Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3307/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ประมวลรัษฎากรมาตรา65ให้จัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากการมี"รายได้"จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำสำหรับการขายสินค้าไปเพียงใดในราคาเท่าใดสามารถตรวจสอบได้ตามหลักบัญชีโดยทั่วไปกล่าวคือตรวจสอบจากปริมาณสินค้าคงเหลือต้นงวดบวกด้วยปริมาณสินค้าที่ซื้อมาในระหว่างรอบระยะเวลาบัญชีเพื่อให้ได้ปริมาณสินค้าที่มีเพื่อขายทั้งสิ้นแล้วหักด้วยปริมาณสินค้าที่เหลือปลายงวดรวมทั้งบิลขายและบัญชีขายก็จะทราบถึงปริมาณและราคาของสินค้าที่ขายไปแต่การที่ไม่ได้ลงบัญชีคุมสินค้าและไม่แสดงสินค้าคงเหลือในงบดุลเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีจะถือว่าจำนวนสินค้าดังกล่าวเป็นการขายไปแล้วไม่ได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.รัษฎากร มาตรา 65 ป.รัษฎากร มาตรา 79

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นกรมในรัฐบาล ส่วนจำเลยที่ 2ถึงที่ 4 เป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2532เจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลเบี้ยปรับและเงินเพิ่มสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2528 ให้โจทก์เสียเพิ่มเติมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,103,273.85 บาท โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมิน ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินเป็นการถูกต้องและชอบแล้วทุกประเด็น กรณีมีเหตุอันควรผ่อนผันจึงพิจารณาลดเบี้ยปรับที่ได้เรียกเก็บไปแล้วลงคงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายให้เรียกเก็บเป็นเงินภาษี 442,193.93 บาท เบี้ยปรับ221,096.96 บาท และเงินเพิ่มอีก 218,885.99 บาท

รวมเป็นเงิน882,176.88 บาท โจทก์เห็นว่าการประเมินและคำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ เจ้าพนักงานประเมินอ้างว่า โจทก์ซื้อสินค้าลงเป็นค่าซื้อแต่มาลงบัญชีคุมสินค้าจึงถือเป็นการขายจำนวน 1,300,465 บาท มีสินค้าคงเหลือแต่ไม่แสดงในงบดุล จึงถือเป็นการขายจำนวน 11,750 บาท และเจ้าพนักงานประเมินได้นำเงินจำนวน 1,312,215 บาท จากการถือเป็นการขายมาเป็นเงินได้ของโจทก์เพื่อคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์ซึ่งเป็นการไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคล เพราะตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 บัญญัติว่า"เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือกำไรสุทธิ ซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชี

หักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิและมาตรา 65 ตรี" การที่เจ้าพนักงานประเมินอ้างว่าโจทก์ซื้อสินค้าแต่ไม่ลงบัญชีคุมสินค้าแล้วถือว่าโจทก์ได้ขายสินค้าดังกล่าวไปนั้นไม่มีบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร ส่วน 3 การเก็บภาษีจากบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หมวด 3 ภาษีเงินได้ ลักษณะ 2ภาษีอากรฝ่ายสรรพากรมาตราใดให้อำนาจไว้ หากแต่อำนาจดังกล่าวมีบัญญัติไว้เฉพาะ มาตรา 79 ทวิ(6) แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งเป็นบทบัญญัติให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินเฉพาะภาษีการค้านอกจากนี้ตามแบบแสดงรายการ ภ.ง.ด.50 ที่โจทก์ได้ยื่นไว้ต่อจำเลยโจทก์ได้แสดงว่ามีรายได้จากการดำเนินกิจการทั้งสิ้น3,379,098 บาท มีต้นทุนสินค้าที่ขายจำนวน 1,720,697.02 บาทคิดเป็นกำไรขั้นต้น 1,658,400.98 บาท

คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นต่อต้นทุนขายในอัตราร้อยละ 96.38 หรืออัตรากำไรขั้นต้นต่อยอดขายในอัตราร้อยละ 49.07 ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงมากอยู่แล้ว หากนำยอดรายได้ที่เจ้าพนักงานประเมินให้ถือเป็นรายได้ของโจทก์จำนวน1,312,215 บาท มาถือรวมเป็นรายได้อีก จะทำให้โจทก์มีรายได้สูงถึง4,691,313 บาท หักด้วยจำนวนต้นทุนขายเท่าเดิมคือ1,720,697.02 บาท จะทำให้โจทก์มีกำไรขึ้นต้นสูงถึง2,970,615.98 บาท คิดเป็นอัตรากำไรขึ้นต้นต่อต้นทุนเท่ากับร้อยละ 172.64 หรืออัตรากำไรขั้นต้นต่อยอดขายร้อยละ 63.32 บาทอันเป็นกรณีเหลือวิสัยทางการค้าโดยทั่วไปและโจทก์ก็ไม่อาจจะมีการค้าขายที่มีอัตรากำไรสูงดังกล่าวได้ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2532เจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งการประเมินภาษีการค้า

เบี้ยปรับและเงินเพิ่มสำหรับเดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคม 2528 ให้โจทก์เสียเป็นเงิน 205,757 บาท โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินเป็นการถูกต้องและชอบแล้ว กรณีมีเหตุอันควรผ่อนผันจึงพิจารณาลดเบี้ยปรับที่ได้เรียกเก็บไปแล้วลงคงเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย คงให้เรียกเก็บเป็นเงินภาษีการค้า70,639.70 บาท เบี้ยปรับ 35,319.85 บาท เงินเพิ่ม45,772.48 บาท และภาษีบำรุงเทศบาล 15,173.20 บาท รวมเป็นเงิน166,905.23 บาท โจทก์เห็นว่าการประเมินและคำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ชอบกล่าวคือ โจทก์ได้สั่งซื้อสินค้าเครื่องหนังจากลูกค้ามาขายมิใช่ว่าจ้าง เพื่อความสะดวก

โจทก์ได้ขอให้ลูกค้าขายสินค้าประทับชื่อของโจทก์ลงในสินค้าเครื่องหนังหรือประทับอยู่ในแผ่นป้ายด้วย โจทก์เชื่อว่าไม่ต้องเสียภาษีการค้า โจทก์จึงไม่ได้เสียภาษีการค้า แต่เมื่อโจทก์ได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ว่าจะต้องเสียภาษีการค้า โจทก์มิได้ขัดขืน ได้นำภาษีการค้าสำหรับปีก่อน ๆ และจนถึงปีปัจจุบันไปชำระเรียบร้อยแล้วสำหรับปี 2528 โจทก์ไม่สามารถชำระได้เพราะถูกเรียกตรวจสอบโจทก์ไม่ได้มีเจตนาบิดพลิ้วและหลีกเลี่ยงภาษีแต่อย่างใดขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์สำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งหมด และสำหรับภาษีการค้าเฉพาะเบี้ยปรับให้โจทก์เสียภาษีการค้าเป็นเงิน 70,639.70 บาทจำเลยให้การว่า การประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีการค้าของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์การประเมินของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เป็นการถูกต้องตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว

ขอให้ยกฟ้องศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลย และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เฉพาะที่เกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคล คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยกจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกภาษีอากรวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาขึ้นสู่ศาลฎีกาเฉพาะที่เกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคลตามอุทธรณ์ของจำเลยเท่านั้นส่วนที่เกี่ยวกับเบี้ยปรับของภาษีการค้า โจทก์มิได้อุทธรณ์จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ซึ่งข้อเท็จจริงเฉพาะปัญหาที่เกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคลรับฟังได้เป็นยุติว่าเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2532 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้แจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล เบี้ยปรับและเงินเพิ่มของโจทก์สำหรับระยะเวลาบัญชีปี 2528 ให้โจทก์เสียภาษีเพิ่มเติมทั้งนี้เจ้าพนักงานประเมินเห็นว่าโจทก์ซื้อสินค้าลงบัญชีซื้อสินค้าแล้วแต่ไม่ลงบัญชีคุมสินค้า และมีสินค้าคงเหลือแต่ไม่แสดงในงบดุลจึงถือเป็นการขายสินค้าดังกล่าวและเจ้าพนักงานประเมินได้นำมูลค่าจำนวน 1,312,215 บาทจากการถือเป็นการขายสินค้ามาเป็นเงินได้ของโจทก์เพื่อคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบแล้ว

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ซื้อสินค้าลงบัญชีค่าซื้อถือเป็นรายจ่ายแล้วแต่ไม่ลงบัญชีคุมสินค้า และเมื่อสิ้นปีไม่มีสินค้าจำนวนนี้เหลืออยู่ จึงถือเป็นการขาย และโจทก์มีสินค้าคงเหลือในบัญชีคุมสินค้า แต่ไม่แสดงในงบดุล จึงถือเป็นการขายเช่นเดียวกันนั้น คดีเป็นปัญหาข้อกฎหมายตามที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดเป็นประเด็นว่า การที่โจทก์ไม่นำสินค้าลงบัญชีคุมสินค้าและเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีไม่แสดงสินค้าคงเหลือในงบดุลหรือนำมาปรับปรุงเป็นรายได้ จะถือว่าเป็นการขายสินค้าและเป็นเงินได้อันจะนำมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้หรือไม่พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 บัญญัติในเรื่องการเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลว่า "เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้

คือกำไรสุทธิซึ่งคำนวณได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชี หักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี" ดังนั้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจะจัดเก็บจากกำไรสุทธิซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากการมี "รายได้" จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำสำหรับการขายสินค้าไปเพียงใด ในราคาเท่าใด สามารถตรวจสอบได้ตามหลักบัญชีโดยทั่วไป กล่าวคือ ตรวจสอบจากปริมาณสินค้าคงเหลือต้นงวดบวกด้วยปริมาณสินค้าที่ซื้อมาในระหว่างรอบระยะเวลาบัญชีเพื่อให้ได้ปริมาณสินค้าที่มีเพื่อขายทั้งสิ้น แล้วหักด้วยปริมาณสินค้าที่เหลือปลายงวด รวมทั้งบิลขายและบัญชีขาย ก็จะทราบถึงปริมาณและราคาของสินค้าที่ขายไป แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่านางสาวสุนทรี

ทองทศ เจ้าพนักงานตรวจสอบภาษีอากรของจำเลยซึ่งเป็นพยานร่วมตรวจสอบเพียงจากหลักฐานใบสำคัญซื้อประกอบกับบัญชีคุมสินค้าแล้วปรากฏว่า โจทก์ซื้อสินค้าลงบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายแล้วไม่นำสินค้าจำนวนดังกล่าวลงบัญชีคุมสินค้าเพื่อขายและไม่มีสินค้าคงเหลือเมื่อสิ้นระยะเวลาบัญชีจึงถือเป็นการขาย โดยที่นางสาวสุนทรีไม่ได้ตรวจสอบบิลขายบัญชีขายของโจทก์เพื่อหาความถูกต้องของยอดขายตามหลักการบัญชีที่รับรองโดยทั่วไป ดังนั้นจึงไม่ทราบจำนวนการขายสินค้าที่แท้จริงการที่เพียงแต่ไม่ได้ลงบัญชีคุมสินค้า และไม่แสดงสินค้าคงเหลือในงบดุลเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีจะถือว่าจำนวนสินค้าดังกล่าวเป็นการขายไปแล้วไม่ได้ ทั้งไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายที่ให้ถือเอากรณีดังกล่าวเป็นการขายสินค้า

สำหรับบทบัญญัติตามมาตรา 79 ทวิ (6) ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้น ที่บัญญัติว่า ถ้าผู้ประกอบการค้าตามประเภทการค้า 1 และประเภทการค้า 2 แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้า มีสินค้าเกินจากบัญชีคุมสินค้า ขาดจากบัญชีคุมสินค้า หรือมีสินค้าโดยไม่ทำหรือลงบัญชีคุมสินค้า ให้ถือว่าเป็นการขายสินค้า และให้ถือมูลค่าของสินค้าดังกล่าวเป็นรายรับนั้น ก็เป็นกรณีที่เกี่ยวกับภาษีการค้า จะนำมาเทียบเคียงใช้กับการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลที่มีบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วไม่ได้ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าการที่จำเลยถือว่าการที่โจทก์ไม่ได้ลงบัญชีคุมสินค้าและไม่แสดงสินค้าคงเหลือในงบดุลเป็นการขายสินค้านั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในเรื่องภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์เฉพาะที่เกี่ยวกับกรณีที่โจทก์ซื้อสินค้าแล้วไม่ลงบัญชีคุมสินค้าและมีสินค้าคงเหลือแต่ไม่แสดงในงบดุล ที่จำเลยถือเป็นการขายสินค้าจำนวน 1,312,215 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุวรรณ ตระการพันธุ์ · เจริญ นิลเอสงฆ์ · เพ็ง เพ็งนิติ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5639/2550

ป.รัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) ไม่ได้นิยามคำว่าราคาตลาดไว้ แต่เมื่อพิจารณาถึงความหมายในทางการค้าโดยทั่วไปแล้ว คำว่าราคาตลาดใน ป.รัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) คงมีความหมายทำนองเดียวกันกับคำว่าราคาตลาดตาม ป.รัษฎ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3615/2540

การที่กรมสรรพากรจำเลยที่ 1 ใช้มาตรฐานในการคำนวณต้นทุนสินค้าตามหนังสือกรมสรรพากรที่ กค.0810/13252 ลงวันที่ 29 กันยายน2530 ซึ่งได้กำหนดแนวทางการตรวจสอบผู้ประกอบกิจการค้าพืชผลการเกษตรหากไม่สามารถพิสูจน์ผ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1100/2539

บัญชีอัตราภาษีการค้าประเภท1ชนิด6กำหนดให้รายรับที่ได้จากการขายสมุดเอกสารหรือสิ่งตีพิมพ์ผู้ขายทอดแรกต้องนำมาคำนวณเสียภาษีการค้าในอัตราร้อยละ1.5ส่วนข้อยกเว้นตามมาตรา79ตรี(7)กำหนดให้รายรับจากการขายหนังสือ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3452/2538

เจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งการประเมิน ภาษีเงินได้นิติบุคคลและ ภาษีการค้าแก่โจทก์โจทก์อุทธรณ์การประเมินภาษีทั้งสองประเภทโดยในปัญหาสินค้าขาดจากบัญชีคุมสินค้านั้นโจทก์อุทธรณ์ว่าเจ้าพนักงานประเมินมิได้ไปทำก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2452/2538

แม้การยึดที่พิพาทเฉพาะส่วนของจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 205/2526 ของศาลชั้นต้น ซึ่งกระทำภายหลังจากที่ได้ยึดไว้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 12250/2521 ของศาลแพ่ง เป็นการยึดซ้ำ แต่เมื่อการยึดที่พิพาทได้โอนมา…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้