Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3382/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คดีที่โจทก์ฟ้องและจำเลยฟ้องแย้งจะอุทธรณ์ฎีกาได้ เพียงใดหรือไม่ต้องแยกพิจารณาคนละส่วน ฟ้องโจทก์ระบุว่าอาวุธปืนพิพาทมีราคา 20,000 บาทในชั้นอุทธรณ์จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องโจทก์แต่เพียงว่าอาวุธปืนพิพาทไม่ใช่ทรัพย์มรดก ฉะนั้นทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องโจทก์จึงมีเพียง 20,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้จำเลยอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224วรรคหนึ่ง แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยก็ถือว่าไม่ชอบ และเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ตามสัญญาเช่าซื้อที่ ส.ทำไว้ให้แก่สำนักงานปฏิรูปที่ดินระบุว่าหากผู้เช่าซื้อถึงแก่กรรมในระหว่างเช่าซื้อ ที่ดินที่เช่าซื้อนี้จะต้องตกอยู่ภายใต้บังคับมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518ซึ่งบัญญัติให้ที่ดินที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะทำการแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินไปยัง ผู้อื่นมิได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม ฯลฯ ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่กำหนดในกฎกระทรวง และเมื่อไม่ปรากฏว่ามีการออกกฎกระทรวง ตามกฎหมายมาตราดังกล่าว ส่วนระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรมว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการ โอนและการตกทอดทางมรดก สิทธิการเช่าหรือเช่าซื้อที่ดินในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2535 ซึ่งออกโดยอาศัย อำนาจตามมาตรา 30 วรรคหนึ่งของพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่เพิ่งมีการประกาศใช้บังคับในราชกิจจานุเบกษาภายหลังที่ ส. ถึงแก่ความตาย แต่เมื่อสิทธิการเช่าซื้อที่ดินพิพาทได้ตกทอดแก่ทายาทของ ส.ทันทีเมื่อส. ถึงแก่ความตายก่อนระเบียบดังกล่าวประกาศใช้แล้ว ระเบียบดังกล่าวจึงนำมา บังคับใช้กับคดีนี้ไม่ได้ จำเลยที่ 1 มารดาของ ส. และจำเลยที่ 2 และที่ 3 บุตรของ ส.เป็นทายาทโดยธรรมของ ส. ย่อมมีสิทธิได้รับมรดกในสิทธิการเช่าที่ซื้อที่ดินร่วมกับ โจทก์ซึ่งเป็นภริยาของโจทก์ด้วยตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 2629 และตามพระราชบัญญัติ เพื่อการเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 39

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 1599 ป.พ.พ. มาตรา 1629 ป.วิ.พ. มาตรา 177 ป.วิ.พ. มาตรา 224 ป.วิ.พ. มาตรา 249 พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 30 พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 39

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาของนายสาคร คงพิทักษ์จำเลยที่ 1 เป็นมารดานายสาคร จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรนายสาครที่เกิดจากนางมาลี คงพิทักษ์ นายสาครตายโจทก์ จำเลยทั้งสามตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกบางส่วนของนายสาครเสร็จแล้ว คงเหลือแต่อาวุธปืนลูกซอง 5 นัด 1 กระบอกราคา 20,000 บาท เงินสินสมรสระหว่างโจทก์กับนายสาครที่ฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด 2 บัญชี เป็นเงินรวม 99,260.30บาท กับบ้าน 1 หลัง ที่ยังไม่ได้แบ่งปันกันและทรัพย์สินอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสาม ต่อมาโจทก์ร้องต่อศาลขอให้ตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดก เมื่อศาลตั้งแล้วโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกจึงแจ้งให้จำเลยทั้งสามส่งมอบทรัพย์สินดังกล่าวแล้วเพื่อแบ่งปันกัน หรือมิฉะนั้นให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบเงินส่วนแบ่งจากราคาอาวุธปืน 5,000 บาทและจากเงินฝากในฐานะเป็นสินสมรส 49,630 บาท และในฐานะทายาท 12,407 บาท

รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 67,037 บาท แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 67,037 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับถัดวันฟ้องจนกว่าได้ชำระเสร็จจำเลยทั้งสามให้การและฟ้องแย้งว่า อาวุธปืนลูกซองพิพาทและบ้านตามฟ้องมิใช่ทรัพย์มรดก ส่วนเงินฝากตามฟ้องก็มิใช่สินสมรสระหว่างโจทก์กับนายสาคร แต่ทรัพย์มรดกของนายสาครมีที่ดินโฉนดเลขที่ 10235 และ 11878 และสิทธิการเช่าซื้อที่ดินเลขที่ 55 เนื้อที่ 25 ไร่ ราคา 300,000 บาท ของสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทรา แต่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกไม่ยอมแบ่งปันทรัพย์มรดกนายสาครให้แก่จำเลยทั้งสาม กลับเบียดบังยักยอกโอนเป็นของโจทก์เพียงผู้เดียว

ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์จดทะเบียนแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 10235 และ 11878 ให้แก่จำเลยทั้งสามคนละส่วนเท่า ๆ กันกับโจทก์ ให้โจทก์ยื่นคำร้องต่อสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทราแบ่งสิทธิการเช่าซื้อที่ดินเลขที่ 55 ให้แก่จำเลยทั้งสามคนละส่วนเท่า ๆ กันกับโจทก์ หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาถ้าไม่สามารถแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าวได้ให้โจทก์ใช้ราคา525,200 บาท แก่จำเลยทั้งสามโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวและผู้ปกครองของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้แบ่งปันทรัพย์มรดกผู้ตายโดยตกลงยกที่ดินโฉนดเลขที่ 10235 และ 11878 ให้แก่โจทก์แต่ที่ดินโฉนดเลขที่ 10235 นายสาครได้จดทะเบียนเป็นทางภารจำยอม จึงมีภาระติดพัน

หากได้รับอนุญาตจากศาลโจทก์พร้อมที่จะโอนใส่ชื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ส่วนสิทธิการเช่าซื้อที่ดินพิพาทโจทก์มีคุณสมบัติเข้าหลักเกณฑ์ตามระเบียบของคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จึงได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้โจทก์เป็นผู้เช่าซื้อที่ดินพิพาทต่อจากนายสาคร จำเลยทั้งสามไม่มีสิทธิฟ้องขอแบ่งที่ดินและสิทธิการเช่าซื้อที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้องแย้งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบอาวุธปืนลูกซองให้โจทก์เพื่อแบ่งปันระหว่างทายาท ถ้าไม่สามารถแบ่งได้ให้นำมาประมูลระหว่างทายาทแล้วนำเงินมาแบ่งออกเป็น 4 ส่วน โจทก์ได้ 1 ส่วน จำเลยทั้งสามได้คนละ 1 ส่วนให้โจทก์จดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 10235โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน

โจทก์ได้ 1 ส่วน ส่วนที่เหลือเป็นของจำเลยที่ 2 และที่ 3 อีกคนละ 1 ส่วน หากโจทก์ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้โจทก์ชำระเงิน 34,746.64 บาท แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 คำขออื่นตามฟ้องและฟ้องแย้ง นอกจากนี้ให้ยกจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำเลยทั้งสามฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสามฎีกาข้อแรกว่า อาวุธปืนพิพาทไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนายสาคร เห็นว่า คดีที่โจทก์ฟ้องและจำเลยฟ้องแย้งจะอุทธรณ์ฎีกาได้เพียงใดหรือไม่ต้องแยกพิจารณาคนละส่วน เมื่อตามฟ้องโจทก์ระบุว่า อาวุธปืนพิพาทมีราคา 20,000 บาท ในชั้นอุทธรณ์จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องโจทก์แต่เพียงว่าอาวุธปืนพิพาทไม่ใช่ทรัพย์มรดกฉะนั้นทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องโจทก์จึงมีเพียง 20,000 บาท เท่านั้น ต้องห้ามมิให้จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ฉะนั้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะวินิจฉัยก็ถือว่าไม่ชอบและเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์

ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้จำเลยทั้งสามฎีกาข้อสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสามมีสิทธิได้รับมรดกสิทธิการเช่าซื้อที่ดินเลขที่ 55 เห็นว่า ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 10 วรรคหนึ่ง ระบุว่า "หากผู้เช่าซื้อถึงแก่กรรมในระหว่างเช่าซื้อ ฯลฯ ที่ดินที่เช่าซื้อนี้จะต้องตกอยู่ภายใต้บังคับมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ซึ่งมาตรา 39 บัญญัติว่า "ที่ดินที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะทำการแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินไปยังผู้อื่นมิได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม ฯลฯ ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง" แต่ไม่ปรากฏว่ามีการออกกฎกระทรวงตามกฎหมายมาตราดังกล่าวแต่อย่างใด

ส่วนระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการโอนและการตกทอดทางมรดก สิทธิการเช่าหรือเช่าซื้อที่ดินในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2535 เอกสารหมาย จ.16 ข้อ 11 นั้น ก็ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 30 วรรคหนึ่ง ของพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่เพิ่งจะประกาศใช้บังคับในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2535 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่นายสาครถึงแก่ความตาย ซึ่งสิทธิการเช่าซื้อที่ดินเลขที่ 55 นั้นได้ตกทอดแก่ทายาทนายสาครทันทีเมื่อนายสาครถึงแก่ความตายก่อนระเบียบดังกล่าวประกาศใช้แล้วดังนั้น ระเบียบดังกล่าวจึงนำมาบังคับใช้กับคดีนี้ไม่ได้เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นมารดานายสาคร ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3เป็นบุตรนายสาครจึงเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิได้รับมรดกร่วมกับโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 และตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม

พ.ศ. 2518มาตรา 39 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสามไม่มีสิทธิรับมรดกสิทธิการเช่าซื้อที่ดินดังกล่าว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยพิพากษาแก้เป็นว่า สิทธิการเช่าซื้อที่ดินเลขที่ 55เป็นมรดกของนายสาครผู้ตายตกทอดแก่จำเลยทั้งสามและโจทก์คนละส่วนเท่า ๆ กัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สถิตย์ ไพเราะ · ชวลิต ศรีสง่า · ศุภชัย ภู่งาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3870/2541

โจทก์ตกลงแบ่งขายที่ดินของโจทก์ตาม น.ส.3 ก.เลขที่ 53จำนวน 7 ไร่ ซึ่งเป็นที่พิพาทในคดีนี้ให้แก่ ส. แต่ยังไม่ทันได้รับมอบการครอบครองที่พิพาทจากโจทก์ตามสัญญาซื้อขายดังกล่าว ส.ถึงแก่กรรมเสียก่อน แม้สิทธิตา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2224/2534

จำเลยรับว่าได้เช่าอาคารพิพาทจากโจทก์แล้ว จำเลยจะกลับมาเถียงสิทธิของโจทก์ผู้ให้เช่าว่าไม่มีอำนาจให้เช่าและไม่มีอำนาจฟ้องไม่ได้ จำเลยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาเช่าเมื่อสัญญาเช่าครบกำหนด จำเลยก็ต้องออก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1441/2529

โจทก์ที่2ใช้สิทธิเฉพาะตัวฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยเพียง17,817.27บาทจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงการที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงของจำเลยที่2ในส่วนซึ่งอาจเป็นผลถึงโจทก์ที…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3532/2529

เดิมโจทก์เป็นผู้เช่าอาคารและบริเวณศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรีต่อมาสัญญาเช่าหมดอายุ ทางราชการได้อนุมัติให้ธ เป็นผู้เช่าในนามของคณะกรรมการศาลเจ้าพ่อหลักเมือง โจทก์ก็ยังคงอยู่ในที่เช่าและคงขายธูป เทียน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2844/2525

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินค่าซื้อเครื่องปรับอากาศ 110,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การว่าไม่ได้เป็นผู้ซื้อแต่เป็นนายหน้าจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ และฟ้องแย้งให้โจทก์ชำระเงินค่านายหน้า 10,600 บาทแก่จำเลยศา…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้