Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2543 (เลขอ้างอิง 34178)

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์มีอายุเกินหกสิบปี ขาดคุณสมบัติที่จะเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจฯ มาตรา 9(2) ต้องถูกบังคับให้พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 11(3) โจทก์จึงถูกเลิกจ้างเพราะเหตุขาดคุณสมบัติตามกฎหมายดังกล่าว มิใช่ถูกเลิกจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 จำเลยจึงไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า และไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ ข้อตกลงที่ทำให้ลูกจ้างเสียสิทธิหรือได้รับสิทธิน้อยกว่าที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน อันเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนจะตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ต่อเมื่อผู้ที่ทำข้อตกลงนั้นเป็นผู้มีสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน โจทก์เกษียณอายุแล้วแต่ขอทำงานเป็นพนักงานของจำเลยต่อ โดยทำข้อตกลงกับจำเลยว่าโจทก์จะทำงานต่อไปพลางก่อนเพื่อรอ ผลการอนุมัติจากคณะกรรมการบริหารของจำเลย สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยจะเกิดขึ้นหรือไม่จึงไม่แน่นอนถือเป็นนิติกรรมที่มีเงื่อนไขบังคับก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 183 วรรคแรก เมื่อคณะกรรมการบริหารของจำเลยไม่อนุมัติ สัญญาจ้างแรงงานจึงไม่เกิดขึ้น โจทก์จึงไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลยต่อไป ข้อตกลงที่จะไม่รับค่าจ้างช่วงเวลารอการอนุมัติทำขึ้นก่อนโจทก์จะมีสิทธิตามพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 ไม่ถือเป็นการตัดสิทธิโจทก์ที่จะได้รับตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงไม่ขัดต่อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย มีผลบังคับได้ไม่เป็นโมฆะ ศาลแรงงานกลางยกคำขอของโจทก์ที่ให้บังคับจำเลยจ่าย ค่าจ้างชอบแล้ว

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งห้าสำนวนฟ้องว่า โจทก์ทั้งห้าเคยเป็นลูกจ้างรายเดือนของจำเลย จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าและเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างชำระค่าชดเชย แก่โจทก์ทั้งห้า พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยทั้งห้าสำนวนให้การว่า เดิมจำเลยมีฐานะเป็นบริษัทมหาชน (จำกัด) ต่อมากองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินได้เข้าถือหุ้นในธนาคารจำเลย ทำให้จำเลยมีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 ซึ่งทำให้จำเลยไม่อยู่ในบังคับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และเป็นผลให้โจทก์ทั้งห้าซึ่งทุกคนมีอายุเกินกว่า 60 ปีบริบูรณ์ในวันที่จำเลยมีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจพ้นจากการเป็นพนักงานของจำเลย

โจทก์ทั้งห้าไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยคงมีสิทธิเพียงได้รับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานเป็นจำนวนเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 58,333 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 87,024 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 73,528 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 64,736 บาท และโจทก์ที่ 5 จำนวน 50,620 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง(วันที่ 31 สิงหาคม 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งห้า คำขออื่นให้ยกโจทก์ทั้งห้าและจำเลยทั้งห้าสำนวนอุทธรณ์ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 วรรคแรก บัญญัติว่า

"ถ้าคู่สัญญาไม่ได้กำหนดลงไว้ในสัญญาว่าจะจ้างกันนานเท่าไร ท่านว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกเลิกสัญญาด้วยการบอกกล่าวล่วงหน้าในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวใดคราวหนึ่ง เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็อาจทำได้ แต่ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้ากว่าสามเดือน" บทบัญญัติดังกล่าวเป็นการบอกกล่าวล่วงหน้าเกี่ยวกับระยะเวลาการจ้าง ส่วนการกำหนดคุณสมบัติของพนักงานรัฐวิสาหกิจว่าพนักงานรัฐวิสาหกิจต้องมีอายุไม่เกินหกสิบปีบริบูรณ์ตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 มาตรา 9(2) เป็นบทกฎหมายที่กำหนดคุณสมบัติไว้โดยเฉพาะ มิได้เกี่ยวกับระยะเวลาการจ้าง

คดีนี้โจทก์ทั้งห้ามีอายุเกินหกสิบปี ขาดคุณสมบัติที่จะเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจตามมาตรา 9(2) และต้องถูกบังคับให้พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 11(3) โจทก์ทั้งห้าจึงถูกเลิกจ้างเพราะเหตุที่ขาดคุณสมบัติตามกฎหมายดังกล่าว มิใช่ถูกจำเลยเลิกจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 จำเลยจึงไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งห้า ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งห้า ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าสำนวนฟังขึ้นส่วนที่โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์ว่า จำเลยต้องจ่ายค่าจ้างระหว่างวันที่ 1 ถึง 25กันยายน 2541 ให้แก่โจทก์ทั้งห้า เนื่องจากโจทก์ทั้งห้าได้ทำงานให้แก่จำเลยในช่วงเวลาดังกล่าว และจำเลยได้รับประโยชน์จากผลการทำงานของโจทก์ทั้งห้าไปแล้ว

เห็นว่าข้อตกลงใดที่ทำให้ลูกจ้างเสียสิทธิหรือได้รับสิทธิน้อยกว่าที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานอันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนจะตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ต่อเมื่อผู้ที่ทำข้อตกลงนั้นเป็นผู้มีสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน คดีนี้ได้ความว่าเมื่อโจทก์ทั้งห้าพ้นจากการเป็นพนักงานของจำเลยเนื่องจากเกษียณอายุแล้ว โจทก์ทั้งห้าร้องขอทำงานเป็นพนักงานของจำเลยต่อไป โดยทำข้อตกลงกับนายศิริชัย สมบัติศิริ กรรมการผู้จัดการของจำเลยว่า โจทก์ทั้งห้าจะทำงานต่อไปพลางก่อนเพื่อรอผลการอนุมัติจากคณะกรรมการบริหารของจำเลย ดังนี้ สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยจะเกิดขึ้นหรือไม่ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ในอนาคตที่ไม่แน่นอนถือเป็นนิติกรรมที่มีเงื่อนไขบังคับก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 183 วรรคแรก

เมื่อคณะกรรมการบริหารของจำเลยไม่อนุมัติให้จ้างโจทก์ทั้งห้าทำงานกับจำเลยต่อไปสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยยังไม่เกิดขึ้น เนื่องจากเงื่อนไขบังคับก่อนตามนิติกรรมไม่สำเร็จ โจทก์ทั้งห้าจึงไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลยอีกต่อไปและไม่มีสิทธิตามพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 ข้อตกลงที่จะไม่รับค่าจ้างสำหรับช่วงเวลาที่รอการอนุมัติของคณะกรรมการบริหารของจำเลยนั้นทำขึ้นก่อนที่โจทก์ทั้งห้าจะมีสิทธิตามพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 ไม่ถือเป็นการตัดสิทธิของโจทก์ทั้งห้าที่จะได้รับตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงไม่ขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ย่อมมีผลบังคับได้ ไม่ตกเป็นโมฆะตามที่โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกคำขอของโจทก์ทั้งห้าที่ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ทั้งห้านั้นชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งห้าสำนวนฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ทั้งห้าที่ให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งห้าเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์ · สละ เทศรำพรรณ · จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้