Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3311/2535

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อจำเลยที่ 1 บอกกล่าวเป็นหนังสือให้โจทก์ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนอง ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ประสงค์ให้โจทก์จำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันหนี้เงินกู้ของนางสาว บ. ต่อไป ต่อมาจำเลยที่ 1ได้ฟ้องโจทก์กับนางสาว บ. ให้ชำระหนี้ เมื่อโจทก์ได้ชำระหนี้ทั้งหมดแล้ว หนี้ตามสัญญากู้ที่โจทก์จำนองที่ดินพิพาทไว้เป็นประกันและสัญญาจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ย่อมระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744(1) หนี้ที่นางสาว บ.กู้เงินจำเลยที่ 1 หลังจากจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์กับนางสาว บ.จึงหาผูกพันโจทก์ไม่

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2522 โจทก์จำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ซึ่งนางสาวบุญส่ง แสงคำ กู้ไปจากจำเลยที่ 1เป็นเงิน 20,000 บาท ต่อมาวันที่ 10 ตุลาคม 2529

จำเลยที่ 1ฟ้องนางสาวบุญส่งกับโจทก์ให้ชำระหนี้เงินกู้และบังคับจำนองศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้นางสาวบุญส่งกับโจทก์ชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 35,954 บาท โจทก์ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่จำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมปลดจำนองและคืนโฉนดที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ หลังจากโจทก์ฟ้องจำเลยแล้วโจทก์ทราบว่านางสาวบุญส่งยังเป็นลูกหนี้จำเลยที่ 1 อีกจำนวนหนึ่ง แต่ตามสัญญาจำนองโจทก์รับผิดไม่เกิน 40,000 บาท โจทก์ชำระหนี้แทนนางสาวบุญส่งไปแล้วเป็นเงิน 38,754 บาท คงรับผิดอีกเพียง 1,246บาท จึงขอวางเงินจำนวนดังกล่าวเพื่อโจทก์จะได้หลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาจำนอง ทั้งได้บอกเลิกสัญญาจำนองต่อจำเลยแล้วการที่จำเลยไม่ยอมคืนโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์

ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยปลดจำนองแล้วคืนโฉนดที่ดินให้โจทก์ภายใน7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา มิฉะนั้นให้ถือคำพิพากษาแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสองและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินจำนวน8,000 บาท แก่โจทก์ กับค่าใช้จ่ายในการปลดจำนองจำเลยทั้งสองให้การว่า เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2522 โจทก์จำนองที่ดินพิพาทเพื่อเป็นประกันหนี้ที่นางสาวบุญส่งกู้เงินจำเลยที่ 1 ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2530 นางสาวบุญส่งได้กู้เงินจากโจทก์อีก 21,000 บาท และยังชำระหนี้ไม่ครบถ้วนจำเลยทั้งสองจึงไม่อาจไถ่ถอนจำนองและคืนโฉนดที่ดินพิพาทให้โจทก์ได้ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยและพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองดำเนินการปลดจำนองที่ดินโฉนดที่ 4378 ตำบลบางตาเถร

อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี และคืนโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ภายในกำหนด 7 วันมิฉะนั้นให้ถือคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสองจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2522 โจทก์จำนองที่ดินพิพาทเพื่อประกันหนี้ของนางสาวบุญส่ง แสงคำ ซึ่งกู้จากจำเลยที่ 1 ในเวลาจำนองหรือจะกู้ในเวลาหนึ่งเวลาใดต่อไปในภายหน้าเป็นจำนวนเงินไม่เกิน 40,000 บาท ปรากฏว่าขณะจำนองนางสาวบุญส่งเป็นหนี้จำเลยที่ 1 จำนวน 20,000 บาท เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2529 จำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือบอกกล่าวโจทก์ให้ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนอง แต่โจทก์ไม่ชำระ จำเลยที่ 1 จึงฟ้องนางสาวบุญส่งกับโจทก์ให้ชำระหนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้โจทก์ชำระหนี้ โจทก์ชำระหนี้ตามคำพิพากษาทั้งหมดจำนวน 38,754 บาทให้แก่จำเลยที่ 1 แต่ปรากฏว่าวันที่ 12 มกราคม 2530 นางสาวบุญส่งกู้เงินจำเลยที่ 1 จำนวน 21,000 บาท และยังมิได้ชำระหนี้ดังกล่าววันที่ 10 ธันวาคม 2530 โจทก์ทำหนังสือให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นประธานกรรมการของจำเลยที่ 1 ปลดจำนองและคืนโฉนดที่ดินพิพาทจำเลยที่ 2 ชี้แจงว่านางสาวบุญส่งยังเป็นลูกหนี้จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจปลดจำนองและคืนโฉนดให้โจทก์ วันที่ 14 เมษายน 2531 โจทก์ทำหนังสือบอกเลิกสัญญาจำนอง คดีมีประเด็นในชั้นนี้ว่าสัญญาจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ระงับสิ้นไปแล้วหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วเห็นว่าหนังสือบอกกล่าวที่จำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองลงวันที่ 29 สิงหาคม 2529 ถือได้ว่าจำเลยที่ 1ไม่ประสงค์ให้โจทก์จำนองเป็นประกันหนี้เงินที่นางสาวบุญส่งกู้อีกต่อไป ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ฟ้องนางสาวบุญส่งกับโจทก์ให้ชำระหนี้ ศาลพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความและโจทก์ได้ชำระหนี้ทั้งหมดแล้ว ดังนั้นหนี้ตามสัญญากู้และสัญญาจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงระงับสิ้นไป หนี้ที่นางสาวบุญส่งกู้จำเลยที่ 1 ไปเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2530 ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากจำเลยที่ 1 ฟ้องนางสาวบุญส่งกับโจทก์ให้ชำระหนี้แล้วจึงหาผูกพันโจทก์ไม่พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
บุญสิน ตุลากัน · ไมตรี กลั่นนุรักษ์ · อุไร คังคะเกตุ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้