Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3373/2547

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามกฎหมายแรงงานไม่มีบทบัญญัติเรื่องการจ่ายเงินโบนัส ว่าเงินโบนัสเป็นเงินที่นายจ้างให้แก่ลูกจ้างเมื่อกิจการมีผลกำไรเท่านั้น กรณีจึงต้องพิจารณาจากข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยซึ่งระบุว่า "เงินโบนัสปลายปี กรณีถ้าการจ้างของท่านไม่ถูกยกเลิกอันเป็นสาเหตุจากท่าน บริษัทฯ จะจ่ายท่านหนึ่งเดือนหรือตามอัตราส่วนการจ้างแรงงานของท่านระหว่างปีปฏิทินสิ้นสุด 31 ธันวาคม" ข้อความดังกล่าวชัดเจนว่าจำเลยตกลงจะจ่ายเงินโบนัสปลายปีให้แก่โจทก์ โดยมีข้อยกเว้นที่จะไม่จ่ายเพียงประการเดียวคือกรณีที่โจทก์ถูกเลิกจ้างด้วยสาเหตุจากโจทก์ ดังนั้น แม้กิจการของจำเลยจะประสบกับภาวะขาดทุน จำเลยก็จะยกมาเป็นข้ออ้างที่จะไม่จ่ายเงินโบนัสปลายปีให้แก่โจทก์หาได้ไม่

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินโบนัส 110,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการเดินทางประจำเดือนสิงหาคมและกันยายน 2545 เป็นเงิน 13,680 บาท เงินค่าชดเชย 330,000 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 220,000 บาท รวมเป็นเงิน 673,680 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินโบนัสจากจำเลย เนื่องจากจำเลยจะจ่ายเงินโบนัสให้โจทก์ต่อเมื่อโจทก์ได้บริหารงานจนทำให้จำเลยได้รับผลกำไรปรากฏว่านับแต่โจทก์เข้าบริหารกิจการของจำเลยก็ประสบกับภาวะขาดทุนมาโดยตลอด โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินโบนัส ส่วนค่าใช้จ่ายในการเดินทางประจำเดือนสิงหาคมและกันยายน 2545 ต้องใช้จ่ายในการปฏิบัติหน้าที่จริง ซึ่งจากการตรวจสอบของจำเลยพบว่า โจทก์คงมีสิทธิที่จะได้รับเพียง 10,000 บาท เท่านั้น โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจากจำเลย ทั้งนี้ เนื่องจากการเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างตามประสงค์ของโจทก์เอง นอกจากนี้ตลอดระยะเวลาการบริหารงานของโจทก์ โจทก์ได้บริหารงานผิดพลาดจนเป็นเหตุให้จำเลยเสียหายหลายประการ อาทิ มีการเพิ่มเงินเดือนพนักงานโดยไม่มีเหตุอันควรเป็นต้น ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินให้โจทก์จำนวน 650,775.89 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า วันที่ 22 พฤษภาคม 2543 โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป สาขาประเทศไทย อัตราเงินเดือน 110,000 บาท ตั้งแต่ปี 2544 ถึง 2545 จำเลยประสบกับภาวะขาดทุนจึงแจ้งให้โจทก์ดำเนินการลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการลง แต่โจทก์เห็นว่า ไม่อาจใช้วิธีการตามที่จำเลยต้องการได้ พร้อมกับเสนอแนวทางให้จำเลยพิจารณา 2 ประการ คือ 1. ปรับโครงสร้างเงินเดือนของพนักงานตำแหน่งหลักๆ และ 2. เลิกจ้างโจทก์แล้วหาคนใหม่ที่อาวุโสน้อยด้วยเงินเดือนที่ 60 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนโจทก์ ต่อมาจำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ตามแนวทางที่โจทก์เสนอดังกล่าว โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไป

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า จำเลยจะต้องจ่ายเงินโบนัสแก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า ตามกฎหมายแรงงานเงินโบนัสเป็นเงินที่นายจ้างให้แก่ลูกจ้าง เมื่อกิจการมีผลกำไรเท่านั้น ทั้งจากบันทึกเอกสารมินิทฯ รายละเอียดและเงื่อนไขข้อ 5 และ 6 เอกสารหมาย จ.2 และคำแปลเอกสารหมาย จ.3 ก็มิได้กำหนดว่าโจทก์มีสิทธิจะได้รับเงินโบนัสแม้จำเลยจะขาดทุน ดังนั้น เมื่อจำเลยประสบกับภาวะขาดทุนถึง 10,000,000 บาท ใกล้จะล้มละลายและไม่สามารถจะประกอบกิจการต่อไปได้เช่นนั้นจำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินโบนัสให้โจทก์ เห็นว่า ตามกฎหมายแรงงานไม่มีบทบัญญัติเรื่องการจ่ายเงินโบนัสดังที่จำเลยอ้าง กรณีจึงต้องพิจารณาจากข้อตกลงของโจทก์และจำเลย ซึ่งตามบันทึกเอกสารมินิทฯ

เอกสารหมาย จ.2 และคำแปลเอกสารหมาย จ.3 ที่ศาลแรงงานกลางรับฟังว่าเป็นสัญญาจ้างที่โจทก์และจำเลยทำขึ้นจริง เอกสารดังกล่าวในข้อ 5 มีข้อความเกี่ยวกับการจ่ายเงินโบนัสว่า "เงินโบนัสปลายปี กรณีถ้าการจ้างของท่านไม่ถูกยกเลิกอันเป็นสาเหตุจากท่าน บริษัทฯ จะจ่ายท่านหนึ่งเดือนหรือตามอัตราส่วนการจ้างงานของท่าน ระหว่างปีปฏิทินสิ้นสุด 31 ธันวาคม" ข้อความดังกล่าวชัดเจนว่าจำเลยตกลงจะจ่ายเงินโบนัสปลายปีให้แก่โจทก์โดยมีข้อยกเว้นที่จะไม่จ่ายเพียงประการเดียวคือกรณีที่โจทก์ถูกเลิกจ้างด้วยสาเหตุจากโจทก์ ดังนั้น แม้กิจการของจำเลยจะประสบกับภาวะขาดทุน จำเลยก็จะยกมาเป็นข้ออ้างที่จะไม่จ่ายเงินโบนัสปลายปีให้แก่โจทก์หาได้ไม่ เพราะมิใช่ข้อยกเว้นในข้อตกลงดังกล่าว

จำเลยจึงต้องจ่ายเงินโบนัสปลายปีให้แก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินโบนัสปลายปีตามอัตราส่วนการจ้างของโจทก์นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า การเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะมีเจตนาที่จะลดค่าใช้จ่ายของจำเลยลง เห็นว่า ตามหนังสือเอกสารหมาย จ.6 และคำแปลเอกสารหมาย จ.7 ที่โจทก์มีถึงจำเลยมีข้อความว่า โจทก์เข้าใจและห่วงใยในค่าใช้จ่ายของสำนักงานจำเลยในประเทศไทย แต่โจทก์ไม่สามารถจะลดค่าใช้จ่ายของสำนักงานลงตามจำนวนที่จำเลยต้องการได้ แต่เพื่อให้พนักงานของโจทก์มีงานทำกับจำเลยต่อไป

โจทก์จึงเสนอแนวทางแก้ปัญหาให้แก่จำเลยพิจารณา 2 แนวทาง และแนวทางหนึ่งนั้นก็คือ ให้พิจารณาเลิกจ้างโจทก์ แสดงให้เห็นชัดเจนว่ากิจการของจำเลยสาขาประเทศไทย ประสบภาวะขาดทุนจนถึงระดังจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายลง และโจทก์ซึ่งมีตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปเป็นผู้บริหารก็ทราบดีและพร้อมที่จะรับผิดชอบร่วมแก้ปัญหาด้วยการยอมให้จำเลยลดค่าใช้จ่ายโดยวิธีเลิกจ้างโจทก์เองแล้วให้ผู้อื่นที่มีค่าจ้างถูกกว่าเข้ามาทำแทน อันเป็นการที่โจทก์ยอมรับสภาพและผลที่จะได้รับจากการเลิกจ้างหากจำเลยพิจารณาใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาของจำเลยสาขาประเทศไทย ดังนั้น เมื่อจำเลยพิจารณาใช้วิธีลดค่าใช้จ่ายโดยเลิกจ้างโจทก์ตามที่โจทก์เสนอจึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควรและมิได้เป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่จำต้องจ่ายค่าเสียหายอันเกิดจากเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนของค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์ · อรพินท์ เศรษฐมานิต · รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้