Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 33/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พยานโจทก์ทั้งสองปากไม่เคยมีสาเหตุกับจำเลยมาก่อนไม่น่าระแวงว่าจะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยทั้งเป็นเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่และตามบันทึกการจับกุมก็มีข้อความตรงตามคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปากพยานหลักฐานของโจทก์สอดคล้องต้องกันมีน้ำหนักรับฟังได้มั่นคงพยานจำเลยรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ไม่ได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2538 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2จำนวน 380 เม็ด น้ำหนักรวม 27.7 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้4.8 กรัม มีปริมาณเกินกว่า 0.500 กรัม ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดไว้ในครอบครองเพื่อขาย จำหน่าย จ่ายแจกเพื่อประโยชน์ในทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต เหตุเกิดที่ตำบลบางน้ำจืด อำเภอเมืองสมุทรสาครจังหวัดสมุทรสาคร เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 5, 6, 11,12, 89, 106, 106 ทวิ, 116 และริบของกลางที่เหลือจากการตรวจวิเคราะห์จำเลย ให้การ

ปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง,89 ลงโทษจำคุก 6 ปีริบของกลางที่เหลือจากการตรวจวิเคราะห์จำเลย อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก 4.8 กรัม จริง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีความผิดตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาหรือไม่โจทก์มีร้อยตำรวจเอกสายัณห์ เพิ่งบุญชู พยานโจทก์เบิกความว่าเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2538 เวลากลางวัน ได้รับคำสั่งจากพันตำรวจเอกสมชัย ศรีภิญโญ ให้ไปจับคนร้ายขายเมทแอมเฟตามีนซึ่งจะใช้เส้นทางเข้าสนามกอล์ฟเอกชัย พยานกับพวกจึงไปตั้งจุดตรวจ เวลาประมาณ 23 นาฬิกา จำเลยขับรถจักรยานยนต์จากสนามกอล์ฟเอกชัยไปตามถนนก่อนจะถึงจุดตรวจพยานกับพวกเปิดไฟฉายส่องไปยังจำเลย จำเลยจอดรถพยานกับพวกได้เข้าตรวจค้นรถจักรยานยนต์โดยพยานดึงผ้าที่ปิดไว้ระหว่างหน้ากากรถจักรยานยนต์กับตัวเรือนไมล์ทางด้านหน้ารถออกพบกล่องเหล็กสี่เหลี่ยมดึงกล่องเหล็กขึ้นมาจำเลยเห็นดังกล่าวก็วิ่งหลบหนีไปได้ประมาณ 20 เมตร

ก็ล้มลงพยานกับพวกจึงจับไว้ได้ นำตัวจำเลยมาที่รถจักรยานยนต์แล้วพยานเปิดกล่องเหล็กสี่เหลี่ยมดูต่อหน้าจำเลย ปรากฏว่าภายในกล่องบรรจุเมทแอมเฟตามีนจำนวน 380 เม็ด สอบถามจำเลยแล้วจำเลยให้การว่าจำเลยไปรับเมทแอมเฟตามีนจากผู้อื่นแต่ไม่ยอมเปิดเผยว่ารับมาจากผู้ใด พยานจึงแจ้งข้อหาจำเลยว่า มีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2เพื่อขายและขาย จำเลยให้การรับสารภาพ แต่ตอนเขียนบันทึกการจับกุมในช่องคำให้การผู้ต้องหาจำเลยขอให้การปฏิเสธ ตามเอกสารหมาย จ.1และพยานเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ขณะจ่าสิบตำรวจอรัญเขียนบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 พยานอยู่ด้วย จำเลยเป็นผู้ให้การถึงพฤติการณ์เพื่อให้บันทึกไว้ในเอกสารหมาย จ.1 ด้วยตนเองเมื่อบันทึกเสร็จให้จำเลยลงลายมือชื่อ แต่พอมาถึงบันทึกในช่องผู้ต้องหาให้การจำเลยเป็นคนบอกว่า

ขอให้การปฏิเสธ และจ่าสิบตำรวจอรัญ ทาเกตุ พยานโจทก์อีกปากหนึ่งก็เบิกความทำนองเดียวกันกับร้อยตำรวจเอกสายัณห์ และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าพยานเป็นผู้เขียนบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 ด้วยตนเอง บันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 ด้านหน้าจำเลยให้การรับสารภาพ พอมาเขียนด้านหลังจำเลยให้การปฏิเสธ จำเลยเบิกความเป็นพยานว่า ขณะเกิดเหตุมีคนมาดัก 4 ถึง 5 คน จำเลยจะขับรถจักรยานยนต์หลบแต่หลบไม่พ้นจำเลยคิดว่าเป็นพวกโจร เมื่อถูกถีบรถจักรยานยนต์ล้มลงได้วิ่งหนีมีคนมาเตะขาล้มลงแล้วถูกดึงคอลากไปตรงจุดที่รถจักรยานยนต์ล้มบริเวณนั้นเป็นคิวรถจักรยานยนต์รับจ้าง ต่อมาพวกที่ทำร้ายจำเลยนำจำเลยขึ้นรถไปสถานีตำรวจภูธรตำบลบางน้ำจืด และรุมทำร้ายจำเลยเจ้าพนักงานตำรวจให้จำเลยลงลายมือชื่อในเอกสาร

จำเลยไม่ยอมลงลายมือชื่อ เห็นว่าพยานโจทก์ดังกล่าวไม่ปรากฏว่าเคยมีสาเหตุกับจำเลยมาก่อน ไม่น่าระแวงว่าจะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลย ทั้งเป็นเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ น่าเชื่อว่าเบิกความไปตามความจริงและตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 ด้านหน้าก็มีข้อความตรงตามคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปากกล่าวคือข้อความที่จำเลยรับว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของจำเลยมีไว้เพื่อขายให้แก่ลูกค้า และลงลายมือชื่อของจำเลยไว้ใต้ข้อความดังกล่าวส่วนด้านหลังจำเลยให้การปฏิเสธ พยานหลักฐานของโจทก์สอดคล้องต้องกันมีน้ำหนักรับฟังได้มั่นคง พยานจำเลยรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ไม่ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า เจ้าพนักงานตำรวจค้นได้เมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยจำนวน 380 เม็ดซึ่งเป็นจำนวนมาก เชื่อได้ว่าจำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อขายอันถือเป็นการขายตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทพ.ศ. 2518 มาตรา 4 จำเลยจึงมีความผิดตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก 4.8 กรัมเกินกว่าปริมาณที่รัฐมนตรีกำหนดอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง,106 ทวิ ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาด้วย ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานขาย แต่ศาลชั้นต้นไม่ได้ปรับบทความผิดตามมาตรา62 วรรคหนึ่ง, 106 ทวิ ไว้ด้วย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ซึ่งยังไม่ถูกต้อง แม้โจทก์ไม่ฎีกาในข้อนี้ ศาลฎีกาก็ชอบที่จะแก้ไขให้ถูกต้องโดยลงโทษเท่าเดิมได้"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง,62 วรรคหนึ่ง, 89, 106 ทวิ เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษฐานขายตามมาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 จำคุก 6 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สถิตย์ ไพเราะ · มงคล สระฏัน · วุฒิ คราวุฒิ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2104/2567

การวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่า พยานซัดทอด หรือพยานที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้านนั้น ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มี…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1207/2567

การจะเป็นความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติโดยร่วมกระทำการใด ๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในการดำเนินการขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ หรือเป็นเครือข่ายดำเนินงานขององค์กรดังกล่าว หรือสมคบกันตั้งแต่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 125/2567

การกระทำที่จะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110 (1) ผู้กระทำต้องรู้ว่าสินค้าที่ตนนำเข้ามาในราชอาณาจักร จำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่าย เป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 740/2566

แม้คําพิพากษาคดีแพ่งของศาลชั้นต้นจะมีผลผูกพันโจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ทำให้จำเลยไม่มีสิทธิกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างอื่นให้แตกต่างไปจากผลแห่งคําวินิจฉัยดังกล่าวที่ฟังข้อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 514/2566

วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้ใช้ระบบไต่สวนและเป็นไปโดยรวดเร็ว และก่อนศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ศาลอาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบเพิ่มเติมตามที่เห็นสมควร ซึ่งรวมทั้งการเรียกพยานที่สืบแล้วมาสืบใหม่โดย…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้