในขณะนั้นครอบครองดูแลทรัพย์สินแทนจำเลยที่ 1 การที่ไม่โปรดเกล้าฯ

พระราชทานวังเพชรบูรณ์ให้จำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 1 เชื่อแน่ว่าหมดหวังที่จะได้รับพระราชทานวังเพชรบูรณ์ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2502 ได้มีประกาศสำนักงานพระราชวังว่าบรรดาสิ่งของทองเงินนากเครื่องเพชรพลอยที่ตกทอดมาจากกองพระราชมรดกสมเด็จพระพันปีหลวงมาเป็นของส่วนพระองค์พระมหากษัตริย์ ราคาประมาณ 5 ล้านบาท ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเป็นกองทุนและให้เรียกว่า กองทุนพระบรมราชานุเคราะห์ เพื่อเกื้อกูลพระบรมวงศานุวงศ์ ตามแต่จะทรงพระราชดำริเห็นสมควร ซึ่งความจริงจำเลยที่ 1 ควรจะได้รับพระราชทาน เพราะสมเด็จพระพันปีหลวงทรงเป็นพระอัยยิกาของจำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 1 แน่ใจยิ่งขึ้นว่าจำเลยที่ 1 หมดสิทธิในวังเพชรบูรณ์แต่ก็ยังคงอยากได้

เพราะวังเพชรบูรณ์เคยเป็นที่ประทับของพระบิดามาก่อน และเป็นที่มีประโยชน์มาก จำเลยที่ 1 จึงติดต่อกับบุคคลต่าง ๆ ให้ช่วยเหลือ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิในวังเพชรบูรณ์ แต่ไม่มีใครช่วยให้สำเร็จได้ จำเลยที่ 1 จึงปรึกษาหารือและขอให้จำเลยที่ 2 หาทางที่จะขอพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเคยขอร้องให้จำเลยที่ 2 นำไปพบจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ช่วยเหลือ แต่จำเลยที่ 2 ทัดทานไว้ ครั้นเมื่อต้นปี 2505 จำเลยที่ 1 จึงได้มอบให้จำเลยที่ 2 จัดการหาข้อเท็จจริงและหลักฐานเรื่องนี้แทน โดยยอมเสียค่าตอบแทนแก่ผู้ที่จะช่วยเหลือให้แผนการที่จะขอพระราชทานสิทธิในวังเพชรบูรณ์มีทางเป็นไปได้เป็นเงินร้อยละสี่สิบของราคาวังเพชรบูรณ์จำเลยที่ 2 ตกลงและได้ติดต่อกับบุคคลหลายคน แต่ยังไม่เป็นผล

จำเลยที่ 2 จึงมอบให้โจทก์กระทำการสืบหาข้อเท็จจริงและหลักฐานดังกล่าวโดยจำเลยที่ 2 ได้แสดงหลักฐานให้โจทก์ทราบว่า จำเลยที่ 1 ยินดีให้ค่าตอบแทนร้อยละสี่สิบของราคาวังเพชรบูรณ์ โจทก์ทราบดีว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีอำนาจเต็มที่จะดำเนินกิจการแทนจำเลยที่ 1 ได้เพราะทำงานอยู่ร่วมกัน ต่อมาเมื่อเดือนมีนาคม 2505 โจทก์สืบหาข้อเท็จจริงและหลักฐานได้ตามที่จำเลยที่ 1 ต้องการ คือพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าพระราชทานที่ดินวังเพชรบูรณ์ให้เป็นสิทธิแก่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนเพชรบูรณ์พระบิดาของจำเลยที่ 1 และผลของการประชุมเรื่องพระมรดกรายนี้ที่สำนักงานพระคลังข้างที่เมื่อ พ.ศ. 2478 และตามความเห็นของคณะกรรมการจัดการมรดกที่ได้โปรดเกล้าฯ

ตั้งขึ้นก็ได้ทูลเกล้าถวายความเห็นไว้ว่า วังเพชรบูรณ์นี้ควรจะต้องเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทสืบตระกูล ซึ่งจำเลยทั้งสองไม่เคยทราบมาก่อน โจทก์จึงได้ชี้แจงข้อเท็จจริงที่สืบหามาได้พร้อมทั้งหลักฐานให้จำเลยที่ 2 ทราบ และขอเรียกค่าจ้างตอบแทนเป็นการเหมาเพียงร้อยละยี่สิบของราคาวังเพชรบูรณ์ เมื่อปลายเดือนเมษายน จำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 พิจารณาเห็นว่า ข้อเท็จจริงและหลักฐานที่โจทก์จัดหามาได้นั้นเป็นประโยชน์และสนับสนุนให้จำเลยที่ 1 เกิดความมั่นใจที่จะขอพระราชทานสิทธิในวังเพชรบูรณ์จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งโจทก์ได้เสนอค่าจ้างตอบแทนเพียงครึ่งหนึ่งของจำนวนที่จำเลยที่ 1 ตั้งไว้และเป็นไปตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงยินยอมตกลงจะจ่ายค่าจ้างตอบแทนให้โจทก์ร้อยละยี่สิบของราคาวังเพชรบูรณ์

โจทก์จึงได้มอบหลักฐานต่าง ๆ ให้แก่จำเลยที่ 2 ครั้นวันที่ 30 เมษายน 2505 จำเลยที่ 1 ได้เสด็จมาประเทศไทย จำเลยที่ 2 ได้แจ้งเรื่องที่โจทก์สืบได้ข้อเท็จจริงและหลักฐาน พร้อมทั้งขอค่าจ้างตอบแทนร้อยละยี่สิบของราคาวังเพชรบูรณ์ให้จำเลยที่ 1 ทราบ จำเลยที่ 1 เห็นชอบด้วยตามที่จำเลยที่ 2 ตกลงกับโจทก์ ส่วนเงินที่จะจ่ายให้โจทก์นั้น จำเลยที่ 1 มีไม่พอจำเลยที่ 1 ได้ให้สัญญาว่าจะจัดหาเงินจากต่างประเทศมาจ่ายให้โจทก์จนครบตามที่ตกลงกัน ต่อมาเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2505 จำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนทั่วไปของจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญารับจะจ่ายเงินค่าจ้างตอบแทนร้อยละยี่สิบของราคาวังเพชรบูรณ์ ดังปรากฏตามสำเนาสัญญาท้ายฟ้องหมาย 3 เมื่อจำเลยที่ 1 ทราบข้อเท็จจริงและหลักฐานตามที่โจทก์จัดหามาให้ จึงเป็นผลทำให้จำเลยที่ 1 มั่นใจและกล้าไปขอเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อขอพระราชทานวังเพชรบูรณ์ข้อเท็จจริงและหาหลักฐานที่โจทก์ไปสืบหามาจึงเป็นผลทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

รับสั่งจะพระราชทานที่ดินวังเพชรบูรณ์คือที่ดินโฉนดเลขที่ 3008 ตำบลปทุมวัน อำเภอปทุมวัน จังหวัดพระนคร เนื้อที่ 117 ไร่ 27 วา คิดราคาเฉพาะที่ดินตารางวาละ 3,500 บาท จะเป็นราคา 164,034,500 บาท สิ่งปลูกสร้างมีอยู่แล้วและที่กำลังปลูกสร้างรวมราคา 11,660,000 บาท จึงรวมเป็นราคาวังเพชรบูรณ์ทั้งหมดเป็นเงิน 175,694,500 บาท เงินค่าตอบแทนที่โจทก์จะได้รับจากจำเลยที่ 1 ตามที่ตกลงกันร้อยละยี่สิบของราคาวังเพชรบูรณ์ จึงเป็นเงิน 35,138,900 บาท จำเลยที่ 2 ได้สั่งจ่ายให้โจทก์ไปแล้ว 4,181,678 บาท จำเลยที่ 1 ยังคงค้างชำระอีก 30,957,222 บาท โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยที่ 1 และ ที่ 2 ชำระให้โจทก์แล้ว จำเลยที่ 2 ให้เรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 1 ตกลงจ่ายให้บางส่วนก่อน

ส่วนที่เหลือจะจ่ายให้ภายหลังเมื่อได้มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์วังเพชรบูรณ์ให้จำเลยที่ 1 แล้ว การที่จำเลยที่ 1 ปฏิเสธการจ่ายเงินดังกล่าวไม่เป็นไปตามที่ตกลงกัน และเมื่อจำเลยที่ 2 ยืนยันให้จ่ายค่าจ้างตอบแทนให้โจทก์จำเลยที่ 1 ไม่พอใจได้เพิกถอนหนังสือมอบอำนาจจำเลยที่ 2 จึงขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันและแทนกันใช้เงิน 30,957,222บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นตรวจฟ้องแล้วมีคำสั่งให้ยกฟ้องคดีที่เกี่ยวกับหม่อมราชวงศ์ถนัดศรี สวัสดิวัตน จำเลยที่ 3จำเลยที่ 2 ให้การรับว่าฟ้องของโจทก์เป็นความจริงทั้งหมดแต่ขอปฏิเสธว่าจำเลยที่ 2 กระทำในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 จึงไม่จำต้องรับผิดชอบเป็นส่วนตัว ขอให้พิพากษายกฟ้องโจทก์จำเลยที่ 1 ให้การและขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การว่า จำเลยที่ 2เป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือมอบอำนาจท้ายฟ้องหมาย 2 และโจทก์เป็นสมุหบัญชีอยู่ในสำนักงานจัดการผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1 โดยการแต่งตั้งของจำเลยที่ 2ทรัพย์มรดกที่เป็นสิ่งของเงินทองนากและเครื่องเพชรพลอยที่ตกทอดมาจากกองมรดกของสมเด็จพระพันปีหลวง มาเป็นของส่วนพระองค์พระมหากษัตริย์นั้น

ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่ผู้ที่ทรงเห็นสมควร จำเลยที่ 1 ก็ได้รับพระราชทานด้วย ส่วนที่เหลือประมาณ 5 ล้านบาท ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเป็นกองทุนพระบรมราชานุเคราะห์สำหรับใช้จ่ายเกื้อกูลพระบรมวงศานุวงศ์ จำเลยที่ 2 ทำหนังสือกราบบังคมทูลขอพระราชทานทรัพย์ดังกล่าวส่งไปให้จำเลยที่ 1 ที่ต่างประเทศเพื่อให้จำเลยที่ 1 ลงพระนามจำเลยที่ 1 ไม่ยอมลงพระนาม และได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบว่าเท่าที่ได้รับพระราชทานส่วนแบ่งมาแล้วก็เป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าฯ อยู่แล้วจำเลยที่ 1 ไม่เคยติดต่อกับบุคคลใด ๆ ให้ช่วยเหลือเพื่อให้ได้มาซึ่งวังเพชรบูรณ์ จำเลยที่ 1 ไม่เคยขอร้องจำเลยที่ 2 ให้นำไปพบจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เพื่อขอให้ช่วยเหลือ

เพราะจำเลยที่ 1 เชื่อว่าการที่จะได้รับพระราชทานวังเพชรบูรณ์หรือไม่เป็นพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2504จำเลยได้มาประเทศไทย ได้นึกถึงวังเพชรบูรณ์ แต่ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าวังเพชรบูรณ์จะตกมาเป็นของจำเลยที่ 1 หรือไม่ จึงได้ปรึกษากับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 บอกว่า วังเพชรบูรณ์ตกเป็นของหลวงเสียแล้ว หากจะได้วังคืนจะต้องวิ่งเต้นเป็นพิเศษถึงผู้ใหญ่ในวงราชการ แต่ต้องเสียค่าวิ่งเต้นร้อยละสี่สิบของราคาวังเพชรบูรณ์แต่จำเลยที่ 1 ก็ยังมิได้ตกลงประการใด เมื่อต้น พ.ศ. 2505 จำเลยที่ 1 จึงได้เขียนจดหมายส่วนตัวถึงจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ดูแลผลประโยชน์ขอให้สำรวจหาลู่ทางที่จะให้ได้มาซึ่งวังเพชรบูรณ์ แต่จำเลยที่ 2 มิได้รายงานผลให้จำเลยที่ 1 ทราบ

จนเมื่อปลายเดือนเมษายน 2505 จำเลยที่ 2 ได้นำสำเนาลายพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ตามสำเนาท้ายคำให้การหมาย 1 หนังสือมอบอำนาจหมาย 2 และหนังสือกราบบังคมทูลขอพระราชทานวังเพชรบูรณ์ให้จำเลยที่ 1 ลงพระนาม แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ลงพระนาม เพียงแต่ขอรับเอกสารทั้ง 3 ฉบับ ดังกล่าวไปพิจารณาก่อน จำเลยที่ 1 เข้าใจว่าการที่จะถวายหนังสือกราบบังคมทูลนั้นควรจะได้มีการทาบทามเสียก่อน จำเลยที่ 1 จึงได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นการส่วนพระองค์ และกราบบังคมทูลเรื่องวังเพชรบูรณ์ จึงได้ทราบว่าเป็นพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่จะพระราชทานให้หรือไม่ให้ จนกระทั่งบัดนี้จำเลยที่ 1 ก็ยังมิได้รับพระราชทานวังเพชรบูรณ์แต่อย่างใดการที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าได้มอบให้โจทก์ทำการช่วยเหลือเพื่อให้ได้วังเพชรบูรณ์นั้น

จำเลยที่ 1 ไม่เคยทราบและไม่เคยตกลงยินยอมแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 2 กับโจทก์เป็นเพียงข้ออ้างตามแผนการที่จะยักยอกฉ้อโกงเงินของจำเลยที่ 1 ที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ไม่เคยตกลงเห็นชอบในการที่จำเลยที่ 2 ยอมจ่ายเงินค่าจ้างตอบแทนแก่โจทก์ร้อยละยี่สิบของราคาวังเพชรบูรณ์การกระทำของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวเป็นการกระทำที่ปราศจากอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจที่จะกระทำได้จดหมายของจำเลยที่ 1 ลงวันที่ 15 มีนาคม 2505 ที่มีถึงจำเลยที่ 2 ไม่ใช่หนังสือตั้งจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนไปจัดการให้ได้มาซึ่งวังเพชรบูรณ์หรือสิทธิในวังเพชรบูรณ์แต่อย่างใด ถ้าจะถือว่าเป็นหนังสือตั้งตัวแทน จำเลยที่ 2 ก็ไม่มีอำนาจตั้งตัวแทนช่วง

ฉะนั้นการที่จำเลยที่ 2 มอบให้โจทก์ช่วยเหลือเพื่อให้จำเลยที่ 1 ได้มาซึ่งสิทธิในวังเพชรบูรณ์ จึงเป็นการกระทำนอกเหนืออำนาจที่จะกระทำได้จดหมายของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไม่ผูกพันจำเลยที่ 1 ที่จะให้ค่าตอบแทนร้อยละสี่สิบของราคาวังเพชรบูรณ์ ไม่ก่อให้เกิดสัญญาให้ค่าตอบแทนระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 จดหมายของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเพียงแต่ปรารภถึงวังเพชรบูรณ์ว่าถ้าได้กรรมสิทธิ์มาโดยเด็ดขาด จำเลยที่ 1 ยินดีจะจ่ายค่าตอบแทนให้ร้อยละสี่สิบของวังเพชรบูรณ์ จำเลยที่ 1 ไม่เคยผูกพันตนที่จะจ่ายเงินเป็นจำนวนสิบ ๆ ล้านให้แก่ผู้ช่วยเหลือเพียงให้แผนการเป็นไปได้ดังโจทก์ฟ้อง การที่จำเลยที่ 2 ตกลงจ่ายค่าตอบแทนให้โจทก์เป็นเงินร้อยละยี่สิบของราคาวังเพชรบูรณ์นั้น เป็นแผนการที่จะฉ้อโกงจำเลยที่ 1 เพราะหลังจากจำเลยที่ 2 ถูกถอดถอนอำนาจแล้วจำเลยที่ 2 ก็ผัดเพี้ยนไม่ยอมส่งบัญชีเงินสดและทรัพย์สินงวดสุดท้ายให้แก่จำเลยที่ 1 อยู่ช้านาน เพื่อวางแผนฉ้อโกงจำเลยที่ 1 โดยหาทางทำบัญชีให้สมดุลย์กัน

เมื่อไม่อาจหารายจ่ายที่แท้จริงมาลงบัญชีได้ จึงทำบัญชีเท็จแสดงหลักฐานหักเงินของจำเลยที่ 1 ไว้ 4,181,678 บาท 33 สตางค์ เป็นค่าจัดการของโจทก์เกี่ยวกับวังเพชรบูรณ์ส่วนหนึ่ง เพื่อให้กลมกลืนยิ่งขึ้น จำเลยที่ 2 จึงได้เชิดโจทก์ให้ฟ้องคดีนี้และฟ้องจำเลยที่ 2 ด้วยในการเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จำเลยที่ 1 มิได้อาศัยพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 เป็นกำลังใจแต่อย่างใด ที่เข้าเฝ้าก็โดยถือว่าเป็นพระราชวงศ์องค์หนึ่งเพื่อทูลขอพระราชทานคำแนะนำเรื่องงานที่จะทำในประเทศไทย กับปรึกษาเรื่องวังเพชรบูรณ์ เรื่องนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสว่า จำเลยที่ 1 ไปอยู่ต่างประเทศ ถือว่าไม่มีทายาทสืบตระกูลอยู่ในเมืองไทย

ถ้าจำเลยที่ 1 กลับมาอยู่ในประเทศไทยและมีงานทำเป็นหลักแหล่งแล้ว แม้ไม่ขอก็จะให้ในกรณีเรื่องนี้ ถ้าจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดใช้เงินให้โจทก์ อย่างน้อยจำเลยที่ 1 ก็จะต้องได้วังเพชรบูรณ์โดยเด็ดขาดเสียก่อนวังเพชรบูรณ์นี้ถึงแม้จะได้รับพระราชทานมาก็ต้องแบ่งให้ทายาทคนอื่นด้วย ฉะนั้น หากจำเลยจะต้องรับผิดก็เฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 เท่านั้นคำฟ้องที่โจทก์ยื่นคำร้องขอฟ้องเพิ่มเติมไม่เกี่ยวกับคดีเดิม ศาลไม่ควรอนุญาตให้แก้ฟ้อง และฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมราคาที่ดินวังเพชรบูรณ์และสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่แล้ว กับที่กำลังปลูกสร้าง โจทก์ตีราคาสูงเกินความจริง ขอให้ยกฟ้องโจทก์คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4294/2505 จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องเพิ่มเติม

จำเลยที่ 2 กับโจทก์เป็นจำเลยว่า เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2492 จำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ดูแลครอบครองและจัดการผลประโยชน์ทรัพย์สินในประเทศไทยของจำเลยที่ 1 ปรากฏตามสำเนาใบมอบอำนาจท้ายฟ้องหมาย 1 ในสำนักงานจัดการผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1 มีเจ้าหน้าที่หลายคน โจทก์เป็นสมุหบัญชีโดยการแต่งตั้งของจำเลยที่ 2 เมื่อเดือนพฤษภาคม 2505 จำเลยที่ 1 เข้ามาประเทศไทย ทราบข่าวว่าการจัดการผลประโยชน์ของจำเลยที่ 2 มีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริต จำเลยที่ 1 ขอให้แสดงบัญชีทรัพย์และบัญชีรับจ่าย จำเลยที่ 2 ผัดผ่อนบิดพลิ้วไม่ยอมแสดงจำเลยที่ 1 จึงถอดถอนการมอบอำนาจ และแต่งตั้งให้หม่อมราชวงศ์ถนัดศรี สวัสดิวัตน เป็นผู้จัดการดูแลผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ต่อไป

ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2505 จำเลยที่ 2 ส่งมอบทรัพย์สินและบัญชีให้แต่บางส่วน จำเลยที่ 1 ได้ให้ทนายของจำเลยที่ 1 มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบเงินสด โฉนดที่ดินและบัญชีรับจ่าย จำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตาม จำเลยที่ 1 จึงได้จัดการร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ต่อมาวันที่ 16 พฤศจิกายน 2505 โจทก์ได้มีหนังสือถึงทนายจำเลยที่ 1 ชี้แจงว่าได้ส่งมอบทรัพย์สินส่วนใหญ่แล้ว คงเหลือบัญชีงวดสุดท้ายจะมอบแก่จำเลยที่ 1 เองเพราะเป็นเรื่องลับเฉพาะ เปิดเผยไม่ได้ กับโฉนดอีก 3 ฉบับ ซึ่งจำเลยที่ 2 ใช้สิทธิยึดหน่วงเพื่อเป็นประกันหนี้ ส่วนเงินสดได้จ่ายหมด ไม่มีเหลือจะคืนให้จำเลยที่ 1 ปรากฏตามเอกสารหมาย 2 และ 3 ท้ายฟ้อง

ต่อมาวันที่ 23 พฤศจิกายน 2505 จำเลยที่ 1 ไปที่สถานีตำรวจนครบาลลุมพินีเพื่อรับมอบบัญชีทรัพย์ตามที่นัดหมาย โจทก์นำบัญชีงวดสุดท้าย บัญชีค่าใช้สอยส่วนตัวจำเลยที่ 1และบัญชีทรัพย์สินที่จำเลยที่ 2 ยึดหน่วงไว้รวม 3 ฉบับ ให้จำเลยที่ 1ปรากฏตามเอกสารหมาย 4-5 และ 6 ปรากฏว่ามีรายการจ่ายเงิน4,181,678 บาท 33 สตางค์ ให้โจทก์เป็นค่าตอบแทนส่วนหนึ่งเกี่ยวกับวังเพชรบูรณ์ โจทก์เป็นผู้เซ็นชื่อรับรอง จำเลยที่ 1 จึงรู้แน่ชัดว่าจำเลยที่ 2 และโจทก์ได้สมคบกันยักยอกฉ้อโกงทรัพย์ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงได้แจ้งความขอให้ดำเนินคดีเรื่องวังเพชรบูรณ์ จำเลยที่ 1 ไม่เคยติดต่อมอบให้โจทก์จัดการให้ได้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด

จำเลยที่ 1 เพียงแต่ขอร้องจำเลยที่ 2 สำรวจลู่ทางเท่านั้น จำเลยที่ 2 ไม่ทำตามคำขอของจำเลยที่ 1 เนื่องจากความโลภของจำเลยที่ 2 จึงสมคบกับโจทก์ทำบัญชีรับจ่ายเท็จส่งมอบให้ โดยระบุว่าได้จ่ายเงิน 4,181,678 บาท 33 สตางค์ ให้โจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจอย่างใดที่เอาเงินของจำเลยที่ 1 ไปจ่ายให้โจทก์เป็นค่าตอบแทนเกี่ยวกับวังเพชรบูรณ์และจำเลยที่ 1 ไม่ได้แต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของโจทก์เพื่อดำเนินการให้ได้มาซึ่งวังเพชรบูรณ์ ทั้งจำเลยที่ 1 ไม่ได้ตกลงสัญญาว่าจะให้ค่าตอบแทนใด ๆ แก่จำเลยที่ 2 โจทก์และจำเลยที่ 2 จึงมีหน้าที่ต้องคืนเงินจำนวน 4,181,678 บาท 33 สตางค์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2505 ถึงวันส่งบัญชีงวดสุดท้ายให้จำเลยที่ 1 ถึงวันฟ้องเป็นเวลาสองเดือน 5 วัน

คิดเป็นเงิน 55,626 บาท 89 สตางค์ รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 4,238,305 บาท 22 สตางค์ และเนื่องจากจำเลยที่ 2 ยึดโฉนดที่ดินเลขที่ 4506-624 และ 4149 ไว้ ซึ่งจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิใด ๆ จะยึดไว้ จึงขอให้จำเลยที่ 2 และโจทก์คืนเงินกับค่าเสียหายรวม 4,238,305 บาท 22 สตางค์ พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 4,181,678 บาท 33 สตางค์ ตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะใช้เงินเสร็จให้จำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบโฉนดที่ 4506-624 และ 4149 ให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ให้การและยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมคำให้การว่าฟ้องของจำเลยที่ 1 เป็นความจริงทั้งหมด นอกนั้นเป็นเท็จในเดือนพฤษภาคม 2505 เมื่อจำเลยที่ 1 ขอทราบบัญชีการเงิน

จำเลยที่ 2 และโจทก์ได้ชี้แจงและแสดงบัญชีต่าง ๆ จนเป็นที่พอใจ และยังจ่ายเงินให้จำเลยที่ 1 จำนวน 600,000 บาทตามที่เรียกร้อง ไม่เคยผัดผ่อนบิดพลิ้วเหตุที่จำเลยถอดถอนอำนาจ เนื่องจากจำเลยที่ 1 คิดจะฉ้อโกงโจทก์จะไม่จ่ายค่าตอบแทนให้โจทก์ตามที่สัญญาไว้ การที่ส่งมอบทรัพย์สินและบัญชีงวดสุดท้ายไม่ทันกำหนดก็เพราะจำเลยที่ 1 บอกเลิกการมอบอำนาจกระทันหัน และเป็นบัญชีลับ ซึ่งจะต้องส่งมอบต่อจำเลยที่ 1 เอง ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ตกลงเช่นนั้น แต่ก็ไม่ยอมรับมอบ กลับมอบอำนาจให้หม่อมราชวงศ์ถนัดศรีนำความเท็จไปแจ้งแก่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลลุมพินีว่าจำเลยที่ 2 ยักยอก เงิน 1,934,164 บาท 90 สตางค์ อันเป็นการกลบเกลื่อนกลโกงของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงฟ้องจำเลยที่ 1 และหม่อมราชวงศ์ถนัดศรีเป็นจำเลยต่อศาลแขวงพระนครใต้ในข้อหาแจ้งความเท็จ

สำหรับเงินจำนวน4,181,678 บาท 33 สตางค์ นั้น จำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเป็นส่วนหนึ่งของเงินค่าจ้างตอบแทนในการหาข้อเท็จจริงและหลักฐานเกี่ยวกับวังเพชรบูรณ์ตามที่ตกลงกันเป็นจำนวนร้อยละยี่สิบของราคาวังเพชรบูรณ์แก่โจทก์ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 เพื่อประโยชน์และตามคำสั่งของจำเลยที่1 ซึ่งตกลงให้จ่ายได้ และโดยอาศัยอำนาจตามใบมอบอำนาจลงวันที่ 8 เมษายน 2492 ฉะนั้น จำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิโดยชอบที่จะยึดหน่วงทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการและอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 2 จนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระหนี้ครบถ้วนเพื่อมิให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชอบเป็นส่วนตัว ฉะนั้น จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องคืนเงินและโฉนดดังกล่าวข้างต้นให้จำเลยที่ 1 จนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนมูลเหตุที่จำเลยที่ 1 จะต้องจ่ายค่าจ้างตอบแทนร้อยละยี่สิบของราคาวังเพชรบูรณ์แก่โจทก์สืบเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 เป็นโอรสผู้สืบตระกูลของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนเพชรบูรณ์ ซึ่งทิวงคตเพื่อพ.ศ. 2466 โดยมิได้ทรงทำพินัยกรรมไว้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ ให้ พระมรดกของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนเพชรบูรณ์อยู่ในความดูแลของพระคลังข้างที่ตลอดมาเป็นเวลา 26 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันจึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แบ่งมรดกของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนเพชรบูรณ์ให้แก่จำเลยที่ 1 และทายาทอื่น ๆ นอกจากวังเพชรบูรณ์ จึงทำให้จำเลยที่ 1 เข้าพระทัยว่าตนหมดหวังไม่สมควรได้รับพระราชทานวังเพชรบูรณ์ ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2502 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสิ่งของทองเงินนากและเครื่องเพชรพลอยซึ่งเป็นพระราชมรดกของสมเด็จพระพันปีหลวงให้แก่บรรดาพระญาติที่สมควร แต่จำเลยที่ 1 มิได้รับพระราชทาน โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเป็นกองทุนพระบรมราชานุเคราะห์ จึงทำให้จำเลยที่ 1 แน่ใจยิ่งขึ้นว่าหมดหวังที่จะได้รับพระราชทานวังเพชรบูรณ์ครั้น

พ.ศ. 2504 จำเลยที่ 1 ขอร้องให้จำเลยที่ 2 ช่วยและจะให้พาไปพบจอมพลสฤษดิ์ฯ นายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้ช่วยให้ได้วังเพชรบูรณ์โดยจำเลยที่ 1 ยอมแบ่งวังให้ครึ่งหนึ่ง แต่จำเลยที่ 2 ไม่เห็นด้วย ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้มีลายพระหัตถ์ลงวันที่ 15 มีนาคม 2505 ถึงจำเลยที่ 2 ยืนยันมอบให้จัดการหาข้อเท็จจริงและหลักฐานเกี่ยวกับวังเพชรบูรณ์ เพื่อที่จะให้แผนการที่จะขอพระราชทานมีทางทำได้ โดยจำเลยที่ 1 ยอมเสียค่าตอบแทนแก่ผู้ช่วยเหลือร้อยละ 40 ของราคาวังเพชรบูรณ์ ส่วนที่เหลือจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนของจำเลยที่ 1 จะแบ่งให้จำเลยที่ 2 ครึ่งหนึ่ง เหตุที่จำเลยที่ 1ขอเพียงร้อยละสิบก็เพราะเห็นว่าไม่มีหวังจะได้รับพระราชทาน หลังจากได้รับลายพระหัตถ์จากจำเลยที่ 1 แล้ว

จำเลยที่ 2 ได้มอบให้โจทก์ไปสืบหาข้อเท็จจริงและหลักฐานโดยแจ้งให้ทราบว่าจำเลยที่ 1 จะจ่ายค่าตอบแทนให้ร้อยละสี่สิบของราคาวังเพชรบูรณ์ โจทก์ได้สืบหาข้อเท็จจริงและหลักฐานจึงไปได้สำเนาพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานวังเพชรบูรณ์ให้เป็นสิทธิของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนเพชรบูรณ์ โจทก์ขอเรียกค่าตอบแทนร้อยละยี่สิบของราคาวังเพชรบูรณ์ จำเลยที่ 2จึงตกลงจะจ่ายให้ตามที่โจทก์เรียกร้อง ต่อมาวันที่ 30 เมษายน 2505 จำเลยที่ 2 ได้นำหลักฐานเสนอจำเลยที่ 1 กับแจ้งข้อเรียกร้องเงินค่าจ้างร้อยละยี่สิบของราคาวังเพชรบูรณ์ จำเลยที่ 1 พอใจมาก และรับหลักฐานต่าง ๆ ไว้ พร้อมทั้งยอมจะจ่ายค่าจ้างตอบแทนให้โจทก์ตามที่เรียกร้อง โดยให้จ่ายจากเงินผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ถ้าไม่พอจะหาเงินจากต่างประเทศมาจ่ายให้จนครบ

ต่อมาวันที่ 8 พฤษภาคม2505 จำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนทั่วไปของโจทก์จึงได้ทำสัญญารับจะจ่ายเงินค่าตอบแทนให้โจทก์ไว้เป็นหลักฐาน เมื่อจำเลยที่ 1 ได้หลักฐานดังกล่าวแล้วก็มั่นใจว่าจะได้รับพระราชทานวังเพชรบูรณ์จึงได้ขอเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่าจะพระราชทานให้ในเมื่อโจทก์กลับมาอยู่ในประเทศไทย จึงนับว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามที่ได้รับมอบหมายครบถ้วนตามสัญญาแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างตอบแทนตามที่ตกลงกัน การที่จำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเงินให้โจทก์ไปจึงเป็นการจ่ายโดยชอบตามที่จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้ จำเลยที่ 2 ไม่มีหน้าที่และความรับผิดชอบใด ๆ ที่จะต้องคืนเงินให้จำเลยที่ 1 จึงขอให้ยกฟ้องของจำเลยที่ 1 เสียโจทก์ (จำเลยที่ 2) ให้การว่า

ฟ้องของจำเลยที่ 1 ข้อ 1 เป็นความจริง นอกนั้นไม่จริง จำเลยที่ 1 ได้แต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ดูแลจัดการผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ให้มีอำนาจทำกิจการทั้งหลายทั้งปวงที่เกี่ยวกับทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้มอบให้จำเลยที่ 2 จัดการหาข้อเท็จจริงและหลักฐานเกี่ยวกับวังเพชรบูรณ์โดยจำเลยที่ 1 จะจ่ายเงินค่าตอบแทนให้ร้อยละสี่สิบของราคาวังเพชรบูรณ์ ในเดือนมีนาคม 2505 จำเลยที่ 2 ได้มอบให้โจทก์ดำเนินการหาข้อเท็จจริงและหลักฐาน โจทก์ได้ขวนขวายหาข้อเท็จจริงและหลักฐานมามอบให้จำเลยที่ 2 และขอค่าตอบแทนเป็นเงินร้อยละยี่สิบของราคาวังเพชรบูรณ์ จำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ได้ตกลงจะให้เงินค่าตอบแทนตามที่โจทก์เรียกร้องโจทก์ได้มอบหลักฐานให้จำเลยที่ 2 ไป

วังเพชรบูรณ์มีเนื้อที่ 117 ไร่ 67 วา ราคาตารางวาละ 3,500 บาท เป็นราคาที่ดิน 164,034,500 บาท สิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่แล้วและจะสร้างต่อไปคิดเป็นราคา 11,660,000 บาท รวมเป็น 175,694,500 บาท เป็นค่าจ้างร้อยละยี่สิบเป็นเงิน 35,138,900 บาท จำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนจำเลยที่ 1 ได้สั่งจ่ายเงินให้โจทก์แล้ว 4,181,678 บาท 33 สตางค์ อันเป็นส่วนหนึ่งตามที่ตกลงกันไว้ จึงไม่มีอะไรจะต้องรับผิดชอบจึงขอให้ยกฟ้องของจำเลยที่ 1 เสียศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุมเอกสารหมาย จ.3 เป็นคำสั่งของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนทั่วไปดำเนินการเกี่ยวกับวังเพชรบูรณ์ จำเลยที่ 2 ได้ตกลงจ้างโจทก์ให้ไปสืบหาข้อเท็จจริงและหลักฐานตามคำสั่งและความประสงค์ของจำเลยที่ 1 โดยตกลงให้ค่าจ้างตอบแทนร้อยละยี่สิบของราคาวังเพชรบูรณ์ตามเอกสารหมาย

จ.7 และเป็นการกระทำภายในขอบเขตอำนาจของตัวแทน จึงผูกพันจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการ และจำเลยที่ 1 ได้ให้สัตยาบันในข้อตกลงตามที่จำเลยที่ 1 ตกลงกับโจทก์ด้วย และเห็นว่าตามเอกสารหมาย จ.3 การจะจ่ายเงินค่าตอบแทนร้อยละยี่สิบของราคาวังเพชรบูรณ์ ไม่ต้องรอให้จำเลยที่ 1 ได้วังเพชรบูรณ์มาโดยเด็ดขาด เพียงแต่ได้ข้อเท็จจริงและหลักฐานพอที่จะให้เป็นไปได้จำเลยที่ 1 ก็ยอมจ่ายแล้ว ฉะนั้น จำเลยที่ 1 จะได้กรรมสิทธิ์ที่ดินวังเพชรบูรณืหรือไม่ ไม่เกี่ยวกับโจทก์ เพราะโจทก์มีหน้าที่หาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวังเพชรบูรณ์เท่านั้น เมื่อโจทก์ไปสืบหาข้อเท็จจริงมาได้ตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ก็มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินค่าตอบแทนให้โจทก์ตามที่ตกลงกัน

วังเพชรบูรณ์มีเนื้อที่ 117 ไร่ 67 ตารางวา เห็นสมควรตีราคาเป็นเงิน 120,000,000 บาท เมื่อคิดค่าจ้างตอบแทนร้อยละยี่สิบ จึงเป็นเงิน 24,000,000 บาท โจทก์ได้รับไปแล้ว 4,181,678 บาท 33 สตางค์ จึงคงเหลือเงินที่จำเลยที่ 1 จะต้องจ่ายให้โจทก์ 19,818,320 บาท 67 สตางค์ เมื่อจำเลยที่ 1 ต้องผูกพันและรับผิดชอบต่อโจทก์แล้วจำเลยที่ 2 ย่อมพ้นจากความรับผิดต่อโจทก์ และเมื่อจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาแล้ว จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีสิทธิจะฟ้องเรียกเงิน 4,181,678 บาท 33 สตางค์คืนจากโจทก์และจำเลยที่ 2 และเห็นว่าจำเลยยังไม่มีสิทธิฟ้องเรียกโฉนดที่ดินทั้ง 3 ฉบับ คืนจากจำเลยที่ 2 จนกว่าจำเลยที่ 1 จะได้ชำระหนี้แก่โจทก์ไปครบถ้วน

ผลคำพิพากษา

พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์เป็นเงิน 24,000,000 บาท แต่เมื่อหักเงินที่โจทก์รับไปแล้ว 4,181,678 บาท 33 สตางค์ แล้วคงเหลือเงินที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระให้โจทก์ 19,818,321 บาท 67 สตางค์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในจำนวนดังกล่าวตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์ ให้ยกฟ้องคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4295/2505 ให้จำเลยที่ 1 เสียค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์และจำเลยที่ 2 ส่วนค่าทนายให้จำเลยที่ 1 ใช้แทนโจทก์ 200,000 บาท และใช้แทนจำเลยที่ 2 จำนวน 40,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมกับค่าทนายความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยกเสียอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งมีความเห็นแย้งว่า เอกสารหมาย จ.3เป็นคำสั่งของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการ ตัวการจะให้ค่าตอบแทนตามจำนวนที่ระบุไว้ใน เอกสารหมาย จ.3 ก็ต่อเมื่อทำให้ตัวการได้ที่ดินวังเพชรบูรณ์มา มิใช่เพียงแต่หาเอกสารหลักฐานมาให้โดยไม่ได้วังก็ต้องให้ค่าตอบแทน การที่ตัวแทนตกลงหรือรับรองต่อโจทก์ว่าตัวแทนยอมให้ค่าตอบแทนร้อยละยี่สิบของราคาวังเป็นการทำนอกเหนืออำนาจของตัวแทน จึงไม่ผูกพันตัวการ จำเลยที่ 1 มิได้ยอมรับหรือตกลงจะให้ค่าตอบแทนแก่โจทก์ร้อยละยี่สิบของราคาวัง ในเรื่องค่าตอบแทนนี้จำเลยที่ 2 ให้โจทก์ไปทูลขอจำเลยที่ 1 โดยตรง จึงไม่ใช่เรื่องให้สัตยาบัน เชื่อว่าจำเลยที่ 1 ตกลงให้ค่าจ้างตอบแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 5 ล้านบาท ควรให้ค่าจ้างต

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มณี ชุติวงศ์ · สัญญา ธรรมศักดิ์ · ไฉน บุญยก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้