Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3332/2525

พ.ศ. 2525 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตอนต้นของพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 มาตรา 61 บัญญัติบังคับไว้ว่า เทศพานิชย์ของเทศบาลให้ตราเป็นเทศบัญญัติแต่ในตอนลำดับต่อมาบัญญัติเป็นข้อยกเว้นไว้ว่า กิจการใดที่เทศบาลมีรายได้หรือผลพลอยได้อันเกิดจากการกระทำตามอำนาจหน้าที่จะไม่ตราเป็นเทศบัญญัติก็ได้ เมื่อระเบียบของกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการดำเนินงานของสำนักงานปุ๋ยเทศบาลนครกรุงเทพ พ.ศ. 2507 ตราไว้ว่า ผลกำไร อันเป็นรายได้จากการค้าปุ๋ยของสำนักงานปุ๋ย ๆ ส่วนหนึ่งให้ตกเป็นรายได้ ของเทศบาลนครกรุงเทพด้วย และเทศบาลนครกรุงเทพได้ตราเทศบัญญัติงบประมาณค่าใช้จ่ายประจำปีสำหรับสำนักงานปุ๋ย ๆ ไว้อีกด้วยสำนักงานปุ๋ยเทศบาลนครกรุงเทพจึงเป็นเทศพาณิชย์ที่เทศบาลนครกรุงเทพมีรายได้อันเกิดจากการดำเนินกิจการได้รับการยกเว้นไม่ต้องตราเป็นเทศบัญญัติตามมาตรา 61 นอกจากนี้ต่อมาได้มีประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 224 ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2515 ข้อ 1 รองรับเทศพาณิชย์ที่เทศบาลได้จัดตั้งขึ้นก่อนนั้นให้ถือว่าเทศพาณิชย์นั้นได้ตั้งขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายว่าด้วย เทศบาลตั้งแต่วันเริ่มก่อตั้งสำนักงานปุ๋ยเทศบาลนครกรุงเทพจึงได้ก่อตั้งขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 มาตรา 39 บัญญัติห้ามมิให้ทำการมอบอำนาจให้ผู้ที่ไม่ได้เป็นพนักงานเทศบาลทำการแทนนายกเทศมนตรีเฉพาะในกรณีที่เกี่ยวกับการบริหารกิจการของเทศบาลอันเป็นอำนาจหน้าที่ของนายกเทศมนตรีตามกฎหมายนั้นเท่านั้นส่วนการดำเนินกิจการของสำนักงานปุ๋ยเทศบาลนครกรุงเทพนั้นได้มีระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการดำเนินงานของสำนักงานปุ๋ย เทศบาลนครกรุงเทพ พ.ศ. 2507 ตราไว้เป็นระเบียบต่างหากว่าให้ตั้ง คณะกรรมการบริหารขึ้นคณะหนึ่ง โดยมีผู้อำนวยการฯ เป็นผู้บริหาร สำนักงานปุ๋ยซึ่งการตั้งคณะกรรมการบริหารแยกออกต่างหากจากการ บริการกิจการของนายกเทศมนตรี หรือ คณะเทศมนตรีเทศบาลนครกรุงเทพ นี้ ได้รับการเห็นชอบของกระทรวงมหาดไทยแล้วรวมทั้งได้มีมติของที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสำนักงานปุ๋ยฯด้วยการอนุมัติจากกระทรวงมหาดไทยให้สำนักงานปุ๋ยฯ โดยผู้อำนวยการ ดำเนินกิจการเกี่ยวกับการค้าปุ๋ยอันเป็นวัตถุประสงค์ที่ตราไว้ในระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการดำเนินงานของสำนักงานปุ๋ย พ.ศ. 2507 นั้นได้ จำเลยที่ 3 ในฐานะนายกเทศมนตรีเทศบาลนครกรุงเทพซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการควบคุมดูแลกิจการสำนักงานปุ๋ยฯ ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 4 ซึ่งมิได้เป็นพนักงานของเทศบาลนครกรุงเทพดำเนินกิจการดังกล่าวจึงไม่ต้องห้ามหรือขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว สำนักงานปุ๋ยฯ เป็นเทศพาณิชย์และเป็นหน่วยงานหนึ่งของ เทศบาลนครกรุงเทพ แม้วัตถุประสงค์จะเป็นไปในรูปการค้าปุ๋ยก็ตาม ก็ไม่ถือว่าอยู่นอกวัตถุประสงค์ของเทศบาลนครกรุงเทพเพราะได้ตราไว้แล้วในระเบียบของกระทรวงมหาดไทยซึ่งให้อำนาจเทศบาลนครกรุงเทพ ตั้งสำนักงานปุ๋ยฯ นี้ขึ้น การค้าปุ๋ยจึงไม่ใช่เป็นการดำเนินงานไป นอกวัตถุประสงค์ของเทศบาลนครกรุงเทพ โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์มีวัตถุประสงค์ในทางการค้าตามวิธีการของธนาคารพาณิชย์ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติธนาคารพาณิชย์หนี้ตามสัญญาเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต สัญญาทรัสต์รีซีทและตามตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งธนาคารโจทก์ค้ำประกันเป็นอาวัล เป็นการดำเนินธุรกิจการค้าตามวิธีการของธนาคารพาณิชย์อย่างหนึ่งซึ่งแตกต่างกับบุคคลผู้เป็นพ่อค้าหรือผู้ค้าที่ได้ซื้อและขายสินค้าอันเป็นปกติธุระตามนัยที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 165(1)(7) จึงไม่อาจนำเอาอายุความสองปีหรือห้าปีมาใช้บังคับได้ เมื่อหนี้อันเกิดจากสัญญาดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องนำเอาบทบัญญัติว่าด้วยอายุความทั่วไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 164 ซึ่งกำหนดไว้สิบปีมาใช้บังคับ หนี้เงินซึ่งในสัญญาได้ตกลงให้โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้เพียงแต่ไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ในสัญญา เมื่อจำเลยที่ 1 ยังค้างชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดได้ร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ปรากฏว่านับตั้งแต่วันผิดนัดจำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์เลยจึงถือว่าดอกเบี้ยที่โจทก์มีสิทธิคิดจากเงินที่ค้างชำระดังกล่าวเป็นดอกเบี้ยที่ค้างชำระให้แก่โจทก์นั้นด้วย ซึ่งตามมาตรา 166 บัญญัติไว้ให้สิทธิเรียกร้องเอาดอกเบี้ยที่ค้างส่งนี้ได้ในอายุความเพียงห้าปี โจทก์หามีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้เกินกว่า 5 ปีไม่

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นทบวงการเมือง เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายเดิมเป็นเทศบาลนครกรุงเทพ เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๐๗ จำเลยที่ ๒ ได้ตราระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการควบคุม และการดำเนินงานของสำนักงานปุ๋ยเทศบาลนครกรุงเทพ พ.ศ. ๒๕๐๗ ให้ตั้งสำนักงานปุ๋ยเทศบาลนครกรุงเทพขึ้นเทศบาลนครกรุงเทพจึงจัดตั้งสำนักงานปุ๋ยเทศบาลนครกรุงเทพขึ้นและแต่งตั้งให้นายแพทย์แสง สุทธิพงศ์ เป็นผู้อำนวยการ จำเลยที่ ๔ เป็นรองผู้อำนวยการเมื่อนายแพทย์แสง สุทธิพงศ์ ลาออก จึงตั้งจำเลยที่ ๔เป็นผู้อำนวยการแทนส่วนจำเลยที่ ๒ ได้แต่งตั้งกรรมการบริหารสำนักงานปุ๋ยดังกล่าว ครั้นเมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๐๙ เทศบาลนครกรุงเทพ โดยจำเลยที่ ๓ นายกเทศมนตรี

ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้นายแพทย์แสง สุทธิพงศ์ผู้อำนวยการ สำนักงานปุ๋ย เทศบาลนครกรุงเทพ หรือนายพนม เทพหัสดิน ณ อยุธยา รองผู้อำนวยการ จำเลยที่ ๔ คนใดคนหนึ่งมีอำนาจทำนิติกรรมกับธนาคารซึ่งสำนักงานปุ๋ยเทศบาลนครกรุงเทพ มีเงินฝากอยู่แทนเทศบาลนครกรุงเทพได้ในเรื่องการลงนามในเอกสารต่าง ๆ เกี่ยวกับการสั่งซื้อปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศตลอดจนการนำเข้ามาและยินยอมให้ธนาคารหักบัญชีตามที่สำนักงานปุ๋ยฯ จะต้องชำระเกี่ยวกับการสั่งปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๐๙ เป็นต้นไปจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงครั้นวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๑ จำเลยที่ ๒ ได้ตราระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการดำเนินการบางประเภทของเทศบาล (ฉบับที่ ๒)

พ.ศ. ๒๕๑๑ ออกใช้บังคับแก้ไขระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการดำเนินกิจการบางประเภทของเทศบาล พ.ศ. ๒๕๐๙ บางประการ และคงยืนยันให้กิจการที่ดำเนินไปก่อนตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดำเนินกิจการบางประเภทของเทศบาล พ.ศ. ๒๕๐๙ ให้ถือว่าเป็นอันสมบูรณ์ต่อมาวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๑๑ จำเลยที่ ๒ ได้ออกคำสั่งตั้งกรรมการบริหารสำนักงานปุ๋ยเทศบาลนครกรุงเทพแทนกรรมการบริหารชุดเดิม และเทศบาลนครกรุงเทพได้ขออนุมัติซื้อปุ๋ยเคมีสูตรต่าง ๆ จากต่างประเทศ โดยวิธีเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและหักโอนบัญชีผ่านธนาคารที่สำนักงานปุ๋ย เทศบาลนครกรุงเทพ มีบัญชีเงินฝากอยู่ต่อนายกเทศมนตรีเทศบาลนครกรุงเทพ เพื่อขออนุมัติจากจำเลยที่ ๒ ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย โดยที่สำนักงานปุ๋ยเทศบาลนครกรุงเทพมีบัญชีเงินฝากอยู่ที่ธนาคารโจทก์

เมื่อได้รับอนุมัติจากจำเลยที่ ๒ แล้ว เทศบาลนครกรุงเทพโดยจำเลยที่ ๔ ผู้รับมอบอำนาจได้สั่งซื้อปุ๋ยเคมีสูตรต่าง ๆ จากประเทศญี่ปุ่นอิตาลี สหรัฐอเมริกา และทำสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิต สัญญาทรัสต์รีซีทและสัญญาตั๋วสัญญาใช้เงินกับธนาคารโจทก์เกี่ยวกับปุ๋ยเคมีสูตรต่าง ๆ ที่สั่งซื้อตามที่ได้รับอนุมัติดังกล่าวหลายคราว ตั้งแต่วันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๑๑ ถึงวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๑๒ เมื่อถึงกำหนดใช้เงินแต่ละคราว เทศบาลนครกรุงเทพก็ไม่ชำระรวมหนี้ที่ค้างชำระทั้งสิ้นเป็นเงิน ๑๑๓,๓๑๑,๘๑๔ บาท ๒๑ สตางค์ ต่อมาได้มีประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๓๕ จัดตั้งกรุงเทพมหานคร ให้โอนเทศบาลนครหลวงเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกรุงเทพมหานครและให้โอนกิจการ

ทรัพย์สินหนี้ สิทธิ งบประมาณของเทศบาลนครหลวงให้แก่กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ ๑ และได้มีประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๓๖ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๑๕ แก้ไขพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ มาตรา ๖๑ ข้อ ๓ รับรองว่าสำนักงานปุ๋ย เทศบาลนครกรุงเทพ ตั้งขึ้นโดยชอบและกรุงเทพมหานครจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้รับโอนกิจการ หนี้สินฯ ดังกล่าวของเทศบาลนครหลวงซึ่งรวมทั้งกิจการของเทศบาลนครกรุงเทพ อันมีหนี้สินและทรัพย์สินของสำนักงานปุ๋ย จึงต้องรับผิดในหนี้ค่าสินค้า ปุ๋ยดังกล่าวให้แก่โจทก์แต่ก็เพิกเฉยไม่ยอมชำระ ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน ๑๑๓,๓๑๑,๘๑๔ บาท ๒๑ สตางค์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๔ ต่อปีนับแต่วันฟ้องถึงวันชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ มีสิทธิและหน้าที่ภายในขอบเขตของพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ อันเป็นวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ ๑ ไม่มีบทบัญญัติให้เทศบาลนครกรุงเทพมีอำนาจหน้าที่ในการค้าปุ๋ยเคมี สำนักงานปุ๋ยตั้งขึ้นโดยอาศัยระเบียบกระทรวงมหาดไทย พ.ศ. ๒๕๐๗ ไม่ได้มีฐานะเป็นนิติบุคคลเป็นหน่วยงานเอกเทศ มีคณะกรรมการบริหาร อยู่ในบังคับบัญชาของนายกเทศมนตรี กระทรวงมหาดไทยได้ออกระเบียบให้ถือปฏิบัติต่างหาก ทั้งการดำเนินงานธุรกิจของสำนักงานปุ๋ยตลอดจนการจัดตั้งสำนักงานปุ๋ยมิได้ออกเป็นเทศบัญญัติให้เป็นเทศพาณิชย์การซื้อปุ๋ยจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่าย ก็ไม่ใช่วัตถุประสงค์ของสำนักงานปุ๋ยหนังสือมอบอำนาจไม่มีผลบังคับเพราะผู้รับมอบอำนาจไม่ใช่พนักงานเทศบาลและเป็นการนอกวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ ๑ ส่วนจำเลยที่ ๓ นั้น

กระทำไปโดยพลการ เมื่อจำเลยที่ ๔ นำใบมอบอำนาจดังกล่าวไปก่อนหนี้นอกงบประมาณจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ จึงต้องรับผิดเป็นส่วนตัว หากจะฟังว่าจำเลยที่ ๒ อนุมัติให้จำเลยที่ ๑ ซื้อปุ๋ยเคมีได้ ก็หาได้อนุมัติให้จำเลยที่ ๑ ใช้เงินนอกงบประมาณหรือก่อหนี้โดยผิดระเบียบ คือไม่มีการประกวดราคา ไม่มีสัญญาซื้อขาย จำเลยที่ ๓และที่ ๔ จึงต้องรับผิดชอบเป็นส่วนตัวเช่นกัน จำเลยที่ ๒ ไม่เคยอนุมัติให้จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต หรือให้ทำสัญญาทรัสต์รีซีท โจทก์ไม่ฟ้องภายในกำหนด ๒ ปี หรือ ๕ ปี คดีโจทก์ขาดอายุความ โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินอัตราและคิดทบต้น และโดยทรัสต์รีซีทโจทก์เป็นเจ้าของสินค้าปุ๋ย จึงไม่มีอำนาจเรียกดอกเบี้ย

โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี และคิดดอกเบี้ยเกินกว่า ๕ ปี ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้องโจทก์ จำเลยที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๓ ในฐานะส่วนตัวไม่เคยมอบอำนาจให้จำเลยที่ ๔ ไปทำนิติกรรมหรือสัญญาใด ๆ กับโจทก์หรือบุคคลอื่นจำเลยที่ ๓ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรี เทศบาลนครกรุงเทพสำนักงานปุ๋ยดำเนินกิจการตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย จำเลยที่ ๓ จึงไม่มีส่วนร่วมในการบริหารของสำนักงานปุ๋ย แต่เนื่องจากสำนักงานปุ๋ยไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลในการติดต่อกับบุคคลภายนอกจึงต้องมีการเสนอจากคณะกรรมการบริหารขึ้นมาตามลำดับถึงจำเลยที่ ๓ ในฐานะนายกเทศมนตรี เพื่อลงนามในนามเทศบาลนครกรุงเทพซึ่งเป็นนิติบุคคล

จำเลยที่ ๑ แต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้ทำนิติกรรมสัญญาต่าง ๆ กับโจทก์ควรที่โจทก์จะไปว่ากล่าวเอากับจำเลยที่ ๑ เทศบาลนครกรุงเทพได้ชำระหนี้ค่าสินค้าปุ๋ยให้แก่โจทก์ไปเป็นบางส่วนแล้วหนี้ค่าปุ๋ยตามฟ้องจึงยังไม่ถูกต้อง ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากหนี้ค้างชำระเกินกว่า ๕ ปี ขอให้ยกฟ้องโจทก์ จำเลยที่ ๔ ให้การว่า เดิมเมื่อกระทรวงมหาดไทยจำเลยที่ ๒ อนุมัติให้เทศบาลนครกรุงเทพ จำเลยที่ ๑ จัดตั้งสำนักงานปุ๋ย เทศบาลนครกรุงเทพขึ้นนั้นได้แต่งตั้งให้นายแพทย์ แสง สุทธิพงศ์ เป็นประธานกรรมการบริหารและผู้อำนวยการ ส่วนจำเลยที่ ๔ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการบริหารและรองผู้อำนวยการ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ นายแพทย์แสง

สุทธิพงศ์ ลาออกจำเลยที่ ๔ จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการแทน จำเลยที่ ๔ สั่งปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศในฐานะเป็นตัวแทนผู้รับมอบอำนาจจากเทศบาลนครกรุงเทพโดยได้รับการอนุมัติจากกระทรวงมหาดไทยแล้ว จำเลยที่ ๔ จึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้องโจทก์เป็นส่วนตัว โจทก์คิดเงินและดอกเบี้ยตามฟ้องยังไม่ถูกต้องโจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้เพียง ๕ ปี ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๗๘,๙๑๘,๑๒๕ บาท ๑๒ สตางค์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗ ครึ่งต่อปีในต้นเงิน ๕๗,๘๔๖,๔๖๔ บาท ๔๓ สตางค์ นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์คดีสำหรับจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ให้ยกฟ้อง โจทก์และจำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์และจำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ เป็นทบวงการเมือง เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๔ ขณะที่จำเลยที่ ๑ ยังเป็นเทศบาลนครกรุงเทพและอยู่ในระหว่างใช้พระราชกฤษฎีกากำหนดให้เทศบาลนครกรุงเทพและเทศบาลนครธนบุรีอยู่ในความควบคุมดูแลของกระทรวงมหาดไทย จำเลยที่ ๒ นั้น กระทรวงมหาดไทยได้อนุมัติให้เทศบาลนครกรุงเทพจัดตั้งโรงงานปุ๋ยอินทรีย์ขึ้น โดยได้ตราระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการดำเนินงานของโรงงานปุ๋ยอินทรีย์ เทศบาลนครกรุงเทพ พ.ศ. ๒๕๐๔ ให้เทศบาลนครกรุงเทพถือปฏิบัติ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ กระทรวงมหาดไทยได้ตราระเบียบว่าด้วยการควบคุมและดำเนินงานของสำนักงานปุ๋ยเทศบาลนครกรุงเทพ

พ.ศ. ๒๕๐๗ ให้ยกเลิกระเบียบว่าด้วยการดำเนินงานของโรงงานปุ๋ยอินทรีย์เทศบาลนครกรุงเทพ พ.ศ. ๒๕๐๔ แล้วให้เทศบาลนครกรุงเทพจัดตั้งสำนักงานปุ๋ยเทศบาลนครกรุงเทพ โดยมีวัตถุประสงค์ทำการค้าจำหน่ายปุ๋ยเคมีสูตรต่าง ๆ มีคณะกรรมการบริหาร มีผู้อำนวยการสำนักงานปุ๋ยรองผู้อำนวยการสำนักงานปุ๋ยฯ เป็นผู้ดำเนินการบริหารให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ภายใต้การควบคุมของเทศบาลนครกรุงเทพและกระทรวงมหาดไทย และให้สำนักงานปุ๋ยเทศบาลนครกรุงเทพรับโอนกิจการของโรงงานปุ๋ยอินทรีย์มาดำเนินการต่อ เดิมนายแพทย์แสง สุทธิพงศ์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการ มีจำเลยที่ ๔ เป็นรองผู้อำนวยการของสำนักงานปุ๋ยเทศบาลนครกรุงเทพ เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๐๙ จำเลยที่ ๓ ในฐานะเป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลนครกรุงเทพ และตามมติของที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสำนักงานปุ๋ยเทศบาลนครกรุงเทพ

ด้วยการอนุมัติของกระทรวงมหาดไทยแล้วตามระเบียบได้มีหนังสือมอบอำนาจให้นายแพทย์แสงสุทธิพงศ์ ผู้อำนวยการและจำเลยที่ ๔ รองผู้อำนวยการ คนใดคนหนึ่งมีอำนาจทำนิติกรรมกับธนาคารที่สำนักงานปุ๋ยเทศบาลนครกรุงเทพ มีเงินฝากอยู่แทนเทศบาลนครกรุงเทพเกี่ยวกับการสั่งซื้อปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศได้ ต่อมาเมื่อนายแพย์แสง สุทธิพงศ์ ลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานปุ๋ยฯจำเลยที่ ๔ จึงได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนั้นแทน ในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ ระหว่างที่จำเลยที่ ๔ เป็นผู้อำนวยการสำนักงานปุ๋ยอยู่นั้น จำเลยที่ ๔ ในฐานะเป็นผู้รับมอบอำนาจจากเทศบาลนครกรุงเทพตามใบมอบอำนาจ และด้วยการอนุมัติจากระทรวงมหาดไทยให้จัดซื้อปุ๋ยเคมีสูตรต่าง ๆ จากต่างประเทศด้วยวิธีพิเศษได้สั่งซื้อปุ๋ยเคมีสูตรต่าง

ๆ จากต่างประเทศให้แก่สำนักงานปุ๋ยเทศบาลนครกรุงเทพ นำเข้ามาทางเรือเพื่อจำหน่ายรวมหลายครั้งตามที่โจทก์บรรยายระบุไว้ในคำฟ้อง ซึ่งแต่ละครั้งจำเลยที่ ๔ ได้ทำสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตกับธนาคารโจทก์เพื่อขอให้ธนาคารโจทก์ชำระเงินค่าสินค้าปุ๋ยที่สั่งซื้อจากต่างประเทศไปก่อน ต่อมาเมื่อสินค้าปุ๋ยที่สั่งซื้อดังกล่าวส่งมาถึงท่าเรือกรุงเทพแล้ว จำเลยที่ ๔ จึงได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับธนาคารโจทก์เพื่อขอหลักฐานใบตราส่งไปขอรับสินค้าปุ๋ยออกจากท่าเรือนำไปจำหน่ายต่อไปโดยให้สัญญากับธนาคารโจทก์ว่า เมื่อจำหน่ายสินค้าปุ๋ยดังกล่าวแล้ว เทศบาลนครกรุงเทพโดยสำนักงานปุ๋ย เทศบาลนคกรุงเทพจะชำระเงินค่าสินค้าปุ๋ยค่าธรรมเนียมของธนาคารตามที่ธนาคารโจทก์จ่ายทดรองไปก่อนตามสัญญาพร้อมด้วยดอกเบี้ยให้แก่ธนาคารโจทก์ตามกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้

หลังจากที่สำนักงานปุ๋ย เทศบาลนครกรุงเทพ โดยจำเลยที่ ๔ ผู้อำนวยการได้รับสินค้าปุ๋ยเคมีที่สั่งซื้อจากต่างประเทศออกจากท่าเรือแล้ว เทศบาลนครกรุงเทพก็ได้ชำระเงินค่าสินค้าปุ๋ย ค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยให้แก่ธนาคารโจทก์ไปแล้วเป็นบางส่วน ส่วนจำนวนเงินที่เหลือธนาคารโจทก์ได้ทวงถามเทศบาลนครกรุงเทพให้ชำระตามกำหนดนัดในสัญญานั้นแล้วเทศบาลนครกรุงเทพก็ไม่ยอมชำระโดยได้มีหนังสือเสนอขอลดหนี้ค่าสินค้าปุ๋ยและขอเวลาผ่อนชำระให้ธนาคารโจทก์ต่อไปอีก แต่ธนาคารโจทก์ไม่ยอมตกลงด้วยในระหว่างที่ธนาคารโจทก์ติดตามทวงถามให้เทศบาลนครกรุงเทพชำระหนี้ค่าสินค้าปุ๋ยดังกล่าวอยู่นั้นต่อมาได้มีประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๕ ลงวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๑๔ ให้รวมเทศบาลนครกรุงเทพกับเทศบาลนครธนบุรี เป็นเทศบาลนครหลวงให้โอนบรรดาอำนาจหน้าที่กิจการ

ทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ งบประมาณของทั้งสองเทศบาลดังกล่าวไปเป็นของเทศบาลนครหลวง ครั้นต่อมาได้มีประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๕ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๑๕ จัดตั้งกรุงเทพมหานคร ให้โอนเทศบาลนครหลวงเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกรุงเทพมหานคร และให้โอนบรรดากิจการทรัพย์สินหนี้ สิทธิ งบประมาณของเทศบาลนครหลวง พนักงานเจ้าหน้าที่ให้แก่กรุงเทพมหานคร เมื่อเป็นกรุงเทพมหานคร จำเลยที่ ๑ แล้ว ทางกระทรวงมหาดไทย ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่งเพื่อสอบสวนดำเนินการเกี่ยวกับหนี้สินค่าปุ๋ยเคมีของสำนักงานปุ๋ยเทศบาลนครกรุงเทพซึ่งยังค้างชำระให้แก่ธนาคารต่าง ๆ อยู่ เมื่อคณะกรรมการสอบสวนเสร็จแล้วเสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยว่าสำนักงานปุ๋ยเป็นหนี้ธนาคารต่าง

ๆ ตามหลักฐานจากหนังสือทวงถาม ดังนี้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (ธนาคารโจทก์) หนังสือที่ ๐๓๙๗/๒๕๑๓ ลงวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๑๓ ทวงหนี้จำนวน ๕๗,๒๒๓,๖๔๓ บาท ๗๙ สตางค์กรุงเทพมหานครเป็นผู้รับโอนสิทธิและหน้าที่มาจากเทศบาลกรุงเทพเดิมจึงควรรับผิดในหนี้ค่าปุ๋ยที่ธนาคารเรียกร้องมาในหลักการ ส่วนจะรับผิดเท่าใด แค่ไหนย่อมขึ้นอยู่กับหลักฐานการก่อหนี้ที่ธนาคารจะต้องนำมาพิสูจน์ฯลฯ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาแล้วให้ความเห็นชอบด้วยในชั้นฎีกาคงมีประเด็นตามฎีกาโจทก์ และจำเลยที่ ๑ แต่เพียงว่า ๑. จำเลยที่ ๑ จะต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำวินิจฉัยของศาลล่างนั้นหรือไม่ ๒. ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ และ ๓. โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากเงินที่ค้างชำระนับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้องซึ่งเกินกว่า ๕ ปีได้หรือไม่

พิเคราะห์แล้ว ในประเด็นข้อที่ ๑.

จำเลยฎีกาปฏิเสธความรับผิดไว้หลายประการดังที่ศาลฎีกาจะหยิบยกวินิจฉัยเป็นลำดับไป ดังต่อไปนี้ จำเลยที่ ๑ ฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า สำนักงานปุ๋ยเทศบาลนครกรุงเทพเป็นเทศพาณิชย์ เมื่อเทศบาลนครกรุงเทพไม่ตราขึ้นเป็นเทศบัญญัติตามที่พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ มาตรา ๖๑ ซึ่งแก้ไขแล้วได้บัญญัติไว้ การจัดตั้งสำนักงานปุ๋ยฯ ของเทศบาลนครกรุงเทพดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย พิจารณาแล้ว มาตรา ๖๑ บัญญัติไว้ว่า "เทศพาณิชย์ของเทศบาลให้ตราเป็นเทศบัญญัติ กิจการใดที่เทศบาลมีรายได้หรือผลพลอยได้อันเกิดจากการกระทำตามอำนาจหน้าที่จะไม่ตราเป็นเทศบัญญัติก็ได้"เห็นว่า แม้บทบัญญัตินี้จะบังคับไว้ว่า เทศพาณิชย์ของเทศบาลให้ตราเป็นเทศบัญญัติไว้ในตอนต้นก็ตาม แต่ในตอนลำดับต่อมาก็บัญญัติเป็นข้อยกเว้นไว้ว่า

กิจการใดที่เทศบาลมีรายได้หรือผลพลอยได้อันเกิดจากการกระทำตามอำนาจหน้าที่จะไม่ตราเป็นเทศบัญญัติก็ได้ซึ่งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาข้อนี้ ได้ความจากระเบียบของกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการดำเนินงานของสำนักงานปุ๋ย เทศบาลนครกรุงเทพ พ.ศ. ๒๕๐๗ ตามเอกสารหมาย จ.๖๗ ตราไว้ว่า ผลกำไรอันเป็นรายได้จากการค้าปุ๋ยของสำนักงานปุ๋ยฯ ส่วนหนึ่งให้ตกเป็นรายได้ของเทศบาลนครกรุงเทพด้วย และในการจัดตั้งสำนักงานปุ๋ยฯของเทศบาลนครกรุงเทพดังกล่าว เพื่อให้กิจการดำเนินไปด้วยดี รวมทั้งค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของสำนักงานปุ๋ยฯ เทศบาลนครกรุงเทพ จึงได้ตราเทศบัญญัติงบประมาณค่าใช้จ่ายประจำปีสำหรับสำนักงานปุ๋ยฯ ไว้อีกด้วยดังปรากฏตามเทศบัญญัติงบประมาณประจำปีรายจ่ายของเทศบาลนครกรุงเทพ

พ.ศ. ๒๕๑๑ และ ๒๕๑๒ เอกสารหมาย จ.๔๔ จ.๔๕ จึงเห็นได้ว่า สำนักงานปุ๋ยเทศบาลนครกรุงเทพ เป็นเทศพาณิชย์ที่เทศบาลนครกรุงเทพมีรายได้อันเกิดจากการดำเนินกิจการได้รับการยกเว้นไม่ต้องตราเป็นเทศบัญญัติตามบทมาตรา ๖๑ ของพระราชบัญญัติเทศบาลดังกล่าว และนอกจากนี้ยังปรากฏว่า ต่อมาเพื่อเป็นการรองรับเทศพาณิชย์ที่เทศบาลได้จัดตั้งขึ้นมาก่อนนั้น ชอบด้วยกฎหมายเทศบาล ได้มีประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๒๔ ลงวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๑๕ ข้อ ๑ ความว่า "เทศพาณิชย์ใดของเทศบาลใดซึ่งได้ดำเนินกิจการมาแล้วหรือกำลังดำเนินกิจการอยู่ โดยได้รับอนุมัตจากระทรวงมหาดไทยและดำเนินการตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยซึ่งได้ตราขึ้นเพื่อกิจการนั้นทั้งมีหรือเคมีเทศบัญญัติ

งบประมาณรายจ่ายประจำปีของเทศบาลนั้นกำหนดงบประมาณหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของงบประมาณกิจการเทศพาณิชย์นั้น ให้ถือว่าเทศพาณิชย์นั้นได้ตั้งขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยเทศบาลตั้งแต่วันเริ่มก่อตั้ง"จากบทบัญญัติของกฎหมายและประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าว ศาลฎีกาจึงเห็นว่า สำนักงานปุ๋ย เทศบาลนครกรุงเทพได้ก่อตั้งขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยที่ ๑ ฎีกาต่อมาว่า สำนักงานปุ๋ย เทศบาลนครกรุงเทพ ซึ่งมีจำเลยที่ ๔ ผู้อำนวยการสำนักงานปุ๋ยฯ เป็นผู้บริหารแต่ไม่ได้มีฐานะเป็นพนักงานเทศบาลตามพระราชบัญญัติเทศบาล จำเลยที่ ๓ ในฐานะนายกเทศมนตรีเทศบาลนครกรุงเทพจึงไม่มีสิทธิจะมอบอำนาจให้แก่จำเลยที่ ๔ ซึ่งไม่ได้เป็นพนักงานเทศบาลดำเนินกิจการเกี่ยวกับการค้าปุ๋ยกับธนาคารโจทก์ตามใบมอบอำนาจหมาย

จ.๕๔ หรือ ล.๗ เพราะเป็นการขัดต่อบทบัญญัติของพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ มาตรา ๓๙ ที่แก้ไขแล้วตามมาตรา ๓๙ ดังกล่าวบัญญัติไว้ว่า "ให้คณะเทศมนตรีควบคุมและรับผิดชอบในการบริหารกิจการของเทศบาลตามกฎหมาย โดยมีนายกเทศมนตรีเป็นหัวหน้า ต่อมาวรรคสองบัญญัติว่า ในกรณีที่นายกเทศมนตรีไม่อาจบริหารกิจการได้ ให้นายกเทศมนตรีตั้งเทศมนตรีผู้หนึ่งทำการแทน วรรคต่อมาบัญญัติไว้ว่า การสั่ง การอนุญาต การให้อนุมัติ หรือการปฏิบัติกิจการที่คณะเทศมนตรีหรือนายกเทศมนตรีจะพึงปฏิบัติหรือดำเนินการตามกฎหมายใด ถ้ากฎหมายนั้นมิได้บัญญัติในเรื่องการมอบอำนาจไว้เป็นอย่างอื่นคณะเทศมนตรีหรือนายกเทศมนตรีอาจมอบอำนาจโดยทำเป็นหนังสือให้นายกเทศมนตรี

เทศมนตรี ปลัดเทศบาล หรือรองปลัดเทศบาลทำการแทนคณะเทศมนตรี หรือนายกเทศมนตรีแล้วแต่กรณีได้ และในกรณีได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะมอบอำนาจให้พนักงานเทศบาลตั้งแต่ตำแหน่งหัวหน้าแผนกขึ้นไปทำการแทนก็ได้" ได้พิจารณาบทบัญญัตินี้แล้ว เห็นว่า มีบทบัญญัติห้ามมิให้ทำการมอบอำนาจให้ทำการแทนนายกเทศมนตรีเฉพาะในกรณีที่เกี่ยวกับการบริหารกิจการของเทศบาลอันเป็นอำนาจหน้าที่ของนายกเทศมนตรีตามกฎหมายนั้นเท่านั้น ส่วนการดำเนินกิจการของสำนักงานปุ๋ย เทศบาลนครกรุงเทพนั้น ได้มีระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการดำเนินงานของสำนักงานปุ๋ย เทศบาลนครกรุงเทพ พ.ศ. ๒๕๐๗ ตราไว้เป็นระเบียบต่างหากว่า ให้ตั้งคณะกรรมการบริหารขึ้นคณะหนึ่ง โดยมีผู้อำนวยการฯ เป็นผู้บริหารสำนักงานปุ๋ยฯซึ่งการตั้งคณะกรรมการบริหารแยกออกต่างหากจากการบริหารกิจการของนายกเทศมนตรี หรือคณะเทศมนตรีเทศบาลนครกรุงเทพนี้ก็ด้วยการเห็นชอบของกระทรวงมหาดไทย

ทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏอีกว่าก่อนที่จำเลยที่ ๓ จะได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ ๔ สั่งซื้อปุ๋ยจากต่างประเทศ รวมทั้งทำนิติกรรมสัญญากับธนาคารเกี่ยวกับการค้าปุ๋ยแทนเทศบาลนครกรุงเทพ นั้น ได้มีมติของที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสำนักงานปุ๋ยฯ ด้วยการอนุมัติจากระทรวงมหาดไทยให้สำนักงานปุ๋ยฯโดยผู้อำนวยการดำเนินกิจการเกี่ยวกับการค้าปุ๋ยอันเป็นวัตถุประสงค์ที่ตราไว้ในระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วย การดำเนินงานของสำนักงานปุ๋ย พ.ศ. ๒๕๐๗ นั้นได้ จำเลยที่ ๓ ในฐานะนายกเทศมนตรีเทศบาลนครกรุงเทพ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายให้ควบคุมดูแลกิจการสำนักงานปุ๋ยฯ อันเป็นเทศพาณิชย์ของเทศบาลจึงปฏิบัติตามมติของที่ประชุมคณะกรรมการตามที่กระทรวงมหาดไทยได้อนุมัติแล้วดังกล่าวฉะนั้นการทำหนังสือมอบอำนาจของจำเลยที่ ๓ ให้แก่จำเลยที่ ๔ เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการค้าปุ๋ยจึงไม่ต้องห้ามหรือขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวดังจำเลยที่ ๒ ฎีกา

ส่วนที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า สำนักงานปุ๋ยฯ มีคณะกรรมการบริหารและมีวัตถุประสงค์ในการค้าปุ๋ยต่างหากจากเทศบาลนครกรุงเทพ จึงไม่ถือว่าเป็นหน่วยงานของเทศบาลนครกรุงเทพ และเป็นการดำเนินการไปนอกวัตถุประสงค์ของเทศบาลนครกรุงเทพ จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิดชำระหนี้สินรายนี้นั้น ข้อเท็จจริงก็ได้ความว่า เทศบาลนครกรุงเทพเป็นผู้จัดตั้งสำนักงานปุ๋ยเทศบาลนครกรุงเทพขึ้นโดยอาศัยระเบียบของกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการดำเนินงานของสำนักงานปุ๋ย เทศบาลนครกรุงเทพ พ.ศ. ๒๕๐๗ ด้วยการอนุมัติของกระทรวงมหาดไทย เมื่อจัดตั้งสำนักงานปุ๋ยขึ้นแล้วเทศบาลยังได้ตราเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเป็นการรับรองเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของสำนักงานปุ๋ยนี้ไว้ด้วย

ทั้งตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทยดังกล่าวยังได้ตราไว้ว่า ผลกำไรจากการค้าปุ๋ยของสำนักงานปุ๋ยฯ ส่วนหนึ่งให้ตกเป็นรายได้ของเทศบาลนครกรุงเทพ แสดงว่าสำนักงานปุ๋ยฯ เป็นเทศพาณิชย์และเป็นหน่วยงานหนึ่งของเทศบาลนครกรุงเทพ ส่วนวัตถุประสงค์แม้จะเป็นไปในรูปการค้าปุ๋ยก็ไม่ถือว่าอยู่นอกวัตถุประสงค์ของเทศบาลนครกรุงเทพเพราะได้ตราไว้แล้วในระเบียบของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งให้อำนาจเทศบาลนครกรุงเทพตั้งสำนักงานปุ๋ยฯ นี้ขึ้น เป็นเทศพาณิชย์อันเป็นหน่วยงานหนึ่งของเทศบาลนครกรุงเทพดังวินิจฉัยไว้ข้างต้น การจัดตั้งสำนักงานปุ๋ยตลอดจนการดำเนินกิจการเกี่ยวกับการค้าปุ๋ยจึงไม่ใช่เป็นการดำเนินงานไปนอกวัตถุประสงค์ของเทศบาลนครกรุงเทพดังที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาปฏิเสธความรับผิดมานั้นแต่อย่างใด ในประเด็นข้อ ๒ เกี่ยวกับอายุความ

จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า ธนาคารโจทก์เป็นพ่อค้าหรือผู้ค้า ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๖๕(๑)(๗) ซึ่งกำหนดให้มีอายุความสองปีและห้าปี โจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่ากำหนดเวลาดังกล่าวจึงขาดอายุความแล้ว ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ มีวัตถุประสงค์ในทางการค้าตามวิธีการของธนาคารพาณิชย์ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติธนาคารพาณิชย์ หนี้ตามสัญญาเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต สัญญาทรัสต์รีซีท และตามตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งธนาคารโจทก์ค้ำประกันเป็นอาวัลตามฟ้องเป็นการดำเนินธุระกิจการค้าตามวิธีการของธนาคารพาณิชย์อย่างหนึ่งซึ่งแตกต่างกับบุคคลผู้เป็นพ่อค้าหรือผู้ค้าที่ได้ซื้อและขายสินค้าอันเป็นปกติธุระตามนัยที่บัญญัติไว้ในอนุ (๑) และ (๗) ของมาตรา ๑๖๕ ดังกล่าวกรณีตามฟ้องโจทก์จึงไม่อาจนำเอาอายุความสองปี หรือห้าปีมาใช้บังคับได้เมื่อหนี้อันเกิดจากสัญญาดังกล่าวตามฟ้องไม่มีบทบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำเอาบทบัญญัติว่าด้วยอายุความทั่วไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๖๔ ซึ่งกำหนดไว้สิบปีมาใช้บังคับเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องยังไม่เกินสิบปี

ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ในประเด็นข้อที่ ๓ โจทก์เป็นฝ่ายฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากเงินที่ค้างชำระนับตั้งแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้องซึ่งเป็นเวลาเกินกว่า ๕ ปี ได้ไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย เห็นว่า มูลหนี้อันเกิดจากสัญญาตามฟ้องโจทก์เป็นหนี้เงินซึ่งในสัญญาได้ตกลงให้โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้เพียงแต่ไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ในสัญญาเท่านั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ ๑ ยังค้างชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาดังฟ้อง โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดได้ร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๔ และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นับตั้งแต่วันผิดนัดชำระหนี้รายนี้ จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ชำระให้แก่โจทก์เลยจนบัดนี้ จึงถือว่าดอกเบี้ยที่โจทก์มีสิทธิคิดจากเงินที่ค้างชำระดังกล่าวเป็นดอกเบี้ยที่ค้างชำระให้แก่โจทก์นั้นด้วย ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๖ บัญญัติไว้ให้สิทธิเรียกร้องเอาดอกเบี้ยที่ค้างส่งนี้ได้ในอายุความเพียงห้าปี ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่ามีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้เกินกว่า ๕ ปี จึงเป็นการขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว สรุปแล้ว ฎีกาโจทก์และฎีกาจำเลยที่ ๑ ทุกข้อฟังไม่ขึ้นที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่ธนาคารโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับทั้งสองฝ่าย

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พิศิษฏ์ เทศะบำรุง · สุชาติ จิวะชาติ · วีระ ทรัพยไพศาล
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายวิชิต บุญถนอม
ศาลอุทธรณ์ - นายถวิล ทองสว่างรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้