Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3303/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ฟ้องโจทก์บรรยายว่า การที่จำเลยรับเงินจำนวน 14,840 บาทไปจากโจทก์โดยที่โจทก์ได้จ่ายไปโดยสำคัญผิดคิดว่าเป็นการจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน แต่ครั้นเมื่อศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาว่าเป็นเงินประเภทอื่นไม่ใช่ค่าชดเชย โจทก์จึงชอบที่จะจ่ายเงินกองทุนสงเคราะห์เท่ากับเงินเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงานเท่านั้น เป็นเรื่องที่จำเลยได้รับเงินไปโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 14,840 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยคำบรรยายฟ้องของโจทก์เช่นนี้เป็นเรื่องโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินกองทุนสงเคราะห์ เนื่องจากจำเลยได้รับเงินที่โจทก์จ่ายให้ไปโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบซึ่งเป็นเรื่องลาภมิควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406 มิใช่เรื่องโจทก์เรียกทรัพย์คืนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336.

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้รับเงินจำนวน 14,840 บาทไปจากโจทก์โดยที่โจทก์จ่ายไปโดยสำคัญผิดว่า เป็นการจ่ายชดเชยตามกฎหมายแรงงานด้วย แต่เมื่อศาลฎีกาพิพากษาว่าเป็นเงินประเภทอื่นไม่ใช่ค่าชดเชยโจทก์จึงชอบที่จะจ่ายเงินกองทุนสงเคราะห์เท่ากับเงินเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงานเท่านั้น เป็นเรื่องที่จำเลยได้รับเงินไปโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบโจทก์จึงมีสิทธิติดตามเรียกเอาทรัพย์ดังกล่าวคืนได้ จึงขอให้บังคับจำเลยคืนเงินจำนวน 14,840 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงิน 14,840 บาท นับแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2532 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การว่า โจทก์ได้จ่ายเงินตามข้อบังคับการประปาส่วนภูมิภาคว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์

พ.ศ. 2523 เพิ่มให้แก่จำเลยอีก 14,840 บาท เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2527 เพื่อให้จำเลยได้รับเงินสงเคราะห์เท่ากับค่าชดเชยที่กำหนดไว้ในข้อบังคับการจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวจึงเป็นการกระทำที่ถูกต้องชอบด้วยข้อบังคับและกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะเรียกคืนจากจำเลยอีก จำเลยได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2527 โดยสุจริตเป็นเวลา 5 ปีเศษ และจำเลยได้จ่ายเงินนั้นไปเป็นค่าครองชีพอันสมควรแก่ฐานะหมดสิ้นไปแล้ว ขอให้ยกฟ้องโจทก์ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นผู้ที่รับเงินลาภมิควรได้โดยสุจริตปรากฏว่าจำเลยได้รับเงินจำนวนดังกล่าวจากโจทก์ไปเมื่อวันที่ 5 มิถุนาย 2527 เมื่อนับถึงวันที่โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระคืนเป็นเวลาเกือบ 5 ปี

น่าเชื่อว่าจำเลยได้ใช้เงินจำนวนดังกล่าวไปหมดแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องคืนให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 412 พิพากษายกฟ้องโจทก์โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์อุทธรณ์ข้อแรกว่าตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินกองทุนสงเคราะห์คืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 เพราะจำเลยได้รับเงินกองทุนสงเคราะห์จากโจทก์เกินไป 14,840 บาท โจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินในฐานลาภมิควรได้ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าเป็นเรื่องลาภมิควรได้จึงเป็นการวินิจฉัยไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวน และพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามคำฟ้องข้อ 4 ของโจทก์ได้บรรยายไว้เป็นใจความว่า การที่จำเลยรับเงินจำนวน 14,840 บาท ไปจากโจทก์โดยที่โจทก์ได้จ่ายไปโดยสำคัญผิดคิดว่าเป็นการจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน แต่ครั้นเมื่อศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาว่าเป็นเงินประเภทอื่นไม่ใช่ค่าชดเชย โจทก์จึงชอบที่จะจ่ายเงินกองทุนสงเคราะห์เท่ากับเงินเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงานเท่านั้น เป็นเรื่องที่จำเลยได้รับเงินไปโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 14,840 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย จากคำบรรยายฟ้องของโจทก์ดังกล่าว จะเห็นได้โดยแจ้งชัดว่าเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินกองทุนสงเคราะห์เนื่องจากจำเลยได้รับเงินที่โจทก์จ่ายให้ไปโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ ซึ่งเป็นเรื่องลาภมิควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 นั่นเอง

หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์เรียกทรัพย์คืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336ดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ ดังนั้นคำวินิจฉัยของศาลแรงงานดังกล่าวจึงตรงกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนและคำฟ้องของโจทก์แล้วอุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ข้อต่อไปว่า การกระทำของจำเลยเป็นการได้รับชำระหนี้โดยไม่สุจริต เพราะจำเลยรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินจำนวน 14,840 บาท จากโจทก์ นั้น

พิเคราะห์แล้วเห็นว่าอุทธรณ์ของโจทก์เป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังยุติแล้วว่า จำเลยรับเงินไว้โดยสุจริตเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่าจำเลยจะต้องคืนเงินแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 412จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
นำชัย สุนทรพินิจกิจ · ศักดา โมกขมรรคกุล · อุดม เฟื่องฟุ้ง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้