Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3379/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ว่าจำเลยที่ 2 ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์ สัญญาค้ำประกันตามเอกสารท้ายฟ้องเป็นเอกสารปลอม และไม่ว่ากรณีจะเป็นอย่างไร หากจำเลยที่ 2จะต้องรับผิดต่อโจทก์แล้วก็จะต้องรับผิดไม่เกิน 150,000 บาท ดังนี้คำให้การจำเลยที่ 2 ตอนต้นเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงส่วนตอนหลังเป็นเรื่องปัญหาข้อกฎหมายว่าจะต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด หาได้ขัดกันไม่จึงมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันหรือไม่ และจะต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด คำให้การของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว ไม่ได้ให้การในรายละเอียดว่าลายมือชื่อผู้ค้ำประกันในเอกสารท้ายฟ้องดังกล่าวไม่ใช่ลายมือชื่อจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธินำสืบว่าลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันไม่ใช่ของจำเลยที่ 2 ข้อนำสืบของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวเป็นเรื่องนอกคำให้การ จึงรับฟังไม่ได้ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ให้ถือเอาคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2เป็นคำฟ้องฎีกาของจำเลยที่ 2 ด้วยนั้น เป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งเป็นฎีกาที่ไม่ชอบจึงไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกค้าของโจทก์ โดยทำสัญญาขายลดเช็คให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ โดยยอมผูกพันเข้ารับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ระหว่างวันที่ 28 ธันวาคม 2530 ถึงวันที่ 29 มกราคม2531 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายลดเช็คให้แก่โจทก์หลายฉบับ ที่โจทก์เรียกเก็บเงินไม่ได้มี 4 ฉบับ เป็นเงิน 190,600 บาท โดยมีข้อตกลงว่าถ้าเช็คที่จำเลยที่ 1 นำมาขายลดให้แก่โจทก์นั้นไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เมื่อเช็คแต่ละฉบับครบกำหนด ปรากฏว่าโจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คไม่ได้ จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชำระเงินตามจำนวนในเช็คแต่ละฉบับพร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาคิดถึงวันฟ้อง 26,192.05 บาท

ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันรับผิดชำระเงิน 216,792.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ในต้นเงิน 55,700 บาท ร้อยละ 15 ต่อปีในต้นเงิน 134,900 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2รับผิดโดยจำเลยที่ 3 รับผิดเป็นจำนวนเงิน 91,377.30 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 85,300 บาท จำเลยที่ 4รับผิดเป็นจำนวนเงิน 112,594.93 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 105,300 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยที่ 3 ที่ 4 จะชำระให้แก่โจทก์เสร็จจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 2 ให้การว่า

จำเลยที่ 2 ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันให้ไว้แก่โจทก์ตามฟ้อง สัญญาค้ำประกันเอกสารท้ายฟ้องโจทก์เป็นเอกสารปลอมและไม่ว่ากรณีจะเป็นอย่างไรก็ตาม หากจำเลยที่ 2จะต้องรับผิดต่อโจทก์แล้วจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ไม่เกิน150,000 บาท เจ้าหน้าที่ของโจทก์สมคบกับจำเลยที่ 1 ปล่อยวงเงินจนเกินอำนาจและให้จำเลยที่ 1 จำหน่ายจ่ายโอนหลักประกันแห่งหนี้ไปเป็นทางให้เจ้าหนี้อื่นของจำเลยที่ 1 ต้องเสียเปรียบและเสียหายถ้าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ย่อมสิ้นสิทธิไล่เบี้ยในส่วนนี้ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน216,792.05 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 14 ต่อปี ในต้นเงิน55,700 บาทและร้อยละ 15 ต่อปีในต้นเงิน 134,900 บาท

นับแต่วันฟ้อง โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดจำนวน 100,000 บาท ไม่รวมดอกเบี้ยและจำนวน 100,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 14 ต่อปีในต้นเงิน 55,700 บาท ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดจำนวน 91,377.30บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงิน 85,300 บาท นับแต่วันฟ้อง และให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดจำนวน 112,594.93 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 105,300 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระเงินจำนวน 216,792.05 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14ต่อปี ในต้นเงิน 55,700 บาท และอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน134,900 บาท

นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดเป็นจำนวนเงินจำนวน 190,600 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปีในต้นเงิน 55,700 บาท และให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 ร่วมรับผิดเป็นจำนวนเงิน 91,377.30 บาท และ 112,594.93บาท ตามลำดับ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน85,300 บาท และ 105,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นจำเลยที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ฎีกาในข้อที่ 2 ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยในประเด็นที่ว่าจำเลยที่ 2 ค้ำประกันหรือไม่และจะต้องรับผิดเพียงใด โดยอ้างว่า คำให้การจำเลยที่ 2 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้มาเป็นการนอกประเด็นนั้นจำเลยที่ 2 ไม่เห็นพ้องด้วยเพราะคำให้การจำเลยที่ 2 ได้แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธไว้ชัดแจ้งแล้วจึงมีประเด็นที่ศาลอุทธรณ์จะต้องวินิจฉัยตามประเด็นดังกล่าวเห็นว่า

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยที่ 2 ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันให้ไว้แก่โจทก์ตามฟ้อง สัญญาค้ำประกันตามเอกสารท้ายฟ้องเป็นเอกสารปลอม และไม่ว่ากรณีจะเป็นอย่างไร หากจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดต่อโจทก์แล้วก็จะต้องรับผิดไม่เกิน 150,000 บาท คำให้การจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันตามเอกสารท้ายฟ้องหรือไม่ และจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาทั้งสองฉบับเพียงใด คำให้การจำเลยที่ 2 หาได้ขัดกันหรือไม่อาจเป็นไปได้ทั้งสองประการในคราวเดียวกัน ดังที่ศาลอุทธรณ์อ้างไม่เพราะข้อต่อสู้ตอนต้นเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริง ส่วนข้อต่อสู้ตอนหลังเป็นเรื่องปัญหาข้อกฎหมาย

การแปลข้อสัญญาว่าจำเลยที่ 2จะต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใดการที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้นั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยในประเด็นข้อนี้ให้ไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีก เห็นว่าจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันจริง จำเลยที่ 2 ให้การไว้เพียงว่า ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันไว้แก่โจทก์ตามฟ้อง สัญญาค้ำประกันตามเอกสารท้ายฟ้องเป็นเอกสารปลอม ไม่ได้ให้การในรายละเอียดเจาะจงว่าลายมือชื่อผู้ค้ำประกันในเอกสารดังกล่าวไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 2จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธินำสืบว่าลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันไม่ใช่ของจำเลยที่ 2 ข้อนำสืบของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวเป็นเรื่องนอกคำให้การจึงรับฟังไม่ได้

จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดตามจำนวนเงินที่ระบุไว้ในสัญญาทั้งสองฉบับปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในข้อต่อไปมีว่า ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2 ที่ขอให้ศาลออกหมายเรียกเอกสารหนังสือเดินทางของนางบุปผา กิตติเจริญพจน์ จากกระทรวงการต่างประเทศ นั้นชอบด้วยกฏหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำคัดค้านของจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 2 สิงหาคม 2532 นั้น จำเลยที่ 2 ประสงค์จะอ้างเอกสารดังกล่าวเพื่อพิสูจน์ว่าการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ 3 ไม่ชอบ เพราะจำเลยที่ 3 ไม่ได้อยู่ในราชอาณาจักรขณะที่มีการนำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไปส่งแก่จำเลยที่ 3 มิใช่เอกสารเกี่ยวกับประเด็นตามคำฟ้องและคำให้การของจำเลยที่ 2 จึงเป็นเอกสารที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี

ศาลชั้นต้นมีอำนาจงดสืบพยานหลักฐานดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคสองคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว เป็นการสั่งงดสืบพยานหลักฐานที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดีนั้นเอง จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายส่วนฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อสุดท้ายที่ว่า ให้ถือเอาคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เป็นคำฟ้องฎีกาของจำเลยที่ 2 ด้วยนั้น ถือเป็นคำฟ้องฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง เป็นฎีกาที่ไม่ชอบ จึงไม่มีประเด็นที่จะจะต้องวินิจฉัยอีกพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุนพ กีรติยุติ · นิเวศน์ คำผอง · ไพโรจน์ คำอ่อน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้