Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3287/2530

พ.ศ. 2530 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีที่จำเลยทำไว้กับโจทก์ระบุว่าจำเลยจะชำระหนี้ให้โจทก์ภายในวันที่ 9 มกราคม 2518 แต่เมื่อครบกำหนดแล้วมีการต่ออายุสัญญาต่อไปอีกจนถึงวันที่ 9 มกราคม 2519 และรับรองยอดเงินที่ค้างชำระกับให้สัญญาว่าสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีมีผลใช้บังคับจนกว่าจำเลยจะได้ชำระเงินให้โจทก์เสร็จสิ้น แต่ก็ไม่มีข้อสัญญาว่าเมื่อสิ้นกำหนดระยะเวลาแล้วสัญญาเป็นอันเลิกกันทันที แม้ผู้จำนองจะนำเงินมาชำระให้โจทก์ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2521 เพื่อไถ่ถอนจำนอง บัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยก็ยังมีอยู่เพราะยังชำระหนี้ตามบัญชีเดินสะพัดไม่หมดและไม่มีฝ่ายใดเลิก สัญญา ดังนี้โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นจากจำเลยได้จนถึงวันบอกเลิกสัญญา แต่หลังจากวันบอกเลิกสัญญาไปแล้วโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นอีก คงคิดได้แต่ดอกเบี้ยธรรมดาเท่านั้น

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคล มีจำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ ๑ ได้ทำหนังสือกู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ในวงเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ตกลงเสียดอกเบี้ยให้โจทก์ในอัตราร้อยละ ๑๓ ต่อปี ทบต้นสำหรับยอดหนี้ที่อยู่ในวงเงินและอัตราร้อยละ ๑๔ ต่อปีทบต้นสำหรับยอดหนี้ที่เกินจากวงเงินและจำเลยที่ ๑ สัญญาว่าจะผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จสิ้นภายในวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๑๘ เพื่อเป็นหลักประกันในการกู้เบิกเงินเกินบัญชี จ่าเอกสอ ช่างสมบูรณ์ และพันจ่าเอกบุญมา ช่างสมบูรณ์ ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันเมื่อสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีดังกล่าวครบกำหนดชำระ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ได้ขอต่อสัญญาออกไปอีก ๑ ครั้ง

ครบกำหนดชำระในวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๑๙ ได้มีการตกลงเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยใหม่ โดยจำเลยที่ ๑ ตกลงชำระให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ ๑๔ ต่อปี ทบต้นสำหรับวงเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท หากมียอดหนี้เกินวงเงินส่วนที่เกินยินยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีทบต้น คิดเพียงวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๑ จำเลยที่ ๑ เป็นหนี้โจทก์เป็นเงิน ๑,๕๐๐,๐๐๖.๖๒ บาท และในวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๑ ผู้จำนองได้จัดการชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นบางส่วนเพื่อไถ่ถอนจำนองที่ดินเป็นเงิน ๗๕๐,๐๐๐ บาท คิดเพียงวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๑ จำเลยที่ ๑ คงค้างชำระหนี้โจทก์เป็นเงิน ๗๕๐,๐๐๖.๖๒ บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๒๕ และคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี

ไม่ทบต้นในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๒๕ ถึงวันฟ้องรวมแล้วจำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์เป็นเงิน ๑,๕๔๑,๓๐๑.๓๕ บาท ขอให้พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน ๑,๕๔๑,๓๐๑.๓๕ บาทให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ไม่ทบต้นในต้นเงิน ๑,๕๐๖,๐๒๓.๒๗ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่าจำเลยทั้งสองเปิดบัญชีเดินสะพัดกับโจทก์แต่มีกำหนดเวลาแน่นอน คือจะต้องหักทอนบัญชีกันในวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๑๙ บัญชีเดินสะพัดจึงสิ้นสุดลงในวันดังกล่าว โจทก์จำเลยได้หักทอนบัญชีกันแล้วแต่วันที่ ๙ มกราคม ๒๕๑๙ โจทก์จึงไม่มีอำนาจคิดดอกเบี้ยทบต้นในเงินที่จำเลยค้างชำระ

เมื่อหักทอนบัญชีกันแล้วจำเลยเป็นหนี้โจทก์อยู่เพียง ๔๓๗,๒๖๖.๐๕ บาท และหลังจากวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๑๙ โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยในยอดเงิน ๔๓๗,๒๖๖.๐๕ บาท ได้ร้อยละ ๑๔ ต่อปีตามสัญญา และหลังจากนั้นถึงวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๒๕ จำเลยเป็นหนี้โจทก์เพียง ๗๘๙,๒๖๖.๒๓ บาท เงินจำนวนหนี้ผู้ค้ำประกันได้ชำระให้โจทก์แล้ว ๗๕๐,๐๐๐ บาท จำเลยจึงยังเป็นหนี้โจทก์อยู่เพียง ๓๙,๒๖๖.๒๓ บาท ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เห็นว่าสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดไว้ในวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๑๔ แต่เมื่อครบกำหนดแล้วโจทก์จำเลยที่ ๑ ยังเดินสะพัดทางบัญชีกันต่อไปโดยไม่ได้กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดและระยะเวลาหักทอนบัญชีกันไว้ จึงต้องหักทอนบัญชีกันทุกระยะ ๖ เดือนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๕๘ ในบัญชีเอกสารหมาย จ.๙ ได้มีหักทอนกันครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๑๙ การหักทอนบัญชีครั้งต่อไปอย่างช้าควรจะหักทอนกันในเดือนธันวาคม ๒๕๑๙ แต่ก็ไม่มีการหักทอนบัญชีกัน จนถึงวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๑ ผู้จำนองไถ่ถอนจำนองชำระหนี้บางส่วนให้โจทก์ไปซึ่งเท่ากับโจทก์ใช้สิทธิบังคับหนี้โดยถือว่าไม่มีสัญญาบัญชีเดินสะพัด

มาแต่วันครบกำหนดรอบหักทอนบัญชีกันแล้ว ด้วยเหตุนี้พฤติการณ์ระหว่างโจทก์จำเลยที่ ๑ ดังกล่าวมาย่อมฟังได้ว่ามีเจตนาเลิกสัญญาบัญชีเดินสะพัดต่อกันนับแต่วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๑๙ แล้วโดยปริยาย หลังจากนั้นโจทก์จะคิดดอกเบี้ยทบต้นไม่ได้ วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๑๙ จำเลยที่ ๑ เป็นหนี้โจทก์ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยทบต้นรวมเป็นเงิน ๑,๒๗๗,๑๒๐.๘๗ บาท จำเลยที่ ๑ ต้องชำระให้โจทก์ จำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ ๑ รับผิดต่อโจทก์ด้วยเมื่อคิดดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อไปถึงวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๑ อันเป็นวันที่ผู้จำนองชำระหนี้ ๗๕๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์แล้วเป็นดอกเบี้ย ๒๑๑,๕๑๒.๒๑ บาท

นำเงินที่ผู้จำนองชำระให้ไปหักชำระดอกเบี้ยแล้วคงเหลือชำระต้นเงิน ๕๓๘,๔๘๗.๗๙ บาท หักแล้วจำเลยทั้งสองคงต้องรับผิดชำระต้นเงินให้ก่โจทก์ในวันดังกล่าวเป็นเงิน ๗๓๘,๖๓๓.๐๘ บาท เงินจำนวนนี้จำเลยทั้งสองไม่ชำระจึงต้องเสียดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปีนับแต่วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๑ จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๗๓๘,๖๓๓.๐๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๑ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ว่าสัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เลิกกันเมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๒๕ โจทก์จึงคิดดอกเบี้ยทบต้นได้จนถึงวันบอกเลิกสัญญา แต่คดีนี้โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยทบต้นถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๒๕ เท่านั้น ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว เห็นว่าบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ คงเดินสะพัดเรื่อยมาจนกระทั่งโจทก์บอกเลิกสัญญาซึ่งโจทก์ขอคิดดอกเบี้ยถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๒๕ ซึ่งเป็นวันก่อนที่โจทก์จะบอกเลิกสัญญาโจทก์จึงคิดได้ถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๒๕ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ค้างชำระโจทก์อยู่ ๑,๕๐๖,๐๒๓.๒๗ บาท และหลังจากนั้นโจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีอย่างไม่ทบต้นตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๒๕ จนถึงวันฟ้องซึ่งรวมเป็นเงินที่จำเลยที่ ๑ ค้างชำระโจทก์เป็นเงินทั้งสิ้น ๑,๕๔๑,๓๐๑.๓๕ บาท

พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑,๕๔๑,๓๐๑.๓๕ บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีจากต้นเงินจำนวน ๑,๕๐๖,๐๒๓.๒๗ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าสัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์จำเลยเลิกกันแล้วตั้งแต่วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๑๙ หลังจากนั้นโจทก์จะคิดดอกเบี้ยทบต้นไม่ได้เพราะเมื่อสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๑๙ สัญญาระหว่างโจทก์จำเลยต่อจากนั้นไปจึงไม่ได้กำหนดเวลาหักทอนบัญชีกันไว้ จึงต้องหักทอนกันทุก ๆ ๖ เดือนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๕๘ ดังนี้บัญชีเดินสะพัดของจำเลยจึงสิ้นสุดลงเมื่อครบ ๖ เดือน คือตั้งแต่วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๑๙ หลังจากนั้นโจทก์ต้องคิดดอกเบี้ยธรรมดานั้นเห็นว่าแม้สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีที่จำเลยทำไว้กับโจทก์ตามเอกสาร หมาย จ.๖ ข้อ ๔ ระบุว่าจำเลยที่ ๑ จะชำระหนี้ให้โจทก์หมดภายในวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๑๘ ก็ตาม แต่เมื่อครบกำหนดแล้วได้มีการต่ออายุสัญญาออกไปอีกจนถึงวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๑๙ ตามเอกสารหมาย

จ.๗ และรับรองยอดเงินที่ค้างชำระกับให้สัญญาว่าสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีมีผลใช้บังคับตลอดไปจนกว่าจำเลยจะได้ชำระ เงินให้โจทก์เสร็จสิ้น แต่ก็ไม่มีข้อสัญญาว่าเมื่อสิ้นกำหนดระยะเวลาแล้ว สัญญาเป็นอันเลิกกันทันทีที่แม้หลังจากวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๑๙ จำเลยที่ ๑ ไม่เคยนำเงินเข้าบัญชีเพื่อหักทอนอีกเลยก็ตาม บัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ ก็ยังคงเดินสะพัดเรื่อยมาเพราะไม่มีฝ่ายใดเลิกสัญญา แม้ผู้จำนองจะนำเงินมาชำระให้โจทก์ในวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๑ เพื่อไถ่ถอนจำนองก็ตาม บัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ ก็ยังมีอยู่เพราะยังชำระหนี้ตามบัญชีเดินสะพัดไม่หมดและยังคงเดินสะพัดเรื่อยไป โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นจากจำเลยที่ ๑ ได้จนถึงวันที่โจทก์บอกเลิกสัญญาโจทก์ขอคิดถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๒๕ ซึ่งเป็นวันก่อนที่โจทก์จะบอกเลิกสัญญา

หลังจากวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๒๕ ไปแล้วโจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นอีก คงคิดได้แต่ดอกเบี้ยธรรมดา หาใช่เมื่อสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีครบกำหนดแล้ว ถือว่าคู่สัญญามิได้กำหนดเวลาหักทอนบัญชีกันไว้ ต้องคิดหักทอนกันทุก ๖ เดือนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๕๘ ดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เสงี่ยม ทวีชัยการ · เสงี่ยม ทวีชัยการ · พลจิตต์ ดียืน
ศาลล่าง
ศาลแพ่งธนบุรี - นายบุญธรรม อยู่พุก
ศาลอุทธรณ์ - นายสำราญ ศรีประสาสน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้