คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2508 เจ้าพนักงานประเมินได้มีหนังสือแจ้งโจทก์ว่าโจทก์เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปี พ.ศ. 2502 ถึง 2506 ไม่ถูกต้องให้โจทก์นำภาษีและเงินเพิ่มรวม 2,409,939.45 บาทไม่ชำระภายใน 30 วันนับแต่วันที่ 29 กันยายน 2508
คำพิพากษาศาลล่าง
โจทก์อุทธรณ์คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์โจทก์ โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาล ศาลพิพากษาว่าการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบแล้วในระหว่างพิจารณาอธิบดีกรมสรรพากรมิได้อนุมัติให้โจทก์ได้รับการทุเลาการเสียภาษีอากร จำเลยมิได้ใช้สิทธิเรียกร้องบังคับเพื่อเอาค่าภาษีอากรค้างจากโจทก์นับแต่วันที่อาจใช้สิทธิเรียกร้องบังคับได้เป็นเวลาเกิน 10 ปีหนี้ค่าภาษีอากรจึงขาดอายุความแล้ว แต่จำเลยมีหนังสือลงวันที่ 28 สิงหาคม 2522 เรียกร้องให้โจทก์ชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างซึ่งขาดอายุความแล้ว และเงินเพิ่มใหม่รวม 2,939,127.34 บาท ภายในวันที่ 8 กันยายน 2521ขอให้ศาลพิพากษาว่าหนี้ที่จำเลยเรียกร้องดังกล่าวขาดอายุความแล้ว ห้ามจำเลยและพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลรัษฎากรใช้สิทธิยึดทรัพย์สินของโจทก์เพื่อชำระหนี้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12จำเลยให้การว่า ในระหว่างที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งพิจารณาอุทธรณ์ และศาลกำลังพิจารณาคดีอยู่นั้น
กรมสรรพากรยังไม่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ อายุความจึงยังไม่เริ่มนับ อายุความเริ่มนับเมื่อศาลอ่านคำพิพากษาฎีกาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2520 หนี้ภาษีอากรตามฟ้องจึงยังไม่ขาดอายุความศาลชั้นต้นงดสืบพยานและพิพากษา ห้ามจำเลยใช้สิทธิเรียกร้องยึดทรัพย์โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าภาษีอากรรายนี้อีกต่อไปจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 12, 31 เป็นบทบัญญัติให้สิทธิผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอที่จะสั่งยึด และสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรที่ค้างชำระหรือไม่ก็ได้ในกรณีที่ผู้นั้นไม่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรให้รอคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือคำพิพากษาหาใช่เป็นบทบังคับให้ต้องยึดทรัพย์สินนั้นทันทีนับตั้งแต่วันถัดจากวันครบกำหนดชำระค่าภาษีที่เจ้าพนักงานประเมินแจ้งมาไม่
หากสิทธิเรียกร้องเพื่อค่าภาษีอากรยังไม่ขาดอายุความกรมสรรพากรย่อมมีสิทธิบังคับเอาได้ เหตุนี้การที่อายุความจะสะดุดหยุดอยู่หรือไม่นั้น ย่อมเป็นไปตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติไว้ไม่ว่าอธิบดีกรมสรรพากรจะอนุมัติให้ทุเลาการเสียภาษีอากรไว้หรือไม่ปัญหาทั้งสองข้อนี้เป็นคนละเรื่องต่างหากจากกัน
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเรื่องอายุความสะดุดหยุดลงและสะดุดหยุดอยู่ไว้ถูกต้องแล้ว กล่าวคือ เมื่อเจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินไปให้โจทก์ทราบตามหนังสือลงวันที่ 28 กันยายน 2508 อายุความก็สะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 173 และเริ่มนับอายุความใหม่เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องในปี พ.ศ. 2514 อายุความก็สะดุดหยุดอยู่จนกว่าศาลจะได้วินิจฉัยถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 175และเริ่มนับอายุความต่อจากอายุความเดิมเมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาฎีกาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2520 เมื่อนับอายุความตามวิธีดังกล่าวมาจนถึงวันที่ 28 สิงหาคม 2521 อันเป็นวันที่จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์นำเงินภาษีอากรค้างไปชำระยังไม่เกินสิบปี
หนี้รายนี้ก็ยังไม่ขาดอายุความส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า คดีไม่มีประเด็นจะวินิจฉัยเรื่องอายุความสะดุดหยุดลงหรือสะดุดหยุดอยู่นั้น เห็นว่า โจทก์อ้างว่าจำนวนหนี้ที่จำเลยเรียกร้องจากโจทก์เป็นหนี้ที่ขาดอายุความแล้ว จำเลยต่อสู้ว่าหนี้ดังกล่าวไม่ขาดอายุความและอายุความเริ่มนับแต่ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา เพราะมีอุทธรณ์การประเมินและฟ้องคดีต่อศาล ดังนี้ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีไม่ขาดอายุความเพราะอายุความสะดุดหยุดลง จึงอยู่ในประเด็นแห่งคดี หาใช่เป็นคำให้การที่เคลือบคลุมดังที่โจทก์ฎีกาไม่พิพากษายืน