Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3344/2524

พ.ศ. 2524 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

อัยการได้ฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นคดีอาญา ซึ่งถือว่าฟ้องแทนโจทก์คดีนี้ จึงต้องฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาคดีส่วนอาญาผูกพันจำเลยที่ 3 ว่าจำเลยที่ 3 ขับขี่รถจักรยานยนต์เข้าทางโค้งโดยไม่ลดความเร็วลงเป็นเหตุให้ชนผู้ตาย ซึ่งเดินอยู่ริมถนนด้านซ้ายมือของจำเลยถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 3 ขับขี่รถจักรยานยนต์เป็นมานานพอสมควรแล้วแต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กลับยืนยันว่าไม่เคยทราบว่าจำเลยที่ 3 ขับขี่รถจักรยานยนต์เป็นมาก่อนเลย แสดงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ใช้ความระมัดระวังดูแลจำเลยที่ 3 ตามสมควรแก่หน้าที่ของบิดามารดาพึงดูแลบุตรผู้เยาว์ จึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 3 กระทำไปตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 429

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์เป็นเงิน 73,100 บาท พร้อมดอกเบี้ย

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะจำนวนเงินเป็น 63,100 บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสามฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "

จำเลยฎีกาอีกว่า ข้อเท็จจริงในส่วนแพ่งไม่จำต้องถือตามข้อเท็จจริงในส่วนอาญาเสมอไป หากข้อเท็จจริงในส่วนแพ่งขัดแย้งกับข้อเท็จจริงในส่วนอาญา จะฟังว่าจำเลยที่ 3 กระทำผิดในทางแพ่งด้วยไม่ได้ เห็นว่าคดีสำหรับตัวจำเลยที่ 3 นี้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ได้บัญญัติไว้ว่า ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ฉะนั้นสำหรับจำเลยที่ 3 ซึ่งถือว่าอัยการได้ฟ้องเป็นจำเลยคดีอาญาแทนโจทก์คดีนี้นั้น จึงต้องฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาคดีส่วนอาญานั้นว่า จำเลยที่ 3 ขับขี่รถจักรยานยนต์เข้าทางโค้งโดยไม่ลดความเร็วลง เป็นเหตุให้ชนผู้ตายซึ่งเดินอยู่ริมถนนด้านซ้ายมือของจำเลยถึงแก่ความตาย

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทเลินเล่อด้วยนั้น ข้อเท็จจริงในคดีฟังมิได้เช่นนั้นจำเลยฎีกาต่อไปว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ใช้ความระมัดระวังดูแลจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ตามสมควรแก่หน้าที่แล้ว ไม่ต้องรับผิด เห็นว่าประเด็นข้อนี้ภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลย จำเลยต้องนำสืบให้ฟังได้ตามข้อกล่าวอ้าง แต่จำเลยทั้งสามเบิกความลอย ๆ ทำนองเดียวกันว่า ก่อนเกิดเหตุประมาณ 1 เดือน จำเลยที่ 2 ได้อนุญาตให้จำเลยที่ 3 ไปเฝ้าบ้านให้นายวสันต์ผู้เป็นพี่ที่จังหวัดนครราชสีมา และช่วยนางสุพรรณีพี่สะใภ้ขายของชำ จำเลยที่ 3 ขับขี่รถจักรยานยนต์เป็น โดยนางสุพรรณีพี่สะใภ้สอนเพื่อให้จำเลยที่ 3 ขับรถไปส่งของ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เคยเห็นและไม่เคยทราบว่าจำเลยที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์เป็นเท่านั้น

ส่วนพยานโจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า โจทก์เคยรับราชการเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 โดยทำงานอยู่สถานที่เดียวกัน ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ โจทก์เคยเห็นจำเลยที่ 3 ขับขี่รถจักรยานยนต์ไปหาจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่เคยเห็นจำเลยที่ 1 ห้ามปรามจำเลยที่ 3 ตรงกันข้ามกลับชมว่า จำเลยที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์ด้วยความชำนาญ ขับขี่รถจักรยานยนต์ไปที่โคราช (จังหวัดนครราชสีมา) ก็ได้ จ่าสิบตำรวจสุจิตรพยานโจทก์เบิกความว่า เคยเห็นจำเลยที่ 3 ขับขี่รถจักรยานยนต์บ่อย ๆ จำเลยที่ 3 ก็เบิกความยอมรับว่าขับขี่รถจักรยานยนต์เป็นก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 เดือน และได้ความจากคำเบิกความของนายชัยสิทธิ์ สมานชัย พยานโจทก์ ซึ่งมิได้เป็นญาติกับฝ่ายใดว่า ระหว่างจำเลยที่ 3 ไปอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา

เคยเห็นจำเลยที่ 3ขับขี่รถจักรยานยนต์มาที่บ้านเดือนละครั้ง ตามพฤติการณ์ดังที่กล่าวมาตามรูปคดีน่าเชื่อว่า จำเลยที่ 3 ขับขี่รถจักรยานยนต์เป็นมาเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กลับเบิกความยืนยันว่า ไม่เคยทราบว่าจำเลยที่ 3 ขับขี่รถจักรยานยนต์เป็นมาก่อนเลย อันแสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ใช้ความระมัดระวังดูแลจำเลยที่ 3ตามสมควรแก่หน้าที่ของบิดามารดาพึงดูแลบุตรผู้เยาว์ ด้วยเหตุนี้จำเลยที่ 1และที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 3 กระทำไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 428"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชุบ วีระเวคิน · อัมพล สุวรรณภักดี · สมบูรณ์ บุญภินนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้