Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3368/2525

พ.ศ. 2525 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 569 และตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่านา พ.ศ.2517 มาตรา 29สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์หรือการเช่านาย่อมไม่ระงับไป เพราะเหตุโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินหรือนาที่ให้เช่า ผู้รับโอนจะต้องรับโอนไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้โอนซึ่งมีต่อผู้เช่าจำเลยที่ 1 โอนขายนาให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2โอนนาให้จำเลยที่ 3 ต่อไป เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้แจ้งการขายให้แก่โจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เช่านาทราบ จำเลยที่ 2 จึงมีหน้าที่จะต้องขายนาให้แก่โจทก์ที่ 2 ตามสิทธิที่โจทก์ที่ 2 มีอยู่ตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่านา พ.ศ.2517 มาตรา 41 เมื่อจำเลยที่ 2 โอนกรรมสิทธิ์ในที่นาต่อไปให้จำเลยที่ 3จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับโอนย่อมจะต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ซึ่งจำเลยที่ 2 มีอยู่ต่อผู้เช่านาคือโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2 จึงมีสิทธิที่จะซื้อนาจากจำเลยที่ 3 ตามราคาและวิธีการชำระเงินที่จำเลยที่ 2 ซื้อไว้ได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองได้เช่านาของจำเลยที่ 1 เพื่อปลูกข้าวมีกำหนด1 ปี เมื่อครบกำหนดแล้ว จำเลยที่ 1 ให้โจทก์เช่าต่อมายังไม่ครบ 6 ปี ตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่านา ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้โอนนาขายให้แก่จำเลยที่ 2เป็นเงิน 61,000 บาท และในวันเดียวกันจำเลยที่ 2 โอนให้แก่จำเลยที่ 3 โดยไม่มีค่าตอบแทน จำเลยที่ 1 ไม่ได้แจ้งการขายให้โจทก์ทราบก่อน ตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่านา พ.ศ. 2517 หากแจ้งให้โจทก์ทราบ โจทก์จะรับซื้อไว้ด้วยเงินสดในราคา 61,000 บาท จำเลยที่ 2, 3 ทราบอยู่ก่อนแล้วว่าโจทก์เป็นผู้เช่านาอยู่ การโอนที่นาดังกล่าวจึงเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติควบคุมการเช่านา ขอให้พิจารณาพิพากษาบังคับให้จำเลยที่ 3 โอนขายนาตามฟ้องให้แก่โจทก์ในราคา 61,000 บาทจำเลยทั้งสามให้การว่า

โจทก์ที่ 1 มิใช่คู่สัญญากับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1ได้ให้โจทก์ที่ 2 เช่านาจริง จำเลยที่ 1 มีหนี้สินมากได้บอกขายนาให้แก่โจทก์ที่ 2เป็นเงิน 61,000 บาท ชำระเป็นเงินสด โจทก์ที่ 2 อยากได้แต่มีเงินไม่พอ จำเลยที่ 1จึงขายให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 61,000 บาท จำเลยที่ 1 มิได้ประพฤติผิดพระราชบัญญัติควบคุมการเช่านา จำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนโอนให้แก่จำเลยที่ 3โดยสุจริต จำเลยที่ 3 เป็นบุคคลภายนอก โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะบังคับซื้อจากจำเลยที่ 3 ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มตรา 569และตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่านา

พ.ศ. 2517 มาตรา 29 สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์หรือการเช่านาย่อมไม่ระงับไป เพราะเหตุโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินหรือนาที่ให้เช่า และผู้รับโอนจะต้องรับโอนไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้โอนซึ่งมีต่อผู้เช่าถ้าจำเลยที่ 1 มิได้แจ้งการขายแก่โจทก์ที่ 2 ก่อนแล้ว โจทก์ที่ 2 ย่อมมีสิทธิที่จะซื้อนาคือจากจำเลยที่ 2 หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ จำเลยที่ 2 มีหน้าที่จะต้องขายนาให้แก่โจทก์ที่ 2 นั่นเอง ดังนั้นเมื่อจำเลยที่ 2 โอนนาต่อไปให้จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับโอนย่อมจะต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ซึ่งจำเลยที่ 2มีต่อผู้เช่าคือโจทก์ที่ 2 จึงมีข้อเท็จจริงจะต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ได้แจ้งการขายนาให้แก่โจทก์ที่ 2 ก่อนที่จะขายให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาเห็นควรจะวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าว โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยดังนี้คือ

หากจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งการขายนาแก่โจทก์ที่ 2 ดังที่นำสืบแล้วเหตุไฉนเมื่อจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่นาขายให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1จึงแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่า นาที่ขายนั้นจำเลยที่ 1 ทำเองดังปรากฏในคำขอจดทะเบียนตามเอกสารหมาย ล.1 นายอติพงษ์ สีดา เจ้าหน้าที่บริหารที่ดินซึ่งจำเลยอ้างมาเป็นพยานเบิกความว่า ถ้าเจ้าของแจ้งว่ามีผู้เช่านาก็จะมีการจดทะเบียนไม่ได้ จะต้องสอบถามให้ได้ความว่าผู้เช่านาไม่ซื้อแน่นอนแล้วจึงจดทะเบียนให้ได้และที่อ้างว่านายเรียนเป็นผู้นำหนังสือแจ้งการขายให้โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2 ลงชื่อในใบรับให้ไว้เป็นหลักฐานแต่ค้นหาไม่พบนั้น เห็นว่าเป็นข้ออ้างที่เลื่อนลอยรับฟังไม่ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในการที่จำเลยที่ 1 ขายที่นาให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น

จำเลยที่ 1 หาได้แจ้งการขายให้แก่โจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เช่านาทราบไม่ดังนั้นจำเลยที่ 2 จึงมีหน้าที่จะต้องขายนาให้แก่โจทก์ที่ 2 ตามสิทธิที่โจทก์ที่ 2 มีอยู่ตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่านา พ.ศ. 2517 มาตรา 41 เมื่อจำเลยที่ 2 โอนกรรมสิทธิ์ในที่นาต่อไปให้จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับโอนย่อมจะต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ซึ่งจำเลยที่ 2 มีอยู่ต่อผู้เช่าคือโจทก์ที่ 2 จึงมีสิทธิที่จะซื้อนาจากจำเลยที่ 3 ตามราคาและวิธีการชำระเงินที่จำเลยที่ 2 ซื้อไว้ ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นพิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 3 โอนขายที่นาตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3) เลขที่ 121 ตำบลดอนใหญ่ อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี ให้แก่โจทก์ที่ 2ในราคา 61,000 บาท โดยให้ชำระเงินเมื่อทำการโอน หากจำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชูเชิด รักตะบุตร์ · ไพบูลย์ ไวกาสี · ประสาท บุณยรังษี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้