Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3336/2530

พ.ศ. 2530 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยยื่นแบบแสดงรายการขอชำระภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลโดยขอผ่อนเป็น 3 งวด งวดแรกชำระเป็นเงินสด งวดที่ 2 และที่ 3 จำเลยสั่งจ่ายเช็ครวม 2 ฉบับล่วงหน้ามอบให้แก่โจทก์ การสั่งจ่ายเช็คของจำเลยจึงเป็นการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระด้วยเงิน มิใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้ง 2 ฉบับ และจำเลยไม่เคยนำเงินตามเช็คทั้งสองฉบับไปชำระให้แก่โจทก์เลย มูลหนี้ซึ่งเป็นค่าภาษีอากรจึงยังไม่ระงับสิ้นไปโจทก์มีสิทธิเรียกร้องตามมูลหนี้เดิมได้และเนื่องจากมูลหนี้เดิม เกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามข้อผูกพันซึ่งได้ทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่การจัดเก็บภาษีอากร จึงอยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรกลางที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (4) โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลภาษีอากรกลาง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 เมื่อมีการชำระหนี้ด้วยเช็คแทนการชำระหนี้ด้วยเงินแล้วจะเป็นกี่ครั้งก็ตาม ถ้ายังไม่มีการใช้เงินตามเช็คเหล่านั้น หรือแม้จะมีการชำระเป็นบางส่วน หนี้เดิมก็ยังไม่ระงับสิ้นไป จำเลยออกเช็คสั่งจ่ายเงินค่าภาษีอากรงวดที่ 2 และงวดที่ 3 ลงวันที่ล่วงหน้าไว้ในภายในเดือนพฤศจิกายน 2528 เมื่อเช็คทั้งสองงวดถึงกำหนดสั่งจ่ายธนาคารได้ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้งสองงวดนั้น โจทก์ไม่ได้รับเงินค่าภาษีอากรภายในเดือนพฤศจิกายน 2528 จำเลยจึงหมดสิทธิที่จะได้รับประโยชน์ในการชำระเงินเพิ่มนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2528 จนถึงชำระเสร็จ ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องการขยายเวลายื่นรายการการชำระหรือนำส่งภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรข้อ 8 วรรคสอง พระราชบัญญัติรายได้เทศบาล พ.ศ.2497 มาตรา 12 (1) ให้อำนาจเทศบาลออกเทศบัญญัติเรียกเก็บภาษีบำรุงเทศบาลจากภาษีการค้าที่เรียกเก็บตามประมวลรัษฎากรโดยเรียกเก็บเพิ่มขึ้นไม่เกินร้อยละสิบของภาษีการค้า หากผู้มีหน้าที่ชำระภาษีบำรุงเทศบาลไม่นำเงินภาษีบำรุงเทศบาลไปชำระให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดที่พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งให้ทราบหรือที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงการคลังถือว่าผู้นั้นผิดนัด ต้องเสียเงินเพิ่มตามที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร.

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๒๘ จำเลยที่ ๑ ยื่นแบบขอชำระภาษีอากรเพื่อเสียภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลประจำเดือนพฤศจิกายน ๒๕๒๗ เป็นเงินทั้งสิ้น ๗๗๐,๗๗๐ บาท โดยขอผ่อนชำระเป็น ๓ งวด ทั้งนี้ โดยอาศัยสิทธิตามประกาศของกระทรวงการคลังในงวดแรกจำเลยได้ชำระให้โจทก์แล้วในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๒๘ จำนวน ๗๐,๗๗๐ บาท งวดที่ ๒ จำเลยที่ ๑ ให้สัญญาว่าจะชำระในวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๒๘ เป็นเงิน ๒๐๓,๐๐๐ บาท และงวดที่ ๓ จะชำระในวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๒๘ เป็นเงิน ๕๑๕,๐๐๐ บาท โดยได้ออกเช็คของธนาคารกรุงไทย จำกัด รวม ๒ ฉบับ จำเลยที่ ๒ ได้ตกลงเข้าทำสัญญาค้ำประกัน ครั้นต่อมาเมื่อเช็คทั้ง ๒ ฉบับ ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน

โจทก์ได้มีหนังสือทวงถามแต่จำเลยทั้งสองก็ไม่นำเงินมาชำระ ฉะนั้น จำเลยที่ ๑ จึงหมดสิทธิที่จะได้รับประโยชน์จากประกาศกระทรวงการคลัง และต้องรับผิดชดใช้เงินค่าภาษีการค้าประจำเดือนพฤศจิกายน ๒๕๒๗ ที่จะต้องชำระในงวดที่ ๒ เป็นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรที่ต้องชำระดังกล่าวตามมาตรา ๘๙ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรนั้นตั้งแต่วันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๒๗ ถึงวันฟ้องเป็นเวลา ๑๙ เดือน คิดเป็นเงิน ๕๗,๐๐๐ บาท และค่าภาษีบำรุงเทศบาลในอัตราร้อยละ ๑๐ ของเงินเพิ่มภาษีอีกเป็นเงิน ๕,๗๐๐ บาท รวมเป็นค่าภาษีทั้งสิ้น ๒๖๒,๗๐๐ บาทเงินค่าภาษีการค้าประจำเดือนพฤศจิกายน ๒๕๒๗ ที่จะต้องชำระในงวดที่ ๓ จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาทจะต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือน

นับตั้งแต่วันท่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๒๗ จนถึงวันฟ้องรวม ๑๙ เดือนเช่นกัน เป็นเงิน ๑๔๒,๕๐๐ บาท ภาษีบำรุงเทศบาลในอัตราร้อยละ ๑๐ ของเงินเพ่ม คิดเป็นเงิน ๑๔,๒๕๐ บาท รวมเป็นเงินค่าภาษีทั้งสิ้น ๖๕๖,๗๕๐ บาท เมื่อรวมค่าภาษีทั้ง ๒ งวดที่ค้างดังกล่าวแล้วข้างต้นจำเลยที่ ๑ จะต้องชำระให้กับโจทก์รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๙๑๙,๔๕๐ บาท และจำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกันจะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ หรือแทนจำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าภาษีอากรจำนวน ๙๑๙,๔๕๐ บาท แก่โจทก์ กับให้ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินเพิ่มภาษีการค้าในอัตราร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงิน ๗๐๐,๐๐๐ บาทเป็นรายเดือนนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และเงินเพิ่มภาษีบำรุงเทศบาลเป็นรายเดือนในอัตราร้อยละ ๑๐ ของเงินเพิ่มภาษีการค้าที่จำเลยต้องชำระดังกล่าวแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ได้ทำความตกลงกับโจทก์เรื่องภาษีอากรค้างชำระและได้ออกเช็คชำระเงินให้ตามงวดเมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๒๘ และวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๒๘ ตามลำดับโจทก์หรือผู้ทำการแทนของโจทก์ได้ออกใบรับให้จำเลยที่ ๑รับไว้ ครั้นต่อมาปรากฏว่าธนาคารตามเช็คทั้ง ๒ ฉบับ ปฏิเสธการจ่ายเงิน กรณีจึงเป็นเรื่องผิดนัดในส่วนแพ่งเรื่องตั๋วเงินและการที่จำเลยที่ ๒ เข้าค้ำประกันจำเลยที่ ๑ ก็เป็นการค้ำประกันหนี้เงินที่ต้องชำระตามงวดจำเลยที่ ๒ ไม่ใช่เป็นผู้เสียภาษีไม่มีเจตนาค้ำประกันเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามที่โจทก์ฟ้อง เมื่อกรณีเป็นมูลหนี้เรื่องตั๋วเงินไม่ใช่เป็นเรื่องภาษีอากรโจทก์จึงไม่สามารถเรียกเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจากจำเลยที่ ๑ ได้

โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ยังศาลภาษีอากรกลาง เพราะเป็นคดีแพ่งเรื่องตั๋วเงินไม่ใช่คดีเกี่ยวเนื่องกับภาษีอากรตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรกลางและเป็นคดีอยู่นอกเขตอำนาจของศาลนี้ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและในระหว่างการพิจารณาของศาลโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ ศาลอนุญาต

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค เอกสารหมาย จ.๕ และ จ.๗ ที่จำเลยที่ ๑ เป็นผู้สั่งจ่ายผ่อนชำระค่าภาษีการค้า งวดที่ ๒ และที่ ๓ ให้แก่โจทก์จึงไม่ทำให้หนี้ค่าภาษีการค้าที่จำเลยที่ ๑ ต้องชำระตามกฎหมายนั้นระงับสิ้นไป มูลหนี้ที่เกิดขึ้นเป็นกรณีเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรและข้อผูกพันซึ่งได้ทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่การจัดเก็บภาษีอากรคดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรกลาง ตามมาตรา ๗ (๒) และ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘

ศาลภาษีอากรกลางย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้ และหลังจากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้งสองฉบับดังกล่าวแล้วจำเลยที่ ๑ ก็ยังไม่ชำระเงินค่าภาษีการค้างวดที่ ๒ และที่ ๓ ทั้งที่โจทก์ได้ทวงถามแล้ว จำเลยที่ ๑ จึงเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดใช้เงินค่าภาษีที่ค้างพร้อมเงินเพิ่มเป็นเงิน ๗๑๘,๐๐๐ บาทและยังต้องรับผิดชำระหนี้เบี้ยปรับเนื่องจากผิดนัดไม่ชำระเงินค่าภาษีที่ยังเหลือเป็นเงิน ๗๐๐,๐๐๐ บาทโดยต้องเสียเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ ๑.๕ ของต้นเงินดังกล่าวอีกตามมาตรา ๘๙ ทวิ วรรคท้ายแห่งประมวลรัษฎากร จึงพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าภาษีการค้า ภาษีบำรุงเทศบาลพร้อมเงินเพิ่มนับถึงวันฟ้องเป็นเงินทั้งสิ้น ๙๑๙,๔๕๐ บาทกับให้ชำระเงินเพิ่มภาษีการค้าในอัตราร้อยละ ๑.๕ ของต้นเงินที่ค้างชำระ ๗๐๐,๐๐๐ บาท และเงินเพิ่มภาษีบำรุงเทศบาลเป็นรายเดือนในอัตราร้อยละ ๑๐ ของเงินเพิ่มภาษีการค้าที่จำเลยต้องชำระดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินจำนวนค่าภาษีที่จำเลยที่ ๑ ต้องเสียตามมาตรา๘๙ ทวิ วรรคท้าย

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ในปัญหาที่จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ว่าเมื่อหนี้เดิมเป็นหนี้ภาษีอากรได้ระงับไปแล้วด้วยการแปลงหนี้ใหม่เป็นหนี้ตามตั๋วเงินโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าภาษีอากรรวมทั้งเงินเพิ่ม และเบี้ยปรับใด ๆ จากจำเลยอีก และคดีก็ไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลภาษีอากรกลางนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ ๑ ยื่นแบบแสดงรายการขอชำระภาษีการค้า และภาษีบำรุงเทศบาลรวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๗๗๐,๗๗๐ บาท เอกสารหมาย จ.๓ และขอผ่อนชำระเป็น ๓ งวดตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องขยายเวลายื่นรายการ การชำระหรือนำส่งภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร ข้อ ๗ ประกาศ ณ วันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๒๘ เอกสารหมาย จ.๒ และ จ.๑ จำเลยที่ ๑ ได้ชำระภาษีงวดแรกจำนวนเงิน ๗๐,๗๗๐ บาท แก่โจทก์แล้วส่วนงวดที่ ๒ และที่ ๓ จำเลยที่ ๑ ได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด ๒ ฉบับจำนวนเงิน ๒๐๓,๐๐๐ บาท และจำนวนเงิน ๕๑๕,๐๐๐ บาท ตามลำดับลงวันที่ล่วงหน้าตามเอกสารหมาย จ.๕ และ จ.๗ มอบให้แก่โจทก์ไว้เพื่อชำระค่าภาษีทั้งสองงวดดังกล่าว จึงเห็นได้ชัดว่ามูลหนี้ตามเช็คทั้งสองฉบับนั้นเป็นค่าภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลที่จำเลยที่ ๑ จะต้องชำระให้แก่โจทก์

การที่จำเลยที่ ๑สั่งจ่ายเช็คเอกสารหมาย จ.๕ และ จ.๗ มอบให้โจทก์จึงเป็นการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ด้วยเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๒๑ วรรคหนึ่ง มิใช่เป็นแปลงหนี้ใหม่ดังที่จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ และการชำระหนี้ด้วยเช็คแทนการชำระหนี้ด้วยเงินนั้นต้องอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๒๑ วรรคสาม แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า หลังจากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คเอกสารหมาย จ.๕ และ จ.๗ ทั้งสองฉบับแล้ว จำเลยที่ ๑ ไม่เคยนำเงินตามเช็คทั้งสองฉบับไปชำระให้แก่โจทก์เลย มูลหนี้ซึ่งเป็นค่าภาษีอากรจึงยังไม่ระงับสิ้นไป โจทก์มีสิทธิเรียกร้องตามมูลหนี้เดิมได้และเนื่องจากมูลหนี้เดิมเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามข้อผูกพันซึ่งได้ทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่การจัดเก็บภาษีอากร จึงอยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรกลางที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร

พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๗ (๔) โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลภาษีอากรกลางได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๒๑ ต้องเป็นเรื่องที่ชำระด้วยตั๋วเงินเพียงครั้งเดียว ถ้ามีการชำระหนี้ด้วยเช็คหลายครั้งไม่อาจนำ มาตรา ๓๒๑ มาปรับใช้ได้นั้น ตามมาตรา ๓๒๑ มิได้บัญญัติไว้ชัดเจนดังที่จำเลยที่ ๑ กล่าวอ้าง ดังนั้นเมื่อมีการชำระหนี้ด้วยเช็คแทนการชำระหนี้ด้วยเงินแล้วจะเป็นกี่ครั้งก็ตาม ถ้ายังไม่มีการใช้เงินตามเช็คเหล่านั้นหรือแม้จะมีการชำระเป็นบางส่วนแล้วหนี้เดิมก็ยังไม่ระงับสิ้นไป ที่จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ต่อมาว่า หากจำเลยที่ ๑ จะต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มแล้ว ควรชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือนนับตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๒๘ ตามประกาศกระทรวงการคลังเอกสารหมาย

จ.๑ ข้อ ๘ วรรค ๑ มิใช่นับตั้งแต่วันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๒๗ ซึ่งเป็นวันที่ค้างชำระค่าภาษีอากร ตามที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษานั้นเห็นว่า ตามประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าว ข้อ ๘ ได้กำหนดว่า 'การขอชำระภาษีอากรตามประกาศนี้ ถ้าผู้ยื่นคำร้องของชำระหรือนำส่งภาษีอากรเป็นจำนวนเงินค่าภาษีอากรที่ต้องชำระหรือนำส่งรวมกันทุกประเภททุกกรณี ตั้งแต่ห้าแสนบาทขึ้นไปจะขอผ่อนชำระเป็นงวดก็ได้โดยงวดแรกต้องชำระพร้อมกับยื่นแบบตามข้อ ๗ และอย่างช้างวดสุดท้ายต้องชำระหรือนำส่งให้เสร็จสิ้นภายในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๘ และต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของภาษีอากรที่ต้องชำระหรือนำส่ง นับแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๒๘ จนถึงวันชำระเงิน.........

ภาษีอากรที่ขอผ่อนชำระตามวรรคหนึ่ง ถ้ามิได้ชำระหรือนำส่งภายในกำหนดเวลาตามประกาศนี้ ให้หมดสิทธิตามประกาศนี้เฉพาะส่วนที่มิได้ชำระหรือนำส่งตามกำหนดเวลา' ฉะนั้นผู้ที่ขอผ่อนชำระภาษีอากร นอกจากจะต้องชำระค่าภาษีอากรแล้วยังจะต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือนด้วยและผู้ที่จะมีสิทธิเสียเงินเพิ่มในอัตราดังกล่าว นับแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๒๘ จนถึงวันชำระเงินนั้นจะต้องเป็นผู้ที่ชำระภาษีอากรงวดสุดท้ายให้เสร็จสิ้นภายในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๒๘ แต่ถ้ามิได้ชำระให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดดังกล่าว ผู้นั้นก็หมดสิทธิที่จะได้รับประโยชน์ในการชำระเงินเพิ่มนับแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๒๘ จนถึงวันชำระเงินตามวรรคสองในกรณีของจำเลยที่ ๑ ถึงแม้จำเลยที่ ๑ จะออกเช็คสั่งจ่ายเงินชำระค่าภาษีอากรงวดที่ ๒ และงวดที่ ๓ ลงวันที่ล่วงหน้าไว้ภายในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๒๘ ก็ตามแต่เมื่อเช็คทั้งสองงวดถึงกำหนดสั่งจ่าย

ธนาคารได้ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้งสองงวดนั้นโจทก์ไม่ได้รับเงินค่าภาษีอากรภายในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๒๘ จำเลยที่ ๑ จึงหมดสิทธิที่จะได้รับประโยชน์ในการชำระเงินเพิ่มนับแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๒๘ จนถึงวันชำระเงินเสร็จตามวรรคสองของประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าว ดังนั้น การที่ศาลภาษีอากรกลางให้จำเลยที่ ๑ รับผิดชำระเงินเพิ่มนับแต่วันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๒๗ ซึ่งเป็นวันถัดจากวันสุดท้ายที่จำเลยที่ ๑ มีสิทธิยื่นแบบแสดงรายการขอชำระภาษีอากรประจำเดือนพฤศจิกายน ๒๕๒๗ จึงเป็นการชอบแล้ว ที่จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินเพิ่มจากเงินค้างค่าภาษีบำรุงเทศบาล เพราะเงินภาษีบำรุงเทศบาลต้องเรียกเก็บตามพระราชบัญญัติรายได้เทศบาล

พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๑๒ (๑) ซึ่งให้เรียกเก็บร้อยละสิบของภาษีการค้า มิได้รวมถึงการเรียกเก็บร้อยละสิบของเงินเพิ่มของภาษีการค้าด้วย ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๘๙, ๘๙ ทวิ ก็ให้อำนาจเรียกเก็บเงินเพิ่มของภาษีการค้าเท่านั้นมิได้ให้อำนาจเรียกเก็บเงินเพิ่มจากภาษีบำรุงเทศบาลจึงทำให้การคำนวณภาษีอากรคลาดเคลื่อนไปนั้นเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติรายได้เทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๑๒ (๑) เป็นบทบัญญัติให้อำนาจเทศบาลออกเทศบัญญัติเรียกเก็บภาษีบำรุงเทศบาลจากภาษีการค้าที่เรียกเก็บตามประมวลรัษฎากรโดยเรียกเก็ยเพิ่มขึ้นไม่เกินร้อยละสิบของภาษีการค้า ฉะนั้นในการเรียกเก็บภาษีการค้าทุกครั้งจะต้องเรียกเก็บภาษีบำรุงเทศบาลในอัตราร้อยละสิบของภาษีการค้าทุกครั้งเช่นเดียวกันหรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าภาษีบำรุงเทศบาลเป็นส่วนหนึ่งของภาษีการค้าเมื่อคำนวณภาษีบำรุงเทศบาลโดยวิธีการดังกล่าวแล้ว

ผลที่คำนวณได้ตามพระราชบัญญัติรายได้เทศบาลมาตรา ๑๔ ให้ถือว่าเป็นภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร ดังนั้นหากผู้มีหน้าที่ชำระภาษีบำรุงเทศบาลไม่นำเงินภาษีบำรุงเทศบาลไปชำระให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดที่พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งให้ทราบหรือที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงการคลังถือว่าผู้นั้นผิดนัดต้องเสียเงินเพิ่มตามที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากรจึงเห็นได้ชัดว่า เรียกเงินเพิ่มจากเงินค้างค่าภาษีบำรุงเทศบาลได้ ส่วนการคำนวณภาษีอากรที่จำเลยที่ ๑ อ้างว่าคลาดเคลื่อนนั้น เห็นว่าจำเลยที่ ๑ จะต้องชำระภาษีอากรอยู่ ๒ รายการคือภาษีการค้าเป็นเงิน ๗๐๐,๗๐๐ บาทและภาษีบำรุงเทศบาลเป็นเงิน ๗๐,๐๗๐ บาท รวมแล้วเป็นเงินภาษีอากรที่จำเลยที่ ๑ จะต้องชำระทั้งสิ้น ๗๗๐,๗๗๐ บาท ตามเอกสารหมาย

จ. ๒ จำเลยที่ ๑ ผ่อนชำระภาษีอากรงวดแรกไปแล้วเป็นเงิน ๗๐,๗๗๐ บาท จึงเหลือเงินภาษีอากรที่จำเลยที่ ๑ ยังไม่ได้ชำระให้แก่โจทก์อีกเป็นเงิน ๗๐๐,๐๐๐ บาท เมื่อจำเลยที่ ๑ ผิดนัดไม่ชำระเงินภาษีอากรค้างชำระดังกล่าว จึงต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือนของเงินภาษีอากรที่ต้องชำระ คือ ๗๐๐,๐๐๐ บาทนับแต่วันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๒๗ จนกว่าจำเลยที่ ๑ จะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินภาษีอากรและเงินเพิ่มตามฟ้องโจทก์จึงเป็นการถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมศักดิ์ จูสวัสดิ์ · ชูเชิด รักตะบุตร์ · เสวก จันทร์ผ่อง
ศาลล่าง
ศาลภาษีอากรกลาง - นายวินัย บุญพราหมณ์ศาลอุทธรณ์ -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้