Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 335/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินของจำเลยทำสวนไม่ใช่ทำนา พระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524บัญญัติคุ้มครองเฉพาะการเช่านาโดยบังคับไว้ในหมวดที่ 2 ส่วนการเช่าที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมอย่างอื่นได้บัญญัติแยกไว้ต่างหากในหมวด 3 ว่าด้วยการเช่าที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมอย่างอื่นโดยมาตรา 63 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติถึงกรณีที่รัฐบาลเห็นสมควรให้มีการควบคุมการเช่าที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมประเภทอื่นนอกจากการเช่านาให้กระทำโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาแต่จนบัดนี้ยังไม่มีการตราพระราชกฤษฎีกาให้มีการควบคุมการประกอบเกษตรกรรมประเภทใดอีก โจทก์จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายดังกล่าว จำเลยขาดประโยชน์จากการที่อาจให้บุคคลอื่นเช่าที่ดินพิพาทจึงฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้จากโจทก์ได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้ทำสัญญาเช่าที่ดินของจำเลยที่ 1 ทำสวนเดิมที่ดินของจำเลยที่ 1 เป็นที่รกร้างว่างเปล่า โจทก์ได้เข้าหักร้างถางพงปรับพื้นดินยกขึ้นเป็นร่องสวน ปลูกมะนาว พุด กล้วยหอมและอื่น ๆ มีรายได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 3,000 บาท ต่อมาจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันใช้จ้างวานให้บุคคลอื่นทำการปักหลักกั้นรั้วลวดหนามกีดขวางทางเข้าออกของโจทก์ ห้ามไม่ให้โจทก์เข้าไปดูแลรักษาพืชผลไม้ที่ปลูกไว้ในที่ดินตามปกติและไม่สามารถเก็บเกี่ยวพืชผลไม้เนื่องจากการเช่าที่ดินรายนี้เป็นการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โจทก์ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพ.ศ. 2524 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนรั้วที่กั้นกีดขวางทางเข้าออกในที่ดินที่โจทก์เช่าจากจำเลยที่ 1 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,000บาท

นับแต่วันที่จำเลยทั้งสองกั้นรั้วจนกว่าจำเลยทั้งสองจะได้จัดการรื้อถอนรั้วให้โจทก์เข้าไปเก็บเกี่ยวพืชผลไม้ได้ตามปกติและให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้แก่โจทก์ มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่ครบกำหนดในสัญญาเช่าจำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ได้ทำสัญญาเช่าที่ดินของจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี ครั้นใกล้ครบกำหนดอายุการเช่า จำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือถึงโจทก์ว่าถ้าประสงค์จะเช่าที่ดินต่อ ก็ให้ไปทำหนังสือสัญญาเช่าภายในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2531 โจทก์ตอบว่ายังจะขอเช่าทำสวนต่อไป ในที่สุดไม่มีการต่อหนังสือสัญญาเช่าจำเลยที่ 1 มีหนังสือบอกเลิกการเช่า ให้โจทก์ส่งมอบการครอบครองที่ดินคืน โจทก์ยอมรับตามหนังสือบอกเลิกการเช่า แต่อ้างว่าโจทก์เสียหายเป็นเงิน 200,000 บาท

จำเลยที่ 1 นำลวดหนามมาขึงกั้นตามแนวคันสวนด้านติดคลองบางใหญ่เพียงด้านเดียวเพื่อป้องกันคนร้ายเข้าไปลักมะม่วงของจำเลยที่ 1 อีก 3 ด้านคงปล่อยให้เปิดในสภาพเดิม จำเลยที่ 1 หาได้มีเจตนารบกวนการครอบครองของโจทก์ไม่เพราะสัญญาเช่าครบกำหนดแล้วและหลังจากกั้นรั้วลวดหนามแล้วโจทก์ สามีโจทก์ และบุตรชายโจทก์ก็ยังเข้าไปในสวนของจำเลยที่ 1เก็บดอกไม้วิดน้ำออกจากสวน โดยไม่มีสิทธิที่จะอ้างได้ตามกฎหมายเป็นการละเมิดสิทธิของจำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 1 เสียหาย ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาขับไล่โจทก์กับบริวารออกไปจากที่พิพาท ให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 เป็นเงินเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันที่สัญญาเช่าครบกำหนดจำเลยที่ 2 ให้การว่า

คดีนี้เป็นเรื่องพิพาทกันเกี่ยวกับการเช่าที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เท่านั้น จำเลยที่ 2ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ขอให้ยกฟ้องโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 ว่า สัญญาเช่าฉบับดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทน โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันว่าจำเลยที่ 1ยอมให้โจทก์ทำประโยชน์ในที่ดินด้วยทุนทรัพย์ของตนเองและให้โจทก์เก็บกินในที่พิพาทต่อไปเป็นระยะเวลา 9 ปี นับแต่วันที่สัญญาเช่าครบกำหนด ต่อมาโจทก์ได้รับหนังสือจากจำเลยที่ 1 แจ้งว่าให้โจทก์ทำสัญญาเช่าต่อ ถ้าไม่ต่อถือว่าสละสิทธิ โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1ทราบว่าจะขอทำสัญญาเช่าต่อไป แต่จำเลยที่ 1 กลับมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าต่อโจทก์ โจทก์ได้โต้แย้งคัดค้านและมีหนังสือร้องเรียนถึงที่ว่าการอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ว่าการเช่ารายนี้เป็นการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โจทก์ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติ การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องแย้งขับไล่โจทก์ ค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 เรียกจากโจทก์นั้นสูงเกินความจริง ขอให้ยกฟ้องแย้งศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกฟ้องโจทก์ และยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ขับไล่โจทก์และบริวารออกไปจากที่พิพาทของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1เดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันที่พ้นกำหนดสัญญาเช่าจนกว่าโจทก์และบริวารจะออกไปจากที่พิพาทของจำเลยที่ 1โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การเช่าที่พิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติ การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 สัญญาเช่าที่พิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 หมดอายุการเช่าแล้ว โจทก์ต้องออกไปจากที่พิพาทและใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 ปัญหาในชั้นฎีกามีว่าการเช่าที่พิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพ.ศ. 2524 หรือไม่ เห็นว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินของจำเลยที่ 1 ทำสวนไม่ใช่ทำนา พระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 บัญญัติคุ้มครองเฉพาะการเช่านาโดยบังคับไว้ในหมวดที่ 2 ส่วนการเช่าที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมอย่างอื่นได้บัญญัติแยกไว้ต่างหากในหมวด 3 ว่าด้วยการเช่าที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมอย่างอื่น โดยมาตรา 63 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติถึงกรณีที่รัฐบาลเห็นสมควรให้มีการควบคุมการเช่าที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมประเภทอื่น นอกจากการเช่านาให้กระทำโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่จนบัดนี้ยังไม่มีการตราพระราชกฤษฎีกาให้มีการควบคุมการประกอบเกษตรกรรมประเภทใดอีก โจทก์จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคดีมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ส่วนเรื่องค่าเสียหายตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า ที่พิพาทเป็นที่สวนมีเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ และฟ้องของโจทก์ก็บรรยายว่าพืชผลที่เก็บได้จากที่พิพาทจำหน่ายได้ไม่น้อยกว่าเดือนละ 3,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์ชำระค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 อันเนื่องจากจำเลยที่ 1 ขาดประโยชน์จากการที่อาจให้บุคคลอื่นเช่าที่พิพาทเดือนละ 1,000 บาท นับตั้งแต่วันที่พ้นกำหนดสัญญาเช่าเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์และบริวารจะออกไปจากที่พิพาทของจำเลยที่ 1 เป็นค่าเสียหายที่เหมาะสมแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประมาณ ชันซื่อ · จองทรัพย์ เที่ยงธรรม · สังเวียน รัตนมุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้