คำฟ้องและคำให้การ
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งหกชำระเงิแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งหกไม่ชำระ โจทก์จึงนำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๔๕๐ อันเป็นกรรมสิทธิ์รวมของจำเลยทั้งหกซึ่งได้จำนองเป็นประกันหนีจำเลยที่ ๑ มาเพื่อขายทอดตลาด
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ ๒ มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินที่โจทก์นำยึดในส่วนของจำเลยที่ ๒ ด้วย ผู้ร้องมิได้รู้เห็นยินยอมด้วยในการกู้เงินตามฟ้องและมิได้เป็นลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ ๒ ขอให้กันส่วนของผู้ร้องหนึ่งในสิบสองส่วน โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ที่ดินที่โจทก์นำยึดเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ ๒ ขอให้ยกคำร้อง
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
ผู้ร้องอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ผู้ร้องฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
ที่ผู้ร้องฎีกาว่า ก่อนทำการสมรส ผู้ร้องและจำเลยที่ ๒ ได้ทำสัญญากันว่าทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนสมรสให้ตกเป็นสินสมรสนั้น ปรากฏว่าสัญญาดังกล่าวได้ทำขึ้นก่อนจดทะเบียนสมรสโดยไม่ได้นำไปจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงาน จึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องมิได้จดแจ้งข้อความอันเป็นสัญญาก่อนสมรสไว้ในทะเบียนสมรสพร้อมกับการจดทะเบียนสมรสหรือมิได้ทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อคู่สมรสและพยานอย่างน้อยสองคนแนบไว้ท้ายทะเบียนสมรสและได้จดไว้ในทะเบียนสมรสพร้อมกับการจดทะเบียนสมรสว่าได้มีสัญญานั้นแนบไว้ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๖๖ สัญญาก่อนสมรสย่อมตกเป็นโมฆะ ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจร้องขอกันส่วนที่ดินที่โจทก์นำยึด
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน.