Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3316/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โครงข่ายโทรคมนาคมตามบทนิยามในมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 มีความหมายว่า "กลุ่มของเครื่องโทรคมนาคมที่ต่อถึงกันโดยตรง หรือโดยผ่านเครื่องชุมสายหรือเครื่องอื่นใด เพื่อการโทรคมนาคมระหว่างจุดหมายปลายทางที่กำหนดด้วยระบบสาย ระบบคลื่นความถี่ ระบบแสง ระบบแม่เหล็กไฟฟ้าอื่น ระบบใดระบบหนึ่งหรือหลายระบบรวมกัน" กิจการโทรคมนาคมตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุมีความหมายว่า "กิจการซึ่งให้บริการส่ง การแพร่หรือการรับเครื่องหมาย สัญญาณ ตัวหนังสือ ตัวเลข ภาพ เสียง รหัส หรือการอื่นใด ซึ่งสามารถให้เข้าใจความหมายได้โดยระบบสาย ระบบคลื่นความถี่ ระบบแสง ระบบแม่เหล็กไฟฟ้าอื่น หรือระบบอื่น ระบบใดระบบหนึ่ง หรือหลายระบบรวมกัน หรือกิจการโทรคมนาคมตามที่มีกฎหมายบัญญัติหรือตามที่คณะกรรมการร่วมกำหนดให้เป็นกิจการโทรคมนาคม" การประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 คือ การให้บริการส่งตัวหนังสือ ตัวเลข หรือภาพ ทางโทรสารไปยังผู้รับในต่างประเทศ โดยจำเลยที่ 1 นำเครื่องมือ Auto Dialer ไปติดตั้งเชื่อมต่อกับสายโทรศัพท์และโทรสารของลูกค้าที่สมัครเป็นสมาชิก เมื่อสมาชิกใช้บริการจะต้องกดหมายเลขโทรศัพท์ 001 ซึ่งเป็นหมายเลขรหัสโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศของการสื่อสารแห่งประเทศไทย หรือบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ตามด้วยหมายเลขโทรศัพท์ของผู้รับในต่างประเทศ เครื่องมือ Auto Dialer จะส่งสัญญาณไปยังเครื่องมือ Server ของจำเลยที่ 1 เพื่อแปลงสัญญาณเป็นจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แล้วส่งผ่านระบบอินเตอร์เน็ตไปยังเครื่องโทรศัพท์และโทรสารของผู้รับในต่างประเทศ ถือว่าเป็นการประกอบกิจการโทรคมนาคมตามความหมายในมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543 เครื่องมือ Auto Dialer และเครื่องมือ Server ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกลุ่มของเครื่องโทรคมนาคมที่ต่อถึงกันโดยผ่านเครื่องชุมสายโทรศัพท์ เพื่อแปลงสัญญาณโทรสารเป็นจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แล้วส่งผ่านระบบอินเตอร์เน็ตไปยังเครื่องโทรศัพท์และโทรสารของผู้รับในต่างประเทศก็ถือได้ว่าเป็นโครงข่ายโทรคมนาคมตามความหมายในมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการให้บริการส่งโทรสารไปยังผู้รับในต่างประเทศโดยลูกค้าผู้ใช้บริการจะต้องสมัครเป็นสมาชิกซึ่งจำเลยที่ 1 เปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปสามารถสมัครเป็นสมาชิกได้และมีลูกค้าเป็นสมาชิกถึงประมาณ 500 ราย ผลการประกอบกิจการนับแต่ปี 2546 จนถึงวันที่ 15 มีนาคม 2548 ปรากฏว่ามีรายได้มากถึงประมาณ 11,000,000 บาท บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ในการให้บริการแก่บุคคลทั่วไปจำนวนมากโดยไม่จำกัดจำนวนลูกค้าที่ต้องการสมัครเป็นสมาชิก จึงเป็นการประกอบกิจการโทรคมนาคมที่มีโครงข่ายเป็นของตนเองและต้องได้รับอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่สามตามมาตรา 7 (3) แห่ง พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 มาตรา 79 แห่ง พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 กำหนดให้สิทธิแก่การสื่อสาร แห่งประเทศไทยและองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยในการที่จะประกอบกิจการโทรคมนาคมต่อไปในระหว่างเวลาที่ กทช. ยังไม่ออกใบอนุญาตให้ จำเลยที่ 1 ซึ่งไม่ได้รับสิทธิตามบทกฎหมายมาตราดังกล่าวเช่นเดียวกับหน่วยงานทั้งสองย่อมจะต้องหยุดประกอบกิจการโทรคมนาคมไว้ก่อน จนกว่าจะมีการแต่งตั้ง กทช. และจำเลยที่ 1 ได้รับใบอนุญาตจาก กทช. แล้ว พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ยังประกอบกิจการโทรคมนาคมต่อไปนับแต่วันที่ พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 ใช้บังคับโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจาก กทช. บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตามฟ้อง จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 ย่อมจะต้องระวางโทษเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ด้วย

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 มาตรา 4 พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 มาตรา 7 พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 มาตรา 67 พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 มาตรา 78 พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 มาตรา 79 พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543 มาตรา 3

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 มาตรา 7, 67, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 มาตรา 7 (3), 67 (3), 78 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 2,000,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังว่า จำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 และนายวิสาร เป็นกรรมการ มีสำนักงานตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการให้บริการส่งโทรสารไปยังผู้รับในต่างประเทศตั้งแต่ปี 2542 โดยลูกค้าผู้ใช้บริการจะต้องสมัครเป็นสมาชิก แล้วจำเลยที่ 1 จะนำเครื่องมือ Auto Dialer ไปติดตั้งเชื่อมต่อกับสายโทรศัพท์และโทรสารของสมาชิก เมื่อสมาชิกใช้บริการจะต้องกดหมายเลขโทรศัพท์ 001 ซึ่งเป็นหมายเลขรหัสโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศของการสื่อสารแห่งประเทศไทย ตามด้วยหมายเลขโทรศัพท์ของผู้รับในต่างประเทศ จากนั้นเครื่องมือ Auto Dialer จะส่งสัญญาณไปยังเครื่องมือ

Server ของจำเลยที่ 1 เพื่อแปลงสัญญาณเป็นจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แล้วส่งผ่านระบบอินเตอร์เน็ตไปยังเครื่องโทรศัพท์และโทรสารของผู้รับในต่างประเทศ ต่อมาปี 2544 มีการประกาศใช้บังคับพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 ซึ่งในมาตรา 7 กำหนดให้ผู้ที่จะประกอบกิจการโทรคมนาคมตามลักษณะและประเภทที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. ประกาศกำหนดต้องได้รับอนุญาตจาก กทช. โดยมีใบอนุญาตสามแบบ กล่าวคือ แบบที่หนึ่ง ได้แก่ ใบอนุญาตสำหรับผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมที่ไม่มีโครงข่ายโทรคมนาคมเป็นของตนเอง และเป็นกิจการที่มีลักษณะสมควรให้มีการบริการได้โดยเสรี แบบที่สอง ได้แก่ ใบอนุญาตสำหรับผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมที่มีหรือไม่มีโครงข่ายเป็นของตนเอง ซึ่งเป็นการประกอบกิจการที่มีวัตถุประสงค์ให้บริการจำกัดเฉพาะกลุ่มบุคคล หรือเป็นการประกอบกิจการที่ไม่มีผลกระทบโดยนัยสำคัญต่อการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรมหรือต่อประโยชน์สาธารณะและผู้บริโภค

แบบที่สาม ได้แก่ ใบอนุญาตสำหรับผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมที่มีโครงข่ายเป็นของตนเอง ซึ่งเป็นการประกอบกิจการที่มีวัตถุประสงค์ในการให้บริการแก่บุคคลทั่วไปจำนวนมากหรืออาจมีผลกระทบโดยนัยสำคัญต่อการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม หรืออาจกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ หรือมีเหตุจำเป็นต้องคุ้มครองผู้บริโภคเป็นพิเศษและในมาตรา 79 ซึ่งเป็นบทเฉพาะกาลกำหนดให้ กทช. ออกใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมให้แก่การสื่อสาร แห่งประเทศไทยและองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยตามลักษณะและประเภทของการประกอบกิจการ ขอบเขตการให้บริการ รวมทั้งสิทธิต่าง ๆ ในการให้บริการโทรคมนาคมเท่าที่อยู่ในความรับผิดชอบดำเนินการของหน่วยงานทั้งสองตามที่มีอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

ทั้งนี้ ต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ กทช.ประกาศกำหนดหลักเกณฑ์การอนุญาต แต่ในระหว่างที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาต ให้หน่วยงานทั้งสองประกอบกิจการโทรคมนาคมต่อไปได้ หลังจากพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับแล้ว จำเลยที่ 1 ยังคงประกอบกิจการให้บริการส่งโทรสารไปยังผู้รับในต่างประเทศตลอดมา การสื่อสารแห่งประเทศไทยแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลวังทองหลางดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองในความผิดฐานประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่สามโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เจ้าพนักงานตำรวจจึงจับกุมจำเลยที่ 2 มาดำเนินคดี เมื่อมีการแต่งตั้ง กทช. แล้ว กทช.ได้ออกประกาศเรื่อง กำหนดลักษณะและประเภทของกิจการโทรคมนาคม เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2548 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่หนึ่ง

กทช. พิจารณาแล้วออกใบอนุญาตให้ตามที่ขอ ในปี 2548 การสื่อสารแห่งประเทศไทยถูกแปรสภาพเป็นบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) อันเป็นการแปรสภาพรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 ต่อมาบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) แจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองในความผิดฐานประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่สามโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เจ้าพนักงานตำรวจจึงไปตรวจค้นสำนักงานของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2548 ผลการตรวจค้นปรากฏว่าพบอุปกรณ์ที่ใช้ในกิจการให้บริการส่งโทรสารไปยังผู้รับในต่างประเทศ จำนวน 26 รายการ จึงยึดไว้เป็นของกลาง หลังจากนั้น กทช. พิจารณาเรื่องที่จำเลยที่ 1 ถูกดำเนินคดีแล้วมีมติว่า ไม่มีพยานหลักฐานพอที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ได้ จึงให้ยุติการดำเนินคดี จำเลยที่ 1 มีลูกค้าเป็นสมาชิกประมาณ 500 ราย ผลประกอบกิจการนับแต่ปี 2546 ถึงวันที่ 15 มีนาคม 2548 อันเป็นวันที่เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นสำนักงานของจำเลยที่ 1 ปรากฏว่ามีรายได้ประมาณ 11,000,000 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาข้อแรกว่า บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ไม่ใช่ผู้เสียหาย จึงไม่มีอำนาจร้องทุกข์ขอให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง เป็นผลให้พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวนและโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า คดีนี้ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจสอบสวนได้แม้จะไม่มีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 ดังนั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่จำเลยทั้งสองฎีกาข้อต่อไปว่า เมื่อ กทช. มีมติให้ยุติการดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 จึงทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปนั้น

เห็นว่า เหตุที่ กทช. มีมติให้ยุติการดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ไม่ใช่เหตุที่จะทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 ดังนั้น แม้ กทช. มีมติให้ยุติการดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 แต่สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ก็ไม่ระงับไป ที่จำเลยทั้งสองฎีกาข้อต่อไปว่า การประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 เป็นกิจการที่ไม่จำเป็นจะต้องได้รับใบอนุญาตแบบที่สามตามมาตรา 7 (3) แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 มาตรา 7 เพราะจำเลยที่ 1 ไม่มีโครงข่ายเป็นของตนเองนั้น เห็นว่า โครงข่ายโทรคมนาคมตามบทนิยามในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 มีความหมายว่า "กลุ่มของเครื่องโทรคมนาคมที่ต่อถึงกันโดยตรง หรือโดยผ่านเครื่องชุมสายหรือเครื่องอื่นใด เพื่อการโทรคมนาคมระหว่างจุดหมายปลายทางที่กำหนดด้วยระบบสาย

ระบบคลื่นความถี่ ระบบแสง ระบบแม่เหล็กไฟฟ้าอื่น ระบบใดระบบหนึ่งหรือหลายระบบรวมกัน" ส่วนกิจการโทรคมนาคมตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุมีความหมายว่า "กิจการซึ่งให้บริการส่ง การแพร่ หรือการรับเครื่องหมาย สัญญาณ ตัวหนังสือ ตัวเลข ภาพ เสียง รหัส หรือการอื่นใด ซึ่งสามารถให้เข้าใจความหมายได้โดยระบบสาย ระบบคลื่นความถี่ ระบบแสง ระบบแม่เหล็กไฟฟ้าอื่น หรือระบบอื่น ระบบใดระบบหนึ่ง หรือหลายระบบรวมกัน หรือกิจการโทรคมนาคมตามที่มีกฎหมายบัญญัติหรือตามที่คณะกรรมการร่วมกำหนดให้เป็นกิจการโทรคมนาคม"

สำหรับการประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 ซึ่งก็คือการให้บริการส่งตัวหนังสือ ตัวเลข หรือภาพ ทางโทรสารไปยังผู้รับในต่างประเทศ โดยจำเลยที่ 1 นำเครื่องมือ Auto Dialer ไปติดตั้งเชื่อมต่อกับสายโทรศัพท์และโทรสารของลูกค้าที่สมัครเป็นสมาชิก เมื่อสมาชิกใช้บริการจะต้องกดหมายเลขโทรศัพท์ 001 ซึ่งเป็นหมายเลขรหัสโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศของการสื่อสารแห่งประเทศไทย หรือบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ตามด้วยหมายเลขโทรศัพท์ของผู้รับในต่างประเทศ จากนั้นเครื่องมือ Auto Dialer จะส่งสัญญาณไปยังเครื่องมือ Server ของจำเลยที่ 1 เพื่อแปลงสัญญาณเป็นจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แล้วส่งผ่านระบบอินเตอร์เน็ตไปยังเครื่องโทรศัพท์และโทรสารของผู้รับในต่างประเทศนั้น

ถือได้ว่าเป็นการประกอบกิจการโทรคมนาคมตามความหมายในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุ โทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543 ส่วนเครื่องมือ Auto Dialer และเครื่องมือ Server ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกลุ่มของเครื่องโทรคมนาคมที่ต่อถึงกันโดยผ่านเครื่องชุมสายโทรศัพท์ เพื่อแปลงสัญญาณโทรสารเป็นจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แล้วส่งผ่านระบบอินเตอร์เน็ตไปยังเครื่องโทรศัพท์และโทรสารของผู้รับในต่างประเทศก็ถือได้ว่าเป็นโครงข่ายโทรคมนาคมตามความหมายในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 โดยเครื่องมือ Auto Dialer มีลักษณะเป็นลูกข่าย ส่วนเครื่องมือ Server

มีลักษณะเป็นแม่ข่าย ที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างว่า เมื่อ กทช. ออกใบอนุญาตแบบที่หนึ่งให้แก่จำเลยที่ 1 ย่อมแสดงว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมที่ไม่มีโครงข่ายเป็นของตนเองนั้น เมื่อพิจารณาสำเนาแบบคำขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแล้วปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ใช้แบบพิมพ์คำขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่หนึ่ง ซึ่งบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาจะขอรับอนุญาตแบบที่หนึ่ง ส่วนการที่ กทช. ออกใบอนุญาตแบบที่หนึ่งให้ตามที่จำเลยที่ 1 ขออนุญาตก็เป็นความเห็นของ กทช. ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นความเห็นที่ตรงตามข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาเงื่อนไขที่ กทช. อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการโทรคมนาคมตามเอกสารท้ายคำแถลงการณ์ปิดคดีของจำเลยทั้งสองในข้อ 4 แล้วปรากฏว่า

กทช. อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ให้บริการโทรคมนาคมแก่บุคคลทั่วไปโดยเสรีโดยให้บริการผ่านโครงข่ายของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีโครงข่ายเป็นของตนเอง ตามลักษณะและประเภทกิจการโทรคมนาคม (ผนวก ก) ซึ่งขอบเขตการอนุญาตที่ กทช. กำหนดดังกล่าวบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 1 สามารถให้บริการโทรคมนาคมแก่บุคคลทั่วไปโดยเสรีในลักษณะที่มีโครงข่ายเป็นของตนเอง แต่เมื่อพิจารณาต่อไปในภาคผนวก ก กลับปรากฏว่า กิจการโทรคมนาคมซึ่งจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตมีลักษณะเป็นการเช่าใช้โครงข่ายโทรคมนาคมเพื่อให้บริการโทรคมนาคม ประเภทการให้บริการข้อมูล บริการรับจ้างส่งโทรสารและจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ทุกรูปแบบผ่านโครงข่ายอินเตอร์เน็ตทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ โดยเช่าใช้บริการอินเตอร์เน็ตจากผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตภายในประเทศ เพื่อส่งข้อมูลผ่านโครงข่ายอินเตอร์เน็ตไปยังผู้รับปลายทางในต่างประเทศ เป็นการให้บริการที่ไม่มีโครงข่ายเป็นของตนเอง

พฤติการณ์ตามที่กล่าวมาบ่งชี้ว่า กทช. ยังมีความสับสนในการออกใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมให้แก่จำเลยที่ 1 จนไม่อาจฟังได้เป็นยุติว่า กทช. กำหนดขอบเขตการอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการโทรคมนาคมในลักษณะที่มีหรือไม่มีโครงข่ายเป็นของตนเองกันแน่ ที่จำเลยทั้งสองอ้างว่า พยานบุคคลที่จำเลยทั้งสองนำสืบ คือ นายเจษฎา วิศวกร ระดับ 7 บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) เบิกความว่า ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมที่มีโครงข่ายเป็นของตนเองจะต้องมีอุปกรณ์ชุมสายและสื่อสัญญาณแบบมีสายหรือไร้สายเป็นของตนเอง อีกทั้งยังจะต้องควบคุมคุณภาพการให้บริการ บริหารจัดการ กำหนดเส้นทาง และควบคุมความหนาแน่นได้ตลอดเวลา แต่จำเลยที่ 1 ไม่มีอุปกรณ์ชุมสายและสื่อสัญญาณเช่นว่านั้นเป็นของตนเอง

รวมทั้งไม่สามารถควบคุมคุณภาพการให้บริการ บริหารจัดการ กำหนดเส้นทาง และควบคุมความหนาแน่นได้ตลอดเวลา จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมที่ไม่มีโครงข่ายเป็นของตนเองนั้น แม้คดีจะได้ความว่า นายเจษฎาเป็นคนกลางและเป็นผู้ที่มีความรอบรู้เกี่ยวกับกิจการด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม แต่ความเห็นของนายเจษฎามีลักษณะเป็นการขยายความหมายของคำว่าโครงข่ายโทรคมนาคมตามบทนิยามในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 ซึ่งกำหนดนิยามโครงข่ายโทรคมนาคมไว้แต่เพียงว่า "กลุ่มของเครื่องโทรคมนาคมที่ต่อถึงกันโดยตรง หรือโดยผ่านเครื่องชุมสายหรือเครื่องอื่นใด เพื่อการโทรคมนาคมระหว่างจุดหมายปลายทางที่กำหนดด้วยระบบสาย

ระบบคลื่นความถี่ ระบบแสดง ระบบแม่เหล็กไฟฟ้าอื่น ระบบใดระบบหนึ่งหรือหลายระบบรวมกัน" ซึ่งบทนิยามดังกล่าวสื่อความหมายว่า ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมที่มีโครงข่ายเป็นของตนเองคือผู้ที่มีกลุ่มของเครื่องโทรคมนาคมที่ต่อถึงกันโดยตรง หรือโดยผ่านเครื่องชุมสายหรือเครื่องอื่นใดเพื่อการโทรคมนาคมระหว่างจุดหมายปลายทางที่กำหนดด้วยระบบสาย ระบบคลื่นความถี่ ระบบแสง ระบบแม่เหล็กไฟฟ้าอื่น ระบบใดระบบหนึ่ง โดยไม่จำเป็นจะต้องมีอุปกรณ์ชุมสายและสื่อสัญญาณแบบมีสายหรือไร้สายเป็นของตนเอง หรือต้องควบคุมคุณภาพการให้บริการ บริหารจัดการ กำหนดเส้นทางและควบคุมความหนาแน่นได้ตลอดเวลาตามความเห็นของนายเจษฎา ดังนั้น ดุลพินิจของ กทช. และความเห็นของนายเจษฎาจึงไม่พอที่จะสนับสนุนข้ออ้างตามฎีกาจำเลยของทั้งสองว่า

จำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมที่ไม่มีโครงข่ายเป็นของตนเองได้ จากพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการให้บริการส่งโทรสารไปยังผู้รับในต่างประเทศโดยลูกค้าผู้ใช้บริการจะต้องสมัครเป็นสมาชิกซึ่งจำเลยที่ 1 เปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปสามารถสมัครเป็นสมาชิกได้ และมีลูกค้าเป็นสมาชิกถึงประมาณ 500 ราย ผลการประกอบกิจการนับแต่ปี 2546 จนถึงวันที่ 15 มีนาคม 2548 ปรากฏว่ามีรายได้มากถึงประมาณ 11,000,000 บาท นั้นบ่งชี้ว่า จำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ในการให้บริการแก่บุคคลทั่วไปจำนวนมากโดยไม่จำกัดจำนวนลูกค้าที่ต้องการสมัครเป็นสมาชิก ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 เป็นการประกอบกิจการโทรคมนาคมที่มีโครงข่ายเป็นของตนเอง ซึ่งเป็นการประกอบกิจการที่มีวัตถุประสงค์ในการให้บริการแก่บุคคลทั่วไปจำนวนมาก จึงจำเป็นจะต้องได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่สามตามมาตรา 7 (3)

แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 จึงชอบแล้ว ที่จำเลยทั้งสองฎีกาข้อต่อไปว่า ภายหลังพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 ใช้บังคับ ในเบื้องต้นปรากฏว่ายังไม่มีการแต่งตั้ง กทช. ซึ่งเป็นองค์กรที่มีอำนาจออกใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม การที่จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการให้บริการส่งโทรสารไปยังผู้รับในต่างประเทศในระหว่างเวลาดังกล่าวย่อมไม่ถือเป็นการประกอบกิจการโทรคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ต่อมาเมื่อมีการแต่งตั้ง กทช. แล้ว จำเลยที่ 1 ก็ยื่นคำขอรับใบอนุญาตแบบที่หนึ่ง กทช. พิจารณาแล้วออกใบอนุญาตแบบที่หนึ่งให้ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า มาตรา 79 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม

พ.ศ.2544 กำหนดให้สิทธิแก่การสื่อสารแห่งประเทศไทยและองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยในการที่จะประกอบกิจการโทรคมนาคมต่อไปในระหว่างเวลาที่ กทช. ยังไม่ออกใบอนุญาตให้ ดังนั้น จำเลยที่ 1 ซึ่งไม่ได้รับสิทธิตามบทกฎหมายมาตราดังกล่าวเช่นเดียวกับหน่วยงานทั้งสองย่อมจะต้องหยุดประกอบกิจการโทรคมนาคมไว้ก่อน จนกว่าจะมีการแต่งตั้ง กทช. และจำเลยที่ 1 ได้รับใบอนุญาตจาก กทช. แล้ว พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ยังประกอบกิจการโทรคมนาคมต่อไปนับแต่วันที่พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 ใช้บังคับโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจาก กทช. บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตามฟ้อง จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 ย่อมจะต้องระวางโทษเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ด้วย ฎีกาทุกข้อของจำเลยทั้งสองที่กล่าวมาล้วนฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า หากจำเลยที่ 1 กระทำความผิดจริงก็คงเป็นเพียงความผิดฐานประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่หนึ่งโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งต้องระวางโทษปรับสถานเดียว แต่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้เมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันเกิดเหตุ คดีจึงขาดอายุความแล้วก็ดี อุปกรณ์ที่ใช้ในกิจการให้บริการส่งโทรสารไปยังผู้รับในต่างประเทศ จำนวน 26 รายการ ที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดเป็นของกลางล้วนไม่ใช่ทรัพย์สินที่ต้องห้ามมีไว้ในครอบครองตามกฎหมาย คดีจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องก็ดีนั้น ล้วนแต่เป็นรายละเอียดปลีกย่อยซึ่งไม่เป็นสาระแก่คดี แม้จะวินิจฉัยให้ก็ไม่ทำให้ผลแห่งคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิรุฬห์ แสงเทียน · ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี · วรงค์พร จิระภาค
ศาลล่าง
ศาลอาญา - นายอัคเดช มัชฌิมา
ศาลอุทธรณ์ - นายนิพนธ์ พิชยพาณิชย์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.4646/2554
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ1735/2550
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ1643/2551
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้