Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3415/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การพิจารณาว่า กรณีจำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ศาลแรงงานจะนำเหตุที่จำเลยได้สอบสวนข้อเท็จจริงและตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยแก่โจทก์มาเป็นข้อพิจารณาหาได้ไม่ เมื่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ทุจริตต่อหน้าที่ และโจทก์ที่ 4 ปฏิบัติงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายโดยไม่ได้ปกปิดช่วยเหลือผู้กระทำผิด ย่อมถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสามฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยในกรณีร้ายแรงตามที่จำเลยกล่าวอ้างเป็นเหตุเลิกจ้าง การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 4จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ศาลแรงงานมีอำนาจออกคำสั่งดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ.2522 ให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานต่อไปตามเดิมได้ แต่ถ้าเห็นว่านายจ้างกับลูกจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ด้วยดี ศาลแรงงานก็มีอำนาจสั่งไม่ให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน และให้นายจ้างจ่ายค่าเสียหายแทนตามหลักเกณฑ์การคำนวณค่าเสียหายที่กำหนดไว้ ซึ่งจะต้องพิจารณาสั่งตามข้อเท็จจริงในสำนวน ส่วนค่าจ้าง สิทธิประโยชน์ และเงินโบนัส นับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันรับกลับเข้าทำงาน ศาลแรงงานจะพิจารณาเฉพาะในกรณีที่มีคำสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานตามเดิมเท่านั้น เมื่อปรากฎว่าศาลแรงงานยังไม่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าจะให้จำเลยรับโจทก์ที่ 1 และที่ 4 กลับเข้าทำงาน หรือจะให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเพียงใด ซึ่งเป็นข้อเท็จจริง จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานพิจารณาในปัญหาดังกล่าวต่อไป อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 4 ที่ขอให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น เมื่อโจทก์ที่ 4 ไม่ได้ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินดังกล่าว และศาลแรงงานก็ไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ.2522 มาตรา 49 เป็นบทบัญญัติคุ้มครองลูกจ้างไม่ให้ถูกนายจ้างเลิกจ้างด้วยเหตุที่ไม่เป็นธรรม หากมีการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมศาลแรงงานมีอำนาจใช้ดุลพินิจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานตามเดิมเสมือนไม่มีการเลิกจ้างหรือ จะสั่งให้นายจ้างใช้ค่าเสียหายแก่ลูกจ้างแทนการรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานก็ได้ บทบัญญัติดังกล่าวหาได้ห้ามนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างหรือกำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างของนายจ้างแต่อย่างใดไม่ โจทก์ที่ 4 จึงไม่มีสิทธิขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างของจำเลย โจทก์ที่ 1 และที่ 4 มีคำขอบังคับในฟ้องเป็นเงื่อนไขว่า ถ้าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 และที่ 4 ไม่เป็นธรรม ให้จำเลยรับโจทก์ที่ 1 และที่ 4กลับเข้าทำงาน หากไม่สามารถรับกลับเข้าทำงานได้ให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่ 1 กับจ่ายค่าชดเชยและเงินบำเหน็จแก่โจทก์ที่ 1และที่ 4 ดังนั้นถ้าศาลแรงงานมีคำสั่งให้จำเลยรับโจทก์ที่ 1 และที่ 4 กลับเข้าทำงานแล้ว คำขอให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยและเงินบำเหน็จย่อมตกไป จำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 โดยโจทก์ที่ 2 ไม่ได้กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานข้อ 47 ซึ่งใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยและเงินบำเหน็จให้แก่โจทก์ที่ 2

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 225 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3415/2538นายสุรศักดิ์ ไตรรัตน์ กับพวกโจทก์๘ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจำเลย ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31การพิจารณาว่า กรณีจำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ศาลแรงงานจะนำเหตุที่จำเลยได้สอบสวนข้อเท็จจริงและตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยแก่โจทก์มาเป็นข้อพิจารณาหาได้ไม่ เมื่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ทุจริตต่อหน้าที่ และโจทก์ที่ 4 ปฏิบัติงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายโดยไม่ได้ปกปิดช่วยเหลือผู้กระทำผิด ย่อมถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสามฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยในกรณีร้ายแรงตามที่จำเลยกล่าวอ้างเป็นเหตุเลิกจ้าง

การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 4จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ศาลแรงงานมีอำนาจออกคำสั่งดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ.2522 ให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานต่อไปตามเดิมได้ แต่ถ้าเห็นว่านายจ้างกับลูกจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ด้วยดี ศาลแรงงานก็มีอำนาจสั่งไม่ให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน และให้นายจ้างจ่ายค่าเสียหายแทนตามหลักเกณฑ์การคำนวณค่าเสียหายที่กำหนดไว้ ซึ่งจะต้องพิจารณาสั่งตามข้อเท็จจริงในสำนวน ส่วนค่าจ้าง สิทธิประโยชน์ และเงินโบนัส นับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันรับกลับเข้าทำงาน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานจะพิจารณาเฉพาะในกรณีที่มีคำสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานตามเดิมเท่านั้น เมื่อปรากฎว่าศาลแรงงานยังไม่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าจะให้จำเลยรับโจทก์ที่ 1 และที่ 4 กลับเข้าทำงาน หรือจะให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเพียงใด ซึ่งเป็นข้อเท็จจริง จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานพิจารณาในปัญหาดังกล่าวต่อไป อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 4 ที่ขอให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น เมื่อโจทก์ที่ 4 ไม่ได้ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินดังกล่าว และศาลแรงงานก็ไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ.2522 มาตรา 49 เป็นบทบัญญัติคุ้มครองลูกจ้างไม่ให้ถูกนายจ้างเลิกจ้างด้วยเหตุที่ไม่เป็นธรรม

หากมีการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมศาลแรงงานมีอำนาจใช้ดุลพินิจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานตามเดิมเสมือนไม่มีการเลิกจ้างหรือ จะสั่งให้นายจ้างใช้ค่าเสียหายแก่ลูกจ้างแทนการรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานก็ได้ บทบัญญัติดังกล่าวหาได้ห้ามนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างหรือกำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างของนายจ้างแต่อย่างใดไม่ โจทก์ที่ 4 จึงไม่มีสิทธิขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างของจำเลย โจทก์ที่ 1 และที่ 4 มีคำขอบังคับในฟ้องเป็นเงื่อนไขว่า ถ้าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 และที่ 4 ไม่เป็นธรรม ให้จำเลยรับโจทก์ที่ 1 และที่ 4กลับเข้าทำงาน หากไม่สามารถรับกลับเข้าทำงานได้ให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่ 1 กับจ่ายค่าชดเชยและเงินบำเหน็จแก่โจทก์ที่ 1และที่ 4 ดังนั้นถ้าศาลแรงงานมีคำสั่งให้จำเลยรับโจทก์ที่ 1 และที่ 4 กลับเข้าทำงานแล้ว

คำขอให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยและเงินบำเหน็จย่อมตกไป จำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 โดยโจทก์ที่ 2 ไม่ได้กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานข้อ 47 ซึ่งใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยและเงินบำเหน็จให้แก่โจทก์ที่ 2

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชลอ บุณยเนตร · พรชัย สมรรถเวช · ธวัชชัย พิทักษ์พล
ศาลล่าง
ศาลแรงงานกลาง - นายพิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนาศาลอุทธรณ์ -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6067/2567

แม้คดีนี้จำเลยจะให้การต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องไว้ในคำให้การเพียงประการเดียวว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องเกินระยะเวลาที่ พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 กำหนดไว้ โดยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ด้วยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4048/2561

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ยื่นหนังสือลาออกต่อจำเลย ซึ่งจำเลยก็ให้การยอมรับว่าจำเลยได้รับหนังสือลาออกจากโจทก์ การที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ยื่นหนังสือลาออกต่อ ร. กรรมการผู้จัดการใหญ่ของจำเลย ซึ่งหมา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4004/2561

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้าง การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ขออนุญาตศาลแรงงานก่อนตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 เป็นการขัดต่อกฎหมาย ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงาน และให้จ่ายค่าเสียหาย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14560/2558

คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ในวันที่ 15 กันยายน 2548 ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกิจการของจำเลย ได้ลงนามในคำสั่งที่ 6/2548 เพื่อระงับการทำหน้าที่ของ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11269/2558

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานหาใช่เป็นคดีละเมิดอย่างเดียวไม่ เพราะโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างลูกจ้างมีข้อผูกพันตามสัญญาจ้างแ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้