Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3373/2531

พ.ศ. 2531 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ผู้ร้องให้จำเลยที่ 3 เช่าซื้อรถยนต์ของกลาง เมื่อจำเลยที่ 3 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ ผู้ร้องก็ไม่บอกเลิกสัญญาทันทีทั้งมิได้ติดตามทวงถามหรือยึดรถหรือแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจทราบเพื่อขอรถคืน อีกทั้งข้อสัญญาก็ระบุว่าถ้ารถยนต์คันเช่าซื้อถูกริบหรือสูญหายผู้เช่าซื้อจะต้องรับผิด ดังนี้ พฤติการณ์แสดงว่าผู้ร้องยื่นคำขอให้ศาลคืนรถยนต์ของกลางเพื่อประโยชน์แก่จำเลยที่ 3 จึงเป็นพฤติการณ์ที่ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการที่จำเลยกระทำความผิดและเป็นการไม่สุจริต

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

เนื้อความคำพิพากษา

คดีนี้สืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางผู้ร้องยื่นคำร้องว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ของกลางโดยจำเลยที่ 3 เช่าซื้อไปจากผู้ร้อง ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยโจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องผู้ร้องอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนผู้ร้องฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการซื้อขายและจำหน่ายรถยนต์ รถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน น-2653 นครพนมของกลาง ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้ริบนั้นเป็นรถยนต์ที่จำเลยที่ 3 ได้เช่าซื้อจากผู้ร้องแล้วผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ กรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันดังกล่าวจึงยังคงเป็นของผู้ร้อง

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องมีนายไพรวัลย์ นามกระจายผู้รับมอบอำนาจจากผู้ร้องเบิกความว่า ผู้ร้องได้ทำหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 23 ธันวาคม 2529 ตามเอกสารหมาย จ.1 ให้จำเลยที่ 3ไปขอรถยนต์ของกลางคืน โดยอ้างว่าเป็นเจ้าของรถยนต์ดังกล่าวแต่เจ้าพนักงานตำรวจไม่คืนให้และมีจำเลยที่ 3 เบิกความว่ารถยนต์ของกลางนี้พยานได้เช่าซื้อจากผู้ร้องเมื่อปลายปี พ.ศ.2528 ในราคา 170,000 บาท โดยผ่อนชำระเป็นงวด งวดละ 3,500 บาทรวม 43 งวด หลังจากสัญญาเช่าซื้อแล้วพยานได้ชำระค่าเช่าซื้อเพียง 3 งวด หลังจากนั้นก็ไม่ชำระอีกเลย ผู้ร้องไม่เคยบอกเลิกสัญญากับพยาน

หลังจากที่พยานถูกจับกุมในข้อหามีกัญชาไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย และรถยนต์ของกลางที่เช่าซื้อถูกยึดเพราะนำมาบรรทุกกัญชาแล้ว พยานได้ให้บุตรชายไปแจ้งให้ผู้ร้องทราบผู้ร้องได้มอบอำนาจให้พยานไปรับรถยนต์ของกลางคืน ทั้งบอกด้วยว่าถ้าได้รถยนต์ของกลางคืนมาแล้ว ถ้าพยานชำระค่าเช่าซื้อครบแล้วผู้ร้องก็จะโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ของกลางให้ เห็นได้ว่าเมื่อจำเลยที่ 3 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อแล้ว ผู้ร้องก็ไม่บอกเลิกสัญญาทันที ทั้งมิได้ติดตามทวงถามหรือยึดรถหรือแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจทราบเพื่อขอคืน ทั้งข้อสัญญาก็ระบุว่าถ้ารถยนต์คันเช่าซื้อถูกริบหรือสูญหายผู้เช่าซื้อจะต้องรับผิด เช่นนี้ ตามข้อสัญญาและพฤติการณ์ต่าง ๆ ดังที่ได้ความจากคำพยานผู้ร้องแสดงว่าผู้ร้องกับจำเลยที่ 3 เจตนาจะได้รับค่าเช่าซื้อตามสัญญาเท่านั้นการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลคืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้องจึงเห็นได้ว่าเพื่อประโยชน์แก่จำเลยที่ 3 ในการที่จะได้รับรถยนต์ของกลางไปจากผู้ร้องในภายหลัง เป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการที่จำเลยกระทำความผิดด้วย และเป็นการไม่สุจริตผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอให้ศาลสั่งคืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้องที่ศาลล่างทั้งสองให้ยกคำร้องของผู้ร้องต้องกันมานั้นชอบแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประชา บุญวนิช · ดุสิต วราโห · เสริมพงศ์ วรยิ่งยง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 908/2568

โจทก์มิได้ปฏิบัติเกี่ยวกับการยื่นคำร้องขอให้สั่งริบทรัพย์สินของกลางตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 35 วรรคสอง โดยครบถ้วนจึงไม่อาจนำบทบัญญัติเรื่องการคืนทรัพย์สินตามความในมาตรา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2311/2567

การร้องขอคืนของกลางตามที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 36 นั้น เจ้าของที่แท้จริงซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดย่อมมีสิทธิร้องขอคืนของกลางต่อศาลได้ภายในหนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด ซึ่งคำว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 635/2563

ที่ผู้ร้องฎีกาทำนองว่า พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์บรรยายไม่ชอบด้วยกฎหมาย และทรัพย์ของกลางไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดนั้น เห็นว่า คดีร้องขอคืนของกลางมีประเด็นต้อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 444/2563

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยรวมทุกกระทงแล้วจำคุก 28 ปี 56 เดือน ตาม ป.อ. มาตรา 91 (3) แต่เมื่อโทษจำคุกแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงห้ามคู่ความมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 403/2563

ที่ผู้ร้องฎีกาทำนองว่า พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์บรรยายไม่ชอบด้วยกฎหมาย และทรัพย์ของกลางไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด เห็นว่า คดีร้องขอคืนของกลางมีประเด็นต้องวิน…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้