Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 330/2522

พ.ศ. 2522 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์เช่าที่ดินจากกรมการศาสนาแล้วให้จำเลยปลูกบ้าน ถึงกำหนดแล้วจำเลยไม่ยอมออก โจทก์ในฐานะคู่สัญญาย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินที่เช่าได้ จำเลยจะต่อสู้ว่า กรมการศาสนาเจ้าของที่พิพาทได้บอกเลิกสัญญาเช่าที่ทำไว้กับโจทก์ เพราะโจทก์ผิดสัญญาให้เช่าช่วง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยหาได้ไม่ การที่โจทก์เช่าที่พิพาทจากกรมการศาสนาแล้วถูกบอกเลิกสัญญาเช่า โจทก์จึงตกลงกับจำเลยสละสิทธิการเช่าในภายหน้า เพื่อให้จำเลยไปติดต่อขอเช่าจากกรมการศาสนาเองโดยตรง โดยโจทก์ขอรับเงินจากจำเลยเป็นค่าสละสิทธิจำนวนหนึ่งนั้น ข้อตกลงนี้ไม่ใช่เรื่องโอนสิทธิการเช่าหรือโอนสิทธิเรียกร้องและไม่มีกฎหมายบังคับให้ทำตามแบบ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เช่าที่ดินของวัดพระเงินจากกรมศาสนา ต่อมาโจทก์ให้จำเลยเช่าที่ดินดังกล่าวปลูกบ้าน ครบกำหนดแล้วจำเลยไม่ยอมออกจากที่เช่าขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่เช่าและขอให้ชำระค่าเช่าที่ค้าง ๒ เดือน ๖๐๐ บาท กับค่าเสียหายเดือนละ ๒๐๐ บาท จนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่ดินทีเช่า

จำเลยให้การว่าได้เช่าที่พิพาทจากโจทก์ตามกำหนดในฟ้อง แต่กรมการศาสนาซึ่งเป็นผู้ควบคุมดูแลศาสนสมบัติของวัดพระเงินได้บอกเลิกการเช่ากับโจทก์เนื่องจาก โจทก์ผิดสัญญาให้จำเลยเช่าช่วง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เมื่อกรมการศาสนาบอกเลิกสัญญาเช่ากับโจทก์แล้ว โจทก์กับจำเลยได้ตกลงกันว่า โจทก์ให้จำเลยติดต่อขอเช่าที่ดินแปลงนี้จากกรมการศาสนาต่อไป โดยโจทก์ขอรับเงินเป็นค่าสละสิทธิให้จำเลยเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท โจทก์ได้รับเงินไปแล้ว ๒,๐๐๐ บาท ที่เหลือชำระเมื่อกรมการศาสนาให้จำเลยเป็นผู้เช่าต่อไป ศาลชั้นต้นงดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้อง และข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยตามข้ออ้างของจำเลยเป็นการโอนสิทธิเรียกร้อง ซึ่งทำไม่ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบังคับ ตกเป็นโมฆะ พิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาท ห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้าง ๖๐๐ บาท กับใช้ค่าเสียหายเดือนละ ๒๐๐ บาท ให้โจทก์นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยอุทธรณ์ในปัญหาเรื่องอำนาจฟ้อง และขอให้มีการพิจารณาคดีต่อไป

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า โจทก์มีอำนาจฟ้อง และสมควรสืบพยานให้ปรากฏข้อเท็จจริงตามคำให้การต่อสู้คดีของจำเลย พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์จำเลยต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ที่จำเลยฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า กรมการศาสนาเจ้าของที่ดินพิพาทบอกเลิกสัญญาเช่าที่ทำไว้กับโจทก์ เพราะโจทก์ผิดสัญญาให้เช่าช่วง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าตามฟ้องและคำให้การแสดงว่าจำเลยเป็นคู่สัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ หากต่อมากรมการศาสนาบอกเลิกสัญญาที่ทำไว้กับโจทก์ ก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับบุคคลที่สาม ส่วนข้อตกลงตามสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยยังคงผูกพันกันอยู่ จำเลยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญา เมื่อครบกำหนดการเช่าจำเลยผิดสัญญาไม่ออกจากที่ดินพิพาท โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย

โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลย ตามคำให้การต่อสู้คดีของจำเลยเป็นเรื่องโอนสิทธิเรียกร้อง ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือจึงจะมีผลบังคับกันได้ ข้อนี้ศาลฎีกาเห็นว่า ตามข้อต่อสู้คดีของจำเลยนั้น โจทก์ไม่มีสิทธิเช่าที่ดินพิพาทแล้วเนื่องจากกรมการศาสนาบอกเลิกการเช่ากับโจทก์ โจทก์ตกลงกับจำเลยว่าการเช่าที่ดินพิพาทใหม่กับกรมการศาสนาในภายหน้า โจทก์สละสิทธิไม่ขอเช่า ยอมให้จำเลยติดต่อขอเช่าจากกรมศาสนาโดยตรง ซึ่งการที่จำเลยจะเช่าจากกรมการศาสนาได้อย่างเป็นเรื่องที่จำเลยต้องติดต่อดำเนินการเอง ในการนี้โจทก์ขอรับเงินเป็นค่าที่โจทก์สละสิทธิจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท จำเลยชำระให้บางส่วนแล้ว ข้อตกลงเช่นว่านี้มิใช่เรื่องโอนสิทธิการเช่าหรือโอนสิทธิเรียกร้อง และไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องทำตามแบบถ้าเป็นความจริงดังข้ออ้างของจำเลย ข้อวินิจฉัยที่ว่าโจทก์จะฟ้องขับไล่จำเลยได้หรือไม่อาจเปลี่ยนแปลงไป จึงต้องสืบพยานโจทก์จำเลยเพื่อฟังข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ต่อ ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ชอบแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุวรรณพ กองวารี · ปรีชา สุมาวงศ์ · กุศล บุญยืน
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายธนพจน์ อารยลักษณ์
ศาลอุทธรณ์ - นายวิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้