Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3313/2524

พ.ศ. 2524 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยเป็นครูใหญ่โรงเรียนอนุบาล กรอกรายการเพิ่มขึ้นในใบสำคัญคู่จ่ายค่าอาหารเลี้ยงนักเรียน มีจำนวนสูงกว่าหลักฐานการเบิกเงินของแม่ครัว เนื่องจากการที่จำเลยสั่งซื้ออาหารเพิ่มเติมเพื่อให้เพียงพอรับประทาน เป็นการกรอกเพิ่มขึ้นเพื่อให้จำนวนเงินตรงกับที่จ่ายไปจริงหาได้มีเจตนาทุจริตคิดเบียดบังเอาเงินบำรุงการศึกษาของโรงเรียนเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นไม่ และไม่เป็นการทำเอกสารเท็จหรือรับรองข้อความอันเป็นเท็จอันจะเป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147,162

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยที่ 1มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ 162 ลงโทษตามมาตรา 147 อันเป็นบทหนัก จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 11 กระทง เป็นโทษจำคุก 55 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม มาตรา 78 จำคุก 36 ปี 8 เดือนคำขอให้ชดใช้เงินคืนให้ยก โจทก์และจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่าระหว่างปี พ.ศ. 2508 ถึง 2512 อันเป็นวันเวลาที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดในคดีนี้ จำเลยที่ 1 รับราชการในตำแหน่งครูใหญ่โรงเรียนอนุบาลอุทัยธานี ซึ่งมีนักเรียนประมาณ 180-200 คน ทางโรงเรียนได้เรียกเก็บเงินค่าบำรุงการศึกษาจากนักเรียนคนละ 150 บาท ต่อหนึ่งภาคการศึกษา เพื่อไว้ใช้จ่ายประกอบอาหารเลี้ยงนักเรียน

จำเลยที่ 1 ในฐานะครูใหญ่ มีหน้าที่รับ เบิกจ่าย ครอบครองดูแลรักษาเงินดังกล่าวโดยมีอำนาจเก็บรักษาเงินไว้ได้ไม่เกิน 10,000 บาท และมีอำนาจจ่ายเงินได้ไม่เกินครั้งละ 2,000 บาท ตามคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการที่ 241/2507 และเมื่อจ่ายเงินไปแล้ว จะต้องรวบรวมหลักฐานการจ่ายนั้นไว้ให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบได้ทุกขณะ ทั้งนี้ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยรับจ่ายเงินบำรุงการศึกษา พ.ศ. 2507 อหารที่จัดเลี้ยงนักเรียนนั้นมีอาหารว่างตอนเช้า อาหารกลางวันและอาหารว่างตอนบ่าย การประกอบอาหารเป็นหน้าที่ของนางวิไล ศรีทัยแม่ครัวของโรงเรียนที่จะขอเบิกเงินไปจ่ายซื้อาหารสดมาประกอบ โดยต้องจัดทำรายการอาหารเสนอขออนุมัติครูเวรล่วงหน้า 1 วัน

เมื่อได้มีการจัดซื้ออาหารแล้ว จำเลยที่ 1 จะจัดทำใบสำคัญคู่จ่ายไว้เพื่อให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบต่อไป ปรากฏว่าใบสำคัญคู่จ่ายค่าอาหาร ซึ่งจำเลยที่ 1 จัดทำขึ้นในปี พ.ศ. 2508 จำนวน 20 ฉบับ และในปี พ.ศ. 2511 จำนวน 20 ฉบับ ตามเอกสารหมาย ป.43 ถึง ป.82 มีจำนวนเงินที่จ่ายไปสูงกว่าจำนวนเงินตามหลักฐานการเบิกเงินของนางวิไล ศรีทัย แม่ครัวตามเอกสารหมาย ป.3 ถึง ป.42 เป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น 9.178 บาท จึงได้มีการกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ทุจริตต่อหน้าที่โดยเบียดบังยักยอกเงินจำนวนดังกล่าวและทำเอกสารใบสำคัญคู่จ่ายอันเป็นเท็จคงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาเป็นข้อแรกว่า จำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดดังโจทก์ฟ้องหรือไม่ศาลฎีกาเห็นว่า ในการประกอบอาหารเลี้ยงนักเรียนนั้น

อยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นครูใหญ่ แม้นางวิไล ศรีทัย แม่ครัวของโรงเรียนจะมีหน้าที่ประกอบอาหารโดยขอเบิกเงินไปซื้ออาหารสดมาจัดทำเอง ความรับผิดชอบก็ยังไม่พ้นไปจากจำเลยที่ 1 ซึ่งจะต้องดูแลจัดหาอาหารให้เพียงพอแก่นักเรียน ที่นางวิไล ศรีทัย จัดทำรายการอาหารเสนอขออนุมัติครูเวรล่วงหน้า 1 วัน เพื่อขอเบิกเงินไปจับจ่ายซื้ออาหารสดนั้น หลักฐานการเบิกเงินดังกล่าวหาใช่ใบสำคัญคู่จ่ายตามระเบียบราชการแต่อย่างใดไม่ หากแต่เป็นเพียงหลักฐานภายในของโรงเรียนซึ่งจัดให้มีขึ้นเพื่อควบคุมการจ่ายเงินของแม่ครัวผู้ประกอบอาหาร และจำนวนเงินที่แม่ครัวขอเบิกไปก็มิได้แสดงว่าค่าอาหารที่แท้จริงมีเพียงเท่านั้น ดังที่นางปราณี

นวะมะวัฒน์ นางเพ็ญพัฒน์ ภูมี และนางจริยา เตโชชัยวุฒิพยานโจทก์ซึ่งเป็นครูอยู่ในโรงเรียนอนุบาลอุทัยธานีร่วมกับจำเลยที่ 1เบิกความว่า วันใดอาหารไม่พอให้นักเรียนรับประทาน จำเลยที่ 1 ก็จะสั่งซื้อเพิ่มเติมอีก ซึ่งมีทั้งอาหารสดและอาหารสำเร็จ การซื้ออาหารเพิ่มเติมนั้นไม่ได้ทำหลักฐานไว้ นอกจากนี้นางวิไล ศรีทัย พยานโจทก์ยังเบิกความว่ารายการอาหารที่เสนอขออนุมัติครูเวรเบิกเงินไปซื้อนั้น อาจมีการแก้ไขบ้างเพราะบางครั้งอาหารที่เสนอไม่มี จำเป็นต้องเปลี่ยนเอาของอย่างอื่นแทนตามคำพยานโจทก์ดังกล่าวแสดงว่าหลักฐานการเบิกเงินของนางวิไล ศรีทัยไม่จำต้องมีจำนวนเงินตรงกับใบสำคัญคู่จ่ายซึ่งเป็นหลักฐานการจ่ายเงินค่าอาหารที่แท้จริงเสมอไป

เพราะเมื่อจำเลยที่ 1 สั่งซื้ออาหารเพิ่มเติม ก็จำเป็นที่จะต้องกรอกจำนวนเงินที่จ่ายเป็นค่าอาหารลงไว้ในใบสำคัญคู่จ่ายสูงกว่าจำนวนเงินในหลักฐานการเบิกเงินของนางวิไล ศรีทัย ในการทำใบสำคัญคู่จ่ายนั้นมีจำเลยที่ 2 ซึ่งศาลล่างพิพากษายกฟ้องคดีถึงที่สุดไปแล้วลงชื่อเป็นผู้จ่ายเงินด้วย หาใช่จำเลยที่ 1 จัดทำขึ้นโดยลำพังไม่ นางวิไลศรีทัย พยานโจทก์เบิกความว่า ในเดือนหนึ่ง ๆ มีการสั่งซื้ออาหารเพิ่มเติมประมาณ 2-3 ครั้ง ครั้งละอย่างสูงไม่เกิน 100 บาท แต่ก็เป็นเพียงการกะประมาณเอา ทั้งการซื้ออาหารเพิ่มเติมนั้น จำเลยที่ 1 อาจซื้อด้วยตนเองหรือให้บุคคลอื่นไปซื้อแทนก็ได้ ตลอดระยะเวลาที่จำเลยที่ 1 มาดำรงตำแหน่งครูใหญ่โรงเรียนอนุบาลอุทัยธานี

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2508ถึง 2512 รวม 5 ปี ปรากฏว่าใบสำคัญคู่จ่ายที่มีจำนวนเงินสูงกว่าหลักฐานการเบิกเงินของนางวิไล ศรีทัย คงมีเฉพาะในปี พ.ศ. 2508 จำนวน 20 ฉบับ และในปี พ.ศ. 2511 จำนวน 20 ฉบับ ซึ่งถ้าถัวเฉลี่ยเป็นรายเดือนเฉพาะเดือนที่เปิดภาคการศึกษา ก็จะตกประมาณเดือนละ 2-3 ฉบับ หรือมีการจ่ายเงินซื้อาหารเพิ่มเติมประมาณเดือนละ 2-3 ครั้ง ตรงตามคำนางวิไล ศรีทัย พยานโจทก์ แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่ามีการทำใบสำคัญคู่จ่ายที่มีจำนวนเงินสูงกว่าหลักฐานการเบิกเงินของนางวิไลศรีทัย เฉพาะบางเดือน ก็อาจเป็นเพราะจำเลยที่ 1 จ่ายเงินไปก่อน แล้วมาทำใบสำคัญคู่จ่ายชดเชยในภายหลัง เพื่อให้ยอดเงินคงเหลือตรงตามความจริง ทั้งจำนวนเงินที่จ่ายเพิ่มเติมรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 9,178 บาทก็มิใช่จำนวนมากมายอะไร

จำเลยที่ 1 รับราชการมานานปีจนได้เลื่อนตำแหน่งเป็นครูใหญ่ คงจะไม่กล้ากระทำทุจริตโดยเห็นแก่เงินเพียงเล็กน้อย พฤติการณ์น่าเชื่อว่า ที่ใบสำคัญคู่จ่ายตามเอกสารหมาย ป.43 ถึง ป.82 มีจำนวนเงินสูงกว่าหลักฐานการเบิกเงินของนางวิไล ศรีทัยตามเอกสารหมาย ป.3 ถึงป.42 นั้น คงจะเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้ออาหารเพิ่มเติม เพื่อให้เพียงพอรับประทานสำหรับนักเรียนซึ่งมีอยู่ประมาณ 180-200 คน จำเลยที่ 1 ได้กรอกรายการเพิ่มขึ้นเพื่อให้จำนวนเงินตรงกับที่จ่ายไปจริง หาได้มีเจตนาทุจริตคิดเบียดบังเอาเงินบำรุงการศึกษาของโรงเรียนเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นแต่อย่างใดไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 กรอกรายการในใบสำคัญคู่จ่ายตามความจริง ย่อมไม่เป็นการทำเอกสารเท็จหรือรับรองข้อความอันเป็นเท็จการกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดดังโจทก์ฟ้อง"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้ ให้ยกฟ้องตามศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ศักดิ์ สนองชาติ · สนิท อังศุสิงห์ · สำเนียง ด้วงมหาสอน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้