Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3370/2550

พ.ศ. 2550 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ฯ หมวด 4 การบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ส่วนที่ 1 ว่าด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ มาตรา 57 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติถึงวัตถุประสงค์ในการปรับโครงสร้างหนี้ไว้ว่า มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ โดยการแก้ไขปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว และเพื่อให้ลูกหนี้ที่สุจริตอยู่ในฐานะที่จะชำระหนี้ได้ภายในเวลาที่กำหนดและสามารถดำเนินกิจการเดิมหรือกิจการใหม่ได้ต่อไป และคำว่า "สินทรัพย์ด้อยคุณภาพ" ตามบทนิยามมาตรา 3 หมายถึง "สินทรัพย์ที่มีลักษณะเป็นสินทรัพย์ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ หรือเป็นสินทรัพย์ที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้..." การที่ลูกหนี้ทั้งสี่เพิกเฉยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่ผู้ร้องซึ่งได้รับโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ค้างชำระที่ลูกหนี้ทั้งสี่มีต่อเจ้าหนี้เดิม โดยมียอดหนี้ค้างชำระถึงวันยื่นคำร้องเป็นจำนวนมาก รวมเป็นเงินทั้งสิน 904,377,813.29 บาท สิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่ลูกหนี้ทั้งสี่ไม่สามารถชำระหนี้ทั้งหมดได้แล้ว และลูกหนี้ทั้งสี่มีหน้าที่จะต้องให้ข้อมูลต่าง ๆ เช่น สถานะทางการเงินที่แท้จริง ความสามารถในการชำระหนี้ หรือแผนการปรับโครงสร้างหนี้ที่ชัดเจนโดยเร็วเพื่อให้ผู้ร้องนำมาประกอบการพิจารณาได้ว่าลูกหนี้ทั้งสี่สุจริต สามารถเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ได้เนื่องจากยังอยู่ในฐานะที่จะชำระหนี้ได้ภายในเวลาที่กำหนดและสามารถดำเนินกิจการเดิมหรือเริ่มกิจการใหม่ได้ต่อไป การที่ลูกหนี้ทั้งสี่มีพฤติการณ์เพิกเฉยมิได้ดำเนินการเสนอแผนปรับโครงสร้างหนี้พร้อมนำส่งเอกสารข้อมูลกิจการและทรัพย์สินส่วนบุคคลซึ่งอยู่ในความรับรู้และการครอบครองของตนภายในระยะเวลาตามที่ผู้ร้องกำหนดโดยไม่ปรากฏเหตุผลอันสมควร และทำให้การแก้ไขปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของลูกหนี้ทั้งสี่ล่าช้าไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ตาม พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ฯ กรณีถือได้ว่าลูกหนี้ทั้งสี่ไม่ให้ความร่วมมือกับผู้ร้องในการปรับโครงสร้างหนี้ตามที่ผู้ร้องสั่ง โดยที่ตนอยู่ในฐานะที่จะดำเนินการได้ ผู้ร้องจึงดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสี่เด็ดขาดได้ตามมาตรา 58 วรรคสี่

คำฟ้องและคำให้การ

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ลูกหนี้ทั้งสี่ไม่ให้ความร่วมมือกับผู้ร้องในการปรับโครงสร้างหนี้ โดยที่ลูกหนี้ทั้งสี่อยู่ในฐานะที่จะดำเนินการได้ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ ขอให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสี่เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ลูกหนี้ทั้งสี่ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลล้มละลายกลางไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องมีว่า ลูกหนี้ทั้งสี่ไม่ให้ความร่วมมือกับผู้ร้องในการปรับโครงสร้างหนี้ โดยที่ลูกหนี้ทั้งสี่อยู่ในฐานะที่จะดำเนินการได้หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 หมวด 4 การบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพส่วนที่ 1 ว่าด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ มาตรา 57 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติถึงวัตถุประสงค์ในการปรับโครงสร้างหนี้ไว้ว่า การปรับโครงสร้างหนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ โดยการแก้ไขปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและเพื่อให้ลูกหนี้ที่สุจริตอยู่ในฐานะที่จะชำระหนี้ได้ภายในเวลาที่กำหนดและสามารถดำเนินกิจการเดิมหรือเริ่มกิจการใหม่ได้ต่อไป และคำว่า

"สินทรัพย์ด้อยคุณภาพ" ตามบทนิยามมาตรา 3 หมายถึง "สินทรัพย์ที่มีลักษณะเป็นสินทรัพย์ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ หรือเป็นสินทรัพย์ที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้..." เมื่อผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ค้างชำระที่ลูกหนี้ทั้งสี่มีต่อธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิม และต่อมาภายหลังจากศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 6346/2546 ให้ลูกหนี้ทั้งสี่ชำระหนี้ดังกล่าวแก่ผู้ร้อง ลูกหนี้ทั้งสี่ยังคงเพิกเฉยไม่ชำระหนี้โดยมียอดหนี้ค้างชำระถึงวันยื่นคำร้องเป็นจำนวนมาก รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 904,377,813.29 บาท สิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่ลูกหนี้ทั้งสี่ไม่สามารถชำระหนี้ทั้งหมดได้แล้ว และลูกหนี้ทั้งสี่มีหน้าที่จะต้องให้ข้อมูลต่าง

ๆ เช่น สถานะทางการเงินที่แท้จริง ความสามารถในการชำระหนี้ หรือแผนการปรับโครงสร้างหนี้ที่ชัดเจนโดยเร็วเพื่อให้ผู้ร้องนำมาประกอบการพิจารณาได้ว่าลูกหนี้ทั้งสี่สุจริตสามารถเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ได้ เนื่องจากยังอยู่ในฐานะที่จะชำระหนี้ได้ภายในเวลาที่กำหนดและสามารถดำเนินกิจการเดิมหรือเริ่มกิจการใหม่ได้ต่อไป ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 หมวด 4 ส่วนที่ 1 ซึ่งถ้าไม่มีการปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าวแล้วผู้ร้องก็อาจจะดำเนินการจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันของลูกหนี้ทั้งสี่ได้ต่อไปตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 หมวด 4 ส่วนที่ 3 เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติแล้วว่า ก่อนยื่นคำร้องคดีนี้ผู้ร้องได้มีหนังสือบอกกล่าวฉบับลงวันที่ 5 กันยายน 2546 และวันที่ 15 กันยายน 2546 ให้ลูกหนี้ทั้งสี่มาเสนอข้อมูลและจัดส่งเอกสารเพื่อประกอบในการพิจารณาแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้กับผู้ร้องภายในระยะเวลาที่กำหนดจำนวน 2 ครั้ง ตามสำเนาหนังสือและใบตอบรับไปรษณีย์ และเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2546 ผู้ร้องมีหนังสือแจ้งให้ลูกหนี้ทั้งสี่ทราบว่าได้ครบกำหนดระยะเวลาตามหนังสือบอกกล่าวทั้งสองฉบับและครบกำหนดที่ลูกหนี้ทั้งสี่ขอขยายเวลาออกไปในวันที่ 20 ตุลาคม 2546 แล้ว ให้ลูกหนี้ทั้งสี่ดำเนินการจัดส่งแผนปรับโครงสร้างหนี้พร้อมเอกสารทั้งหมดภายใน 14 วัน และให้ชี้แจงผลประโยชน์ที่ลูกหนี้ทั้งสี่จะได้รับในอนาคตภายหลังการปรับโครงสร้างหนี้ให้แก่ผู้ร้อง ซึ่งเมื่อล่วงเลยกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2546 ลูกหนี้ทั้งสี่เพียงแต่มีหนังสือถึงผู้ร้องขอเสนอโอนทรัพย์สินหลักประกันแทนการชำระหนี้แล้วขอปลดภาระหนี้ส่วนที่เหลือทั้งหมดของลูกหนี้ทั้งสี่ ตามสำเนาหนังสือและใบตอบรับไปรษณีย์เอกสารหมาย ร.18 และ ร.19 โดยผู้ร้องมีนางสกุณาเจ้าหน้าที่วิเคราะห์การเงินอาวุโสและนายสมชัยนิติกรของผู้ร้องเป็นพยานเบิกความยืนยันว่าตามเอกสารหมาย ร.18 ดังกล่าวไม่มีข้อมูลและรายละเอียดที่สำคัญ เช่น รายการประเมินราคาทรัพย์สินหลักประกัน รายงานแสดงรายการทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสี่และผู้ค้ำประกัน และรายงานแสดง

ข้อมูลคดี

แหล่งที่มา
และใช้ไปของเงินทุนของลูกหนี้ทั้งสี่ที่จะนำมาใช้พิจารณาในการปรับโครงสร้างหนี้ได้ และต่อมาระยะเวลาล่วงเลยมา 2 ถึง 3 ปี แล้ว ลูกหนี้ทั้งสี่ก็มิได้ไปเจรจากับผู้ร้อง และนอกจากมูลหนี้ตามคำร้องแล้วลูกหนี้ที่ 1 และที่ 4 ยังมีมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นอีก 9 คดี ที่ค้างชำระแก่ผู้ร้องเป็นจำนวนมากโดยคำนวณเฉพาะต้นเงินในคดีดังกล่าวรวมกันทั้งสิ้นก็ไม่น้อยกว่า 1,680,000,000 บาท แล้ว ตามสำเนาคำพิพากษา เจือสมกับคำเบิกความของลูกหนี้ที่ 1 ที่ตอบทนายผู้ร้องถามค้านยอมรับว่า ปัจจุบันลูกหนี้ที่ 1 และบริษัทต่าง ๆ ของลูกหนี้ที่ 1 มีหนี้ค้างชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่ผู้ร้องทั้งสิ้นประมาณ 10,000,000,000 บาท ส่วนทางนำสืบของลูกหนี้ทั้งสี่มีเพียงลูกหนี้ที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เบิกความประกอบรายงานการประเมินทรัพย์สิน กล่าวอ้างว่า ลูกหนี้ทั้งสี่ได้เข้าไปพบเจ้าหน้าที่ของผู้ร้องและจัดส่งเอกสารเท่าที่มี เช่น รายงานการประเมินทรัพย์สิน ให้แก่ผู้ร้องแล้วนั้นเป็นเพียงคำเบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานมาสนับสนุนว่าลูกหนี้ทั้งสี่ได้จัดส่งบรรดาเอกสารและข้อมูลรายการประเมินราคาทรัพย์สินหลักประกันรายงานแสดงรายการทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสี่และผู้ค้ำประกัน รายงานแสดงแหล่งที่มาและใช้ไปของเงินทุนของลูกหนี้ทั้งสี่ และแผนปรับโครงสร้างหนี้หรือเอกสารอื่นใดให้แก่ผู้ร้องแล้ว ทั้งรายงานการประเมินทรัพย์สินดังกล่าวก็เป็นเพียงรายงานราคาประเมินทรัพย์สินของบริษัทไพรมารี่ อลายด์สตีลส์ จำกัด ที่ลูกหนี้ที่ 1 เป็นกรรมการบริษัท และมีราคาประเมินมูลค่าตลาดเพียง 2,380,000 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับหนี้ค้างชำระทั้งหมดที่ลูกหนี้ทั้งสี่มีต่อผู้ร้อง พฤติการณ์ของลูกหนี้ทั้งสี่ดังกล่าวที่เพิกเฉยมิได้ดำเนินการเสนอแผนปรับโครงสร้างหนี้พร้อมนำส่งเอกสารข้อมูลกิจการและทรัพย์สินส่วนบุคคลซึ่งอยู่ในความรับรู้และการครอบครองของตนภายในระยะเวลาตามที่ผู้ร้องกำหนดโดยไม่ปรากฏเหตุผลอันสมควรและทำให้การแก้ไขปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของลูกหนี้ทั้งสี่ล่าช้าไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 หมวด 4 การบริหารสินทรัพย์ด้วยคุณภาพ ส่วนที่ 1 ว่าด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ กรณีถือได้ว่าลูกหนี้ทั้งสี่ไม่ให้ความร่วมมือกับผู้ร้องในการปรับโครงสร้างหนี้ตามที่ผู้ร้องสั่ง โดยที่ตนอยู่ในฐานะที่จะดำเนินการได้ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลาย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสี่เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ประกอบพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ และให้ลูกหนี้ทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนผู้ร้อง โดยหักจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสี่ เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร ?? ?? ?? ?? 2/2 ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3370/2550บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยผู้ร้องนายสวัสดิ์ หอรุ่งเรือง กับพวกลูกหนี้ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14 พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ม. 3, ม. 57 วรรคหนึ่ง, ม. 58 วรรคสี่พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ฯ หมวด 4 การบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ส่วนที่ 1 ว่าด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ มาตรา 57 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติถึงวัตถุประสงค์ในการปรับโครงสร้างหนี้ไว้ว่า มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ โดยการแก้ไขปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว และเพื่อให้ลูกหนี้ที่สุจริตอยู่ในฐานะที่จะชำระหนี้ได้ภายในเวลาที่กำหนดและสามารถดำเนินกิจการเดิมหรือกิจการใหม่ได้ต่อไป และคำว่า "สินทรัพย์ด้อยคุณภาพ" ตามบทนิยามมาตรา 3 หมายถึง "สินทรัพย์ที่มีลักษณะเป็นสินทรัพย์ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ หรือเป็นสินทรัพย์ที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้..." การที่ลูกหนี้ทั้งสี่เพิกเฉยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่ผู้ร้องซึ่งได้รับโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ค้างชำระที่ลูกหนี้ทั้งสี่มีต่อเจ้าหนี้เดิม โดยมียอดหนี้ค้างชำระถึงวันยื่นคำร้องเป็นจำนวนมาก รวมเป็นเงินทั้งสิน 904,377,813.29 บาท สิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่ลูกหนี้ทั้งสี่ไม่สามารถชำระหนี้ทั้งหมดได้แล้ว และลูกหนี้ทั้งสี่มีหน้าที่จะต้องให้ข้อมูลต่าง ๆ เช่น สถานะทางการเงินที่แท้จริง ความสามารถในการชำระหนี้ หรือแผนการปรับโครงสร้างหนี้ที่ชัดเจนโดยเร็วเพื่อให้ผู้ร้องนำมาประกอบการพิจารณาได้ว่าลูกหนี้ทั้งสี่สุจริต สามารถเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ได้เนื่องจากยังอยู่ในฐานะที่จะชำระหนี้ได้ภายในเวลาที่กำหนดและสามารถดำเนินกิจการเดิมหรือเริ่มกิจการใหม่ได้ต่อไป การที่ลูกหนี้ทั้งสี่มีพฤติการณ์เพิกเฉยมิได้ดำเนินการเสนอแผนปรับโครงสร้างหนี้พร้อมนำส่งเอกสารข้อมูลกิจการและทรัพย์สินส่วนบุคคลซึ่งอยู่ในความรับรู้และการครอบครองของตนภายในระยะเวลาตามที่ผู้ร้องกำหนดโดยไม่ปรากฏเหตุผลอันสมควร และทำให้การแก้ไขปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของลูกหนี้ทั้งสี่ล่าช้าไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ตาม พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ฯ กรณีถือได้ว่าลูกหนี้ทั้งสี่ไม่ให้ความร่วมมือกับผู้ร้องในการปรับโครงสร้างหนี้ตามที่ผู้ร้องสั่ง โดยที่ตนอยู่ในฐานะที่จะดำเนินการได้ ผู้ร้องจึงดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสี่เด็ดขาดได้ตามมาตรา 58 วรรคสี่ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ลูกหนี้ทั้งสี่ไม่ให้ความร่วมมือกับผู้ร้องในการปรับโครงสร้างหนี้ โดยที่ลูกหนี้ทั้งสี่อยู่ในฐานะที่จะดำเนินการได้ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ ขอให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสี่เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ลูกหนี้ทั้งสี่ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ศาลล้มละลายกลางไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องมีว่า ลูกหนี้ทั้งสี่ไม่ให้ความร่วมมือกับผู้ร้องในการปรับโครงสร้างหนี้ โดยที่ลูกหนี้ทั้งสี่อยู่ในฐานะที่จะดำเนินการได้หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 หมวด 4 การบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพส่วนที่ 1 ว่าด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ มาตรา 57 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติถึงวัตถุประสงค์ในการปรับโครงสร้างหนี้ไว้ว่า การปรับโครงสร้างหนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ โดยการแก้ไขปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและเพื่อให้ลูกหนี้ที่สุจริตอยู่ในฐานะที่จะชำระหนี้ได้ภายในเวลาที่กำหนดและสามารถดำเนินกิจการเดิมหรือเริ่มกิจการใหม่ได้ต่อไป และคำว่า "สินทรัพย์ด้อยคุณภาพ" ตามบทนิยามมาตรา 3 หมายถึง "สินทรัพย์ที่มีลักษณะเป็นสินทรัพย์ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ หรือเป็นสินทรัพย์ที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้..." เมื่อผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ค้างชำระที่ลูกหนี้ทั้งสี่มีต่อธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิม และต่อมาภายหลังจากศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 6346/2546 ให้ลูกหนี้ทั้งสี่ชำระหนี้ดังกล่าวแก่ผู้ร้อง ลูกหนี้ทั้งสี่ยังคงเพิกเฉยไม่ชำระหนี้โดยมียอดหนี้ค้างชำระถึงวันยื่นคำร้องเป็นจำนวนมาก รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 904,377,813.29 บาท สิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่ลูกหนี้ทั้งสี่ไม่สามารถชำระหนี้ทั้งหมดได้แล้ว และลูกหนี้ทั้งสี่มีหน้าที่จะต้องให้ข้อมูลต่าง ๆ เช่น สถานะทางการเงินที่แท้จริง ความสามารถในการชำระหนี้ หรือแผนการปรับโครงสร้างหนี้ที่ชัดเจนโดยเร็วเพื่อให้ผู้ร้องนำมาประกอบการพิจารณาได้ว่าลูกหนี้ทั้งสี่สุจริตสามารถเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ได้ เนื่องจากยังอยู่ในฐานะที่จะชำระหนี้ได้ภายในเวลาที่กำหนดและสามารถดำเนินกิจการเดิมหรือเริ่มกิจการใหม่ได้ต่อไป ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 หมวด 4 ส่วนที่ 1 ซึ่งถ้าไม่มีการปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าวแล้วผู้ร้องก็อาจจะดำเนินการจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันของลูกหนี้ทั้งสี่ได้ต่อไปตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 หมวด 4 ส่วนที่ 3 เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติแล้วว่า ก่อนยื่นคำร้องคดีนี้ผู้ร้องได้มีหนังสือบอกกล่าวฉบับลงวันที่ 5 กันยายน 2546 และวันที่ 15 กันยายน 2546 ให้ลูกหนี้ทั้งสี่มาเสนอข้อมูลและจัดส่งเอกสารเพื่อประกอบในการพิจารณาแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้กับผู้ร้องภายในระยะเวลาที่กำหนดจำนวน 2 ครั้ง ตามสำเนาหนังสือและใบตอบรับไปรษณีย์ และเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2546 ผู้ร้องมีหนังสือแจ้งให้ลูกหนี้ทั้งสี่ทราบว่าได้ครบกำหนดระยะเวลาตามหนังสือบอกกล่าวทั้งสองฉบับและครบกำหนดที่ลูกหนี้ทั้งสี่ขอขยายเวลาออกไปในวันที่ 20 ตุลาคม 2546 แล้ว ให้ลูกหนี้ทั้งสี่ดำเนินการจัดส่งแผนปรับโครงสร้างหนี้พร้อมเอกสารทั้งหมดภายใน 14 วัน และให้ชี้แจงผลประโยชน์ที่ลูกหนี้ทั้งสี่จะได้รับในอนาคตภายหลังการปรับโครงสร้างหนี้ให้แก่ผู้ร้อง ซึ่งเมื่อล่วงเลยกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2546 ลูกหนี้ทั้งสี่เพียงแต่มีหนังสือถึงผู้ร้องขอเสนอโอนทรัพย์สินหลักประกันแทนการชำระหนี้แล้วขอปลดภาระหนี้ส่วนที่เหลือทั้งหมดของลูกหนี้ทั้งสี่ ตามสำเนาหนังสือและใบตอบรับไปรษณีย์เอกสารหมาย ร.18 และ ร.19 โดยผู้ร้องมีนางสกุณาเจ้าหน้าที่วิเคราะห์การเงินอาวุโสและนายสมชัยนิติกรของผู้ร้องเป็นพยานเบิกความยืนยันว่าตามเอกสารหมาย ร.18 ดังกล่าวไม่มีข้อมูลและรายละเอียดที่สำคัญ เช่น รายการประเมินราคาทรัพย์สินหลักประกัน รายงานแสดงรายการทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสี่และผู้ค้ำประกัน และรายงานแสดงแหล่งที่มาและใช้ไปของเงินทุนของลูกหนี้ทั้งสี่ที่จะนำมาใช้พิจารณาในการปรับโครงสร้างหนี้ได้ และต่อมาระยะเวลาล่วงเลยมา 2 ถึง 3 ปี แล้ว ลูกหนี้ทั้งสี่ก็มิได้ไปเจรจากับผู้ร้อง และนอกจากมูลหนี้ตามคำร้องแล้วลูกหนี้ที่ 1 และที่ 4 ยังมีมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นอีก 9 คดี ที่ค้างชำระแก่ผู้ร้องเป็นจำนวนมากโดยคำนวณเฉพาะต้นเงินในคดีดังกล่าวรวมกันทั้งสิ้นก็ไม่น้อยกว่า 1,680,000,000 บาท แล้ว ตามสำเนาคำพิพากษา เจือสมกับคำเบิกความของลูกหนี้ที่ 1 ที่ตอบทนายผู้ร้องถามค้านยอมรับว่า ปัจจุบันลูกหนี้ที่ 1 และบริษัทต่าง ๆ ของลูกหนี้ที่ 1 มีหนี้ค้างชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่ผู้ร้องทั้งสิ้นประมาณ 10,000,000,000 บาท ส่วนทางนำสืบของลูกหนี้ทั้งสี่มีเพียงลูกหนี้ที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เบิกความประกอบรายงานการประเมินทรัพย์สิน กล่าวอ้างว่า ลูกหนี้ทั้งสี่ได้เข้าไปพบเจ้าหน้าที่ของผู้ร้องและจัดส่งเอกสารเท่าที่มี เช่น รายงานการประเมินทรัพย์สิน ให้แก่ผู้ร้องแล้วนั้นเป็นเพียงคำเบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานมาสนับสนุนว่าลูกหนี้ทั้งสี่ได้จัดส่งบรรดาเอกสารและข้อมูลรายการประเมินราคาทรัพย์สินหลักประกันรายงานแสดงรายการทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสี่และผู้ค้ำประกัน รายงานแสดงแหล่งที่มาและใช้ไปของเงินทุนของลูกหนี้ทั้งสี่ และแผนปรับโครงสร้างหนี้หรือเอกสารอื่นใดให้แก่ผู้ร้องแล้ว ทั้งรายงานการประเมินทรัพย์สินดังกล่าวก็เป็นเพียงรายงานราคาประเมินทรัพย์สินของบริษัทไพรมารี่ อลายด์สตีลส์ จำกัด ที่ลูกหนี้ที่ 1 เป็นกรรมการบริษัท และมีราคาประเมินมูลค่าตลาดเพียง 2,380,000 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับหนี้ค้างชำระทั้งหมดที่ลูกหนี้ทั้งสี่มีต่อผู้ร้อง พฤติการณ์ของลูกหนี้ทั้งสี่ดังกล่าวที่เพิกเฉยมิได้ดำเนินการเสนอแผนปรับโครงสร้างหนี้พร้อมนำส่งเอกสารข้อมูลกิจการและทรัพย์สินส่วนบุคคลซึ่งอยู่ในความรับรู้และการครอบครองของตนภายในระยะเวลาตามที่ผู้ร้องกำหนดโดยไม่ปรากฏเหตุผลอันสมควรและทำให้การแก้ไขปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของลูกหนี้ทั้งสี่ล่าช้าไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 หมวด 4 การบริหารสินทรัพย์ด้วยคุณภาพ ส่วนที่ 1 ว่าด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ กรณีถือได้ว่าลูกหนี้ทั้งสี่ไม่ให้ความร่วมมือกับผู้ร้องในการปรับโครงสร้างหนี้ตามที่ผู้ร้องสั่ง โดยที่ตนอยู่ในฐานะที่จะดำเนินการได้ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลาย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสี่เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ประกอบพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ และให้ลูกหนี้ทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนผู้ร้อง โดยหักจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสี่ เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร ?? ?? ?? ?? 2/2(เรวัตร อิศราภรณ์-สมชาย พงษธา-ประทีป เฉลิมภัทรกุล)แหล่งที่มาสำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้